
ท่านอาจารย์: ก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ความจริง แล้วก็เพิ่มความติดข้องเพราะไม่รู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพราะความไม่รู้ความจริง
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: อยู่ในโลกมืดหรือสว่าง?
อ.ณภัทร: อยู่ในโลกมืดที่อวิชชาหุ้มห่อไว้ ปิดมิดชิดสนิท
ท่านอาจารย์: แล้วมีนก มีคน มีอะไร เดี๋ยวนี้ไหม?
อ.ณภัทร: ในความคิดก็ว่า มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความคิดว่า มี นานเท่าไหร่? และความจริงเป็นอย่างไร?
เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาทไม่ได้เลย อยู่ในโลกทุกวันด้วยความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ทุกคำส่องไปถึงความไม่รู้มากมายมหาศาล
อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ฟังแล้วก็ถึงใจจริงๆ ก็คือว่า มลทินที่ยิ่งกว่ามลทิน ก็คืออวิชชาครับ
ท่านอาจารย์: นิดเดียวก็เป็นมลทิน เปลี่ยนไม่ได้เมื่อเป็นมลทินใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อเป็นความไม่สะอาด
อ.ณภัทร: ครับ เพราะว่ามลทินก็เป็นความไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์ เป็นความมัวหมอง เป็นความเศร้าหมองครับ
ท่านอาจารย์: รู้ไหมว่า กำลังมีมากมายมหาศาล หรือสนุกดี เดี๋ยวทำโน่นเดี๋ยวทำนี่ อาหารอร่อย เรื่องราวต่างๆ ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ตลอดชาติทั้งชาติ อยู่ในความมืดสนิทที่ไม่รู้ความจริง
อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ เวลาอาหารอร่อย ขณะนั้นก็เป็นมลทินแล้ว ก็แปดเปื้อนแล้ว แต่ว่าก็เพราะว่าไม่มีวิชชาเกิดขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้เศร้าหมอง ไม่ได้มัวหมองเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อวิชชาจะรู้ไหมว่า เศร้าหมอง?
อ.ณภัทร: อวิชชาไม่สามารถจะรู้ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงไม่รู้ตั้งแต่ลืมตาจนหลับตาทุกวันตั้งแต่เกิดจนตาย
อ.ณภัทร: ครับ แล้วความรู้ที่จะค่อยๆ แทรกความไม่รู้ครับ อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีผู้ที่ทรงตรัสรู้ จะมีโอกาสได้รู้ความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงที่คนอื่นรู้ไม่ได้ แม้กำลังมีเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้น หยั่งลงไปถึงความจริงที่ลึกซึ้ง กว่าจะรู้ได้โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ กว่าจะสามารถรู้ความจริงที่ไม่สว่างเลยเดี๋ยวนี้ แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงในความมืดสนิท มโนทวาร
พูดกันได้ตลอด จักขุทวารไม่ใช่มโนทวาร จักขุทวารวิถีดับไป ภวังคจิตคั่น มโนทวารรับรู้ต่อ แล้วมันจะมืดสักแค่ไหนในเมื่อจักขุทวารแค่เห็นนิดเดียว
อ.ณภัทร: ครับ ฟังที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความเข้าใจก็รู้สึกตามตรงว่า ตอนนี้ก็รู้สึกว่า สลดใจครับ สลดใจจริงๆ
ท่านอาจารย์: แต่ความไม่รู้ ไม่สลดมากกว่าเท่าไหร่?
อ.ณภัทร: ใช่ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็อดทนที่จะมั่นคงต่อความจริงซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงเลย ปรากฏเป็นอัตตาสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา กว่าจะเป็นโลกของอนัตตาทั้งหมด ไม่มีอัตตาเลยสักนิดเดียวคิดดู!!
ถ้าไม่ฟังธรรมะด้วยความเคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้อยู่ในความมืด แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง กลายเป็นอยู่ในความสว่างปานนั้น!! ความจริงกับความไม่จริง!! ความรู้กับความไม่รู้!!
อ.ณภัทร: ครับ เป็นความจริงและก็ตรงถึงที่สุดครับว่า ขณะนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง จริงๆ อย่างนั้นเลยครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้ ฝังไว้ในใจมากน้อยแค่ไหน กว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงว่า ไม่ได้อยู่ในโลกตามความเป็นจริง
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: และไม่สามารถจะเข้าใจความจริงได้ ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ความจริงที่ลึกซึ้ง และละเอียดอย่างยิ่ง ยากแสนยากที่จะรู้ได้ แต่ละคำค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ มีความเข้าใจถูก ค่อยๆ มั่นคงว่า โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง จึงจะต้องรู้จักหนทางที่จะค่อยๆ รู้ความจริงนี้ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา แต่ละคำมีค่าที่สุดที่จะประมาณได้ แต่ต้องไตรตรอง มีสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่เกิดไม่มี
เพราะฉะนั้น มีปัจจัยให้เกิดแล้วดับ แล้วจะเป็นอย่างนี้ไหม? สืบต่อกันเป็นโลกเป็นคนเป็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนไม่ดับเลย โลกของความไม่รู้จะมากมายมหาศาลสักแค่ไหน?
อ.ณภัทร: ครับ ได้ฟังอย่างนี้ก็เห็นถึงพระธรรมมีอุปการะมากจริงๆ เพราะว่า ได้ฟังว่าไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แต่เราได้ฟังความจริงว่า ความจริงคืออย่างไรตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงครับ แต่ยังไม่ได้ปรากฏเหมือนกับที่ได้ฟังครับ แต่ก็ไม่ท้อถอยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความรู้ต่างกับความไม่รู้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: มีจริงทั้ง ๒ อย่างใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าเข้าใจตามจริงของสิ่งที่มีจริง จะเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย เพราะต้องมีปัจจัยเกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ลึกซึ้งแค่ไหน?
อ.ณภัทร: ลึกซึ้งมากครับ
ท่านอาจารย์: เหมือนไม่มีอะไรดับเลยสักอย่างใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นผิดปานไหน?
อ.ณภัทร: เห็นผิดอย่างมหันต์ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงรู้คุณอย่างยิ่งของแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราได้ฟัง แล้วไม่ประมาทในความลึกซึ้งในการที่กว่าจะรู้ความจริงจริง อีกนานเท่าไหร่? ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปราถนา หรือความต้องการของใคร แต่ขึ้นกับเหตุ คือเข้าใจความจริงตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงแค่ไหน?
อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็สมจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หลายๆ พระสูตรว่า ก่อนพระองค์จะทรงแสดงก็ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ แค่นี้ครับท่านอาจารย์ เป็นเหตุจริงๆ ว่า บุุคลในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่มีโอกาสมี่จะรู้ตามความเป็นจริงได้เลยอย่างนี้เลยครับ
ขอเชิญฟังได้ที่ ..
ขณะที่คิดจะทำ จะไม่รู้นามรูปที่ปรากฏ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา