พระภิกษุมีสัตว์เลี้ยงนอนด้วย อาบัติไหมครับ
โดย มหานาโม  26 ก.ย. 2554
หัวข้อหมายเลข 19804

พระภิกษุมีสัตว์เลี้ยงนอนด้วยผิดไหมครับ อาบัติอะไรหมวดไหนครับ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 26 ก.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ในพระวินัยได้แสดงไว้ครับว่า การที่พระภิกษุ นอนร่วมกับ อนุปสัมบัน สิ้น ๓ คืนในที่พักเดียวกันหรือต่างกัน พอถึงวันที่ ๔ ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ในทุกๆ วันที่ได้นอนร่วมกันในที่มุงบังเดียวกันครับ ซึ่งอนุปสัมบัน แปลว่า ผู้มิได้อุปสมบท เป็นคู่กับคำว่า อุปสัมบันผู้อุปสมบทแล้ว อนุปสัมบัน จึงหมายถึง ผู้ที่มิได้เป็นภิกษุได้แก่ สามเณร สามเณรี นางสิกขมานา และคฤหัสถ์ทั่วไป รวมทั้งสัตว์เดรัจฉานก็จัดเป็นอนุปสัมบันด้วยครับ คือผู้ที่ไม่ได้อุปสมบท

ดังนั้นการนอนร่วมกับสัตว์เดรัจฉาน สิ้น ๓ ราตรี ในที่พักเดียวกัน พอถึงวันที่ ๔ ภิกษุนั้นก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ วันที่นอนครับ

ขออนุโมทนา

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 2    โดย เนติปกรณ์  วันที่ 26 ก.ย. 2554

ก็บอกแล้วว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป บัดนี้ท่านยังมัวสงสัยอยู่การนอนกับสัตว์นั้นไม่ได้มีการแสดงไว้ในวินัย แต่ถึงกระนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำใช่ไหมท่านว่า


ความคิดเห็น 3    โดย paderm  วันที่ 26 ก.ย. 2554

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ

กาลเวลาเปลี่ยนไป แต่พระวินัย บัญญัติไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพราะเป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ พระภิกษุต้องประพฤติตามพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ครับ ดังนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ กาลเวลา และ ความประพฤติของพระภิกษุเปลี่ยนไปจากสมัยพุทธกาลที่ไม่เคารพพระธรรมวินัยเหมือนดังเช่นสมัยพุทธกาลครับ ซึ่งข้อความในพระวินัยปิฎกแสดงไว้ครับ ในเรื่อง พระภิกษุที่นอนร่วมกับอนุปสัมบัน มีสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น เป็นอาบัติ ผิดพระวินัย ข้อความเป็นดังนี้ครับ

[เล่มที่ 4] พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค เล่ม ๒ - หน้าที่ 172

[อธิบายจตุกกะ ๔ มีอาวาสจตุกกะเป็นต้น]

อีกนัยหนึ่ง ในสิกขาบทนี้ พึงทราบหมวด ๔ แม้มียำวาสแห่งเดียว เป็นต้น ความพิสดารว่า ภิกษุใด สำเร็จการนอนร่วมกันกับอนุปสัมบันเพียงคนเดียวในอาวาสแห่งเดียวกันสิ้น ๓ ราตรี เป็นอาบัติทุกวัน จำเดิมแต่วันที่ ๔ แก่ภิกษุแม้นั้น ฝ่ายภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมสิ้น ๓ ราตรี กับอนุปสัมบันต่างกันหลายคน ในอาวาสแห่งเดียวนั่นเอง เป็นอาบัติทุกวันแก่ภิกษุแม้นั้น (จำเดิมแต่วันที่ ๔) แม้ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วม สิ้น ๓ ราตรีกับอนุปสัมบันเพียงคนเดียวเท่านั้น ในอาวาสต่างๆ กัน เป็นอาบัติทุกๆ วัน แม้แก่ภิกษุนั้น (จำเดิมแต่วันที่ ๔) . แม้ภิกษุใดเดินทางสิ้นระยะตั้ง ๑๐๐ โยชน์ สำเร็จการนอนร่วม (สิ้น ๓ ราตรี) กับอนุปสัมบันต่างกันหลายคน ในอาวาสต่างๆ กัน เป็นอาบัติแม้แก่ภิกษุนั้นทุกๆ วัน นับแค่วันที่ ๔ ไป.

ก็ชื่อว่า สหเสยยาบัตินี้ ย่อมเป็นแม้กับสัตว์เดียรัจฉาน เพราะพระบาลีว่า ที่เหลือ เว้นภิกษุ ชื่อว่า อนุปสัมบัน ในสหเสยยาบัตินั้น การกำหนดสัตว์เดียรัจฉาน พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเมถุนธรรมาบัตินั่นแล เพราะเหตุนั้น ถ้าแม้นว่า บรรดาสัตว์เดียรัจฉานชนิด ๔ เท้า มีเหี้ย แมว และตะกวด เป็นต้น เดียรัจฉานบางชนิดเข้าไปนอนอยู่ในที่มีอุปจารอันเดียวกันในเสนาสนะเป็นที่อยู่ของภิกษุ จัดเป็นการนอนร่วมเหมือนกัน .


ความคิดเห็น 4    โดย khampan.a  วันที่ 26 ก.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เพศบรรพชิต เป็นเพศที่จะต้องศึกษาพระวินัยให้ละเอียดอย่างยิ่ง อันจะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้ประพฤติตนได้อย่างถูกต้องตามสมควรแก่ความเป็นบรรพชิต ซึ่งจะต้องเป็นผู้เคารพและตรงต่อพระวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพราะถ้าไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มีความเข้าใจพระวินัยอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้ต้องอาบัติอันเกิดจาการล่วงละเมิดพระวินัยได้ ซึ่งการล่วงละเมิดพระวินัย มีโทษสำหรับพระภิกษุ ผู้ก้าวล่วง เท่านั้น จริงๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งกรณีที่ภิกษุนอนกับสัตว์เลี้ยง ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 5    โดย เซจาน้อย  วันที่ 11 พ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ