[เล่มที่ 61] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้า 584-586
[๒๔๖๖] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลใดในโลก นี้ เป็นผู้สำรวมด้วย กาย วาจา และใจ ไม่ทำบาป กรรมอะไรๆ ไม่พูดพล่อยๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า เป็นผู้มีศีล.
บุคคลใดคิดปัญหาอันลึกซึ้ง ได้ด้วยใจ ไม่ทำ กรรมอันหยาบช้า อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ปิดทาง แห่งประโยชน์อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกบุคคล เช่นนั้น ว่ามีปัญญา.
บุคคลใดแลเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตรและมีความภักดี มั่นคง ช่วยทำกิจของ มิตรผู้ตกยาก โดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้น ว่า สัตบุรุษ.
บุคคลใด ประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้ คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความ ประสงค์ สิริย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย.
[๒๔๖๗] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าขอ อนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่น กะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้นด้วย นักปราชญ์ ย่อมกล่าว ศีล สิริ ธรรมของสัตบุรุษและปัญญา ว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน?
[๒๔๖๘] (พระมหาสัตว์ ทูลว่า) แท้จริง ท่านผู้ ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ปัญญานั่นแหละประเสริฐ สุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคล ผู้มีปัญญา.
[๒๔๖๙] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) ข้าพเจ้าขออนุ- โมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะ ท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพ อะไรจึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรดบอกปฏิปทาแห่ง ปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้มี ปัญญา.
[๒๔๗๐] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลควรคบ หาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควร เป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดย เคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้มีปัญญา.
ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ย่อมละความพอ ใจ ในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวง เสียได้.
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ยินดีในกุศลจิตครับ