
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อวิชชาเป็นรากมูลของอกุศลธรรมทั้งหลาย
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลง ความลังเลสงสัยในสภาพธรรมะก็เกิดเพราะมีอวิชชา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อวิชชามีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ มีความละเอียดอย่างไร? เดี๋ยวนี้สงสัยไหม?! (มีสงสัย) นั่นแหละคือคำตอบ ... จนกว่าจะหมดความสงสัย
สงสัยไหมว่า ขณะนี้ไม่มีใครเลยทั้งสิ้นมีแต่สิ่งที่กำลังถูกเห็นเท่านั้น มีแต่สีสันวรรณะที่กระทบตาได้ ไม่ต้องเรียกอะไรเลยก็มีแล้วเดี๋ยวนี้ปรากฏถ้าไม่กระทบตาไม่ปรากฏ และจะปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีธาตุรู้เห็นสิ่งนั้น
เมื่อไม่มีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น ... สิ่งนั้นจะปรากฏได้อย่างไร ... สงสัยไหม? ความจริงไม่มีอะไรเลยในสีสันที่ปรากฏทั้งสิ้น ไม่มีคุณอรรณพ ไม่มีคุณณภัทร ไม่มีคุณชุมพร ไม่มีคุณคำปั่น ไม่มีใครทั้งหมด ไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีตึกรามบ้านช่อง ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสีสันต่างๆ เท่านั้น ... ถูกไหม?! และสิ่งนั้นจะปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริงได้ไหม?! ในเมื่อความจริงขณะนี้กำลังเป็นประตู หน้าต่าง รองเท้า คน เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ทุกสิ่งทุกอย่างหมด ... เป็นหมดแล้วไม่ใช่เลบสักหนึ่งเดียว พวกนี้หายไปไหน คนหายไปไหน แมวนกหายไปไหน ป่าหายไปไหน ... ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่กระทบก็ไม่ปรากฏ ... สงสัยไหม??? ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงกลายเป็นคนได้อย่างไร? กลายเป็นดอกไม้ได้อย่างไร? กลายเป็นจานชามถ้วยได้อย่างไร? ในเมื่อความจริงถึงที่สุดไม่มีแน่นอน!!
ไม่มีอัตตาแน่นอน เพราะแต่ละหนึ่งเป็นอนัตตา เกิดขึ้นและดับแล้วไม่เหลือเลย แล้วเป็นถ้วยกาแฟได้อย่างไร เป็นช้อนส้อมเป็นโต๊ะอาหารได้อย่างไร ... อะไรจริง?! อะไรไม่จริง?! คนอยู่ไหนสักคนหนึ่ง มีแต่สีต่างๆ ไม่ใช่หรือ แล้วเป็นคนได้อย่างไร? เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ได้อย่างไร? เป็นเครื่องดนตรีต่างๆ ได้อย่างไร? เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดและดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ... อะไรจริง?! (แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นพระโสดาบันหรือว่าไม่ได้เป็นช่วงที่วิปัสสนาญาณขจัดความสงสัยเกิดขึ้น ... ก็ยังต้องมีความสงสัยถึงว่าจะไม่มากมายอย่างคนที่ไม่ฟังธรรมะเพราะยากจะเชื่อว่าไม่มีท่านอาจารย์ทั้งๆ ที่ความจริงก็ต้องเป็นอย่างที่พระองค์ทรงแสดงอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า อวิชชามีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะหมายความว่า ความสงสัยที่เกิดแล้วก็ปรากฏให้รู้ก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นรากมูลมาจากโมหะ ซึ่งตราบใดยังไม่ได้ดับความไม่รู้ในสภาพธรรมะตามความเป็นจริง ก็ยังจะต้องมีความสงสัย)
ไม่ต้องไปหาความสงสัยที่ไหนเลย ... กำลังสงสัยอยู่แล้วแสดงให้เห็นชัดเพราะไม่รู้จึงสงสัย แต่ความไม่รู้ปรากฏหรือเปล่า ... แต่ปรากฏความสงสัยใช่ไหม?! เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้จะไม่สงสัย!!
อ.อรรณพ: วิจิกิจฉาก็เป็นศรีษะที่ปรากฏให้เห็นของอวิชชา ที่แม้เป็นรากมูลเป็นหัวหน้า แต่ว่าเป็นหัวหน้าที่ไม่ปรากฏตัว แต่ว่าความสงสัยที่ยังพอจะปรากฏได้และจะต้องดับก่อนจึงเป็นศีรษะที่มีอยู่ แต่ก็ลึกซึ้ง แม้วิจิกิจฉาซึ่งดับด้วยโสตาปัตติมรรคก็ต้องหยาบกว่าความไม่รู้ แต่วิจิกิจฉาก็ลึกซึ้งเพราะว่าไม่ได้รู้ว่าขณะนี้ก็มีวิจิกิจฉา
ทอจ: วิจิกิจฉาจะดับก่อนอวิชชาได้หรือ?? เพราะหมดอวิชชาขณะใด ก็ต้องหมดความสงสัยขณะนั้น!! ถ้ายังไม่ประจักษ์แจ้งความจริง จะหมดความสงสัยไหม?
อ.อรรณพ: ก็ยังไม่หมดความสงสัย
ทอจ: แต่เมื่อประจักษ์แจ้งความจริงแล้วสงสัยไหมในเมื่อประจักษ์ความจริงว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่กระทบตาปรากฏสั้นแค่ไหน?! แล้วจะรู้ได้อย่างไร หนทางที่จะละความสงสัย ... แม้ว่าจะได้ฟังคำตามตัวหนังสือ แต่ความลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
เพราะฉะนั้นตัวหนังสือเพียงแต่แนะนำให้รู้ความจริง แต่ความจริงนั้นต้องไตร่ตรองจนมั่นคงจนกระทั่งถึงการประจักษ์แจ้งได้ ถ้าเรายังคงตามตัวหนังสือ คิดถึงตัวหนังสือก็แค่นั้นเอง แต่ว่าตัวหนังสือนั้นแนะนำให้ไตร่ตรองละเอียดขึ้น จึงจะเป็นความรู้ที่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของธรรมะซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยคำต่างๆ อุปมาต่างๆ เพื่อให้ถึงความเป็นธรรมมะนั้นๆ ซึ่งละเอียดต่างกัน
ควรจะเจริญปัญญาเพื่อละความไม่รู้ในระดับที่จะดับอกุศลธรรมเหล่านี้เป็นเบื้องต้น
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ