วิตถารสูตร - กรรม ๔ ประการ - o๙ ก.ย. ๒๕๔๙
โดย บ้านธัมมะ  7 ก.ย. 2549
หัวข้อหมายเลข 2033

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

••• ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย •••

พระสูตรวันเสาร์ที่ ๙ กย ๔๙ วิตถารสูตร และ ปริสาสูตร

สนทนาธรรมที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

พระสูตร ที่นำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๙

เวลา ๐๙:๐๐ - ๑๒:๐๐น.

วิตถารสูตร

ว่าด้วยกรรม ๔ ประการ

ปริสาสูตร

จาก.. [เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒

นำการสนทนาโดย..

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และคณะวิทยากร

ขอเชิญท่านอ่านพระสูตรนี้ได้ในกรอบต่อไป ครับ...



ความคิดเห็น 1    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 7 ก.ย. 2549

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 584

๒. วิตถารสูตร

ว่าด้วยกรรม ๔ ประการ

[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้ เรากระทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ กรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กรรมดำ มีวิบากดำก็มี กรรมขาว มีวิบากขาวก็มี กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบาก ทั้งดำทั้งขาวก็มี กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรมก็มี

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมดำมีวิบากดำเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันมีความเบียดเบียน ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร อันมีความเบียดเบียน ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันมีความเบียดเบียน ครั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน ผัสสะอันมีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียนถูกต้องนั้น ย่อมได้เสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว เปรียบเหมือนสัตว์นรก นี้เราเรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมขาวมีวิบากขาวเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ... วจีสังขาร ... มโนสังขารอันไม่มีความเบียดเบียน ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน ผัสสะอันไม่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน เขาอันผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว เปรียบเหมือนเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เราเรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ... วจีสังขาร ... มโนสังขาร อันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลก ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลนั้นผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีทั้งสุขและทั้งทุกข์ระคนกัน เปรียบเหมือน มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวก นี้เราเรียกว่า กรรมทั้งดำ ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน เจตนาใดเพื่อละกรรมดำอันมีวิบากดำ ในบรรดากรรมเหล่านั้นก็ดี เจตนาใดเพื่อละกรรมขาวอันมีวิบากขาวก็ดี เจตนาใดเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็ดี นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ทราบ

จบ วิตถารสูตรที่ ๒


ความคิดเห็น 2    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 7 ก.ย. 2549

อรรถกถาวิตถารสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในวิตถารสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สพฺยาปชฺฌ คือ มีโทษ.

บทว่า กายสงฺขาร ได้แก่ เจตนาในกายทวาร.

บทว่า อภิสงฺขโรติ ได้แก่พอกพูน คือ ประมวลมา แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน

บทว่า สพฺยาปชฺฌ โลก ได้แก่ โลกมีทุกข์

บทว่า สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ได้แก่ ผัสสะเป็นวิบากมีทุกข์

บทว่า สพฺยาปชฺฌ เวทน เวทิยติ ได้แก่ เสวยเวทนามีวิบาก เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน

บทว่า เอกนฺตทุกฺข ได้แก่ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว เท่านั้น คือไม่เจือด้วยสุข

บทว่า เสยฺยถาปิ ในบทนี้ว่า เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา พึงเห็นว่าเป็นนิบาตลงในอรรถว่าตัวอย่าง ด้วยบทนั้นทรงแสดงถึงสัตว์นรกอย่างเดียว ก็สัตว์อื่นชื่อว่าจะเห็นคล้ายกับสัตว์นรกนั้นไม่มี พึงทราบความ ในบททั้งปวงโดยวิธีอุบายนี้

ก็ในบทมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ มนุสฺสา จะว่าถึงมนุษย์ก่อน สุขเวทนา ย่อมเกิดตามเวลา ทุกขเวทนาก็เกิดตามเวลา

ส่วนในบทนี้ว่า เอกจฺเจ จ เทวา พึงเห็นว่าเทวดาชั้นกามาวจร จริงอยู่เทวดาเห็นเทวดาผู้มีศักดิ์ยิ่งกว่ากามาวจรเทพเหล่านั้น ย่อมถึงทุกข์ตามเวลา ด้วยกิจ มีอาทิว่า ต้องลุกจากที่นั่ง ต้องลดผ้าห่มทำผ้าเฉวียงบ่า ต้องประคองอัญชลี เมื่อเสวยทิพยสมบัติ ย่อมถึงสุขตามเวลา

ในบทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา พึงเห็นว่าเวมานิกเปรต บางจำพวก เวมานิกเปรตเหล่านั้น เสวยสุขในเวลาหนึ่ง ทุกข์ในเวลาหนึ่ง ชั่วนิรันดร ก็สัตว์ทั้งหลายมี นาค ครุฑ ช้าง และม้าเป็นต้น ย่อมมีทั้งสุข และทุกข์ เกลื่อนกล่นเหมือนมนุษย์

ในบทว่า ปหานาย ยา เจตนา นี้ พึงทราบมรรคเจตนาอันให้ถึงวัฏฏะและวิวัฏฏะ จริงอยู่ มรรคเจตนานั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

จบ อรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒


ความคิดเห็น 3    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 7 ก.ย. 2549

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 564

๑. ปริสาสูตร

ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก

[๒๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ ภิกษุณีผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสกผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสิกาผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่า ประทุษร้ายบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท

บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวก เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ภิกษุณีผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสกผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสิกาผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่า ผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้แล.

จบ ปริสาสูตรที่ ๑


ความคิดเห็น 4    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 7 ก.ย. 2549

อรรถกถาปริสาสูตร

พึงทราบวินิจฉัยใน ปริสาสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า ปริสทูสนะ เพราะประทุษร้ายบริษัท

ชื่อว่า ปริสโสภนะ เพราะยังบริษัทให้งาม

จบ อรรถกถาปริสาสูตรที่ ๑


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 17 พ.ย. 2563

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น