ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสิ่งที่ปรากฏ
โดย เมตตา  25 ก.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53161

อ.ธนากร: เมื่อสักครู่ทุกท่านก็คงมีโอกาสได้ฟังธรรมประจำวันที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับ อาจารย์ทวีศักดิ์ ซึ่งก็เป็นประโยชน์มากๆ ก็มีผู้ติดตามในแซทสดบ้าง หรือว่า ในสื่อต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์จริงๆ นะครับ กับการศึกษาธรรมที่เป็นชีวิตประจำวันครับ ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แต่ว่ามีสภาวะมีความเป็นจริงของสิ่งนั้นที่สามารถจะรู้ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นสภาพรู้ และก็สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย แล้วก็มีความหลากหลายต่างกันอย่างไรนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ตัวตน

เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมก็ไม่ใช่เป็นการศึกษาคำที่เราไม่รู้จัก หรือว่าสูงมากไกลมากนะครับ อย่างอริยสัจจ์ว่า จะต้องเป็นการศึกษาความลึกซึ้งของคำเหล่านั้นให้รู้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ได้ตรัสถึงสิ่งอื่นเลย แต่ตรัสเรื่องสิ่งที่มีเป็นธรรมดาอย่างเห็น อย่างได้ยิน เป็นต้น อุปมาเปรียบเทียบขันธ์ทั้ง ๕ นะครับ ซึ่งสิ่งที่พวกเราก็สนทนากันนะครับ สิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากเพราะว่าเป็นสิ่งที่น่าติดข้องน่าพอใจมากเหมือนกับเป็นโภชนะที่ทุกท่านปราถนาที่จะบริโภค แล้วก็มีสัญญา คือความจำที่เหมือนกับข้าว เพิ่มเติมให้โภชนะ คือความรู้สึกน่าเพลิดเพลินต่อไป แล้วก็มีพ่อครัวนักปรุง ก็คือสังขารขันธ์ ส่วนผู้เสวยคือวิญญาณขันธ์ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ในขณะที่รูปธรรมก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยก็เหมือนกับภาชนะที่ที่รองรับอาหารครับที่เป็นความรู้สึกที่ยินดีบ้างไม่ยินดีบ้างนะครับ

แล้วก็มีการสนทนาในเรื่องของเวทนา ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติที่เสวยรสของอารมณ์ ซึ่ง อ.คำปั่นก็ได้นำคำภาษาบาลีอธิบายขยายความให้พวกเรามีความเข้าใจในพระธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากว่าทุกท่านได้ฟังแล้วก็จะทราบได้เลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระมห่กรุณาที่แม้แต่สิ่งที่มีจริง ธรรมดาๆ แต่ว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้พวกเราคิดเองเลย แต่พระองค์ก็ทรงเสดงแม้แต่ในแง่มุมของสิ่งที่เหมือนธรรมดา แต่พวกเราก็คิดเองไม่ได้นะครับอย่างเช่น ถ้าเราจะกล่าวถึงความร้อน หรือไฟนะครับในอเวจีมหานรกครับ แต่ไฟก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ไฟร้อนมากเป็นอารมณ์เมื่อไหร่ คือมีสภาพรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นเมื่อไหร่ ไฟที่ร้อนมากต้องเป็นอารมณ์ แต่สิ่งที่น่าคิดนะครับว่า ไฟไม่ได้เป็นอารมณ์เฉยๆ แต่ไฟมีความถึงพร้อมของความเป็นไฟ คือรสของไฟที่ไม่สามารถที่สภาพรู้เกิดขึ้นรู้แล้วจะเกิดความรู้สึกประเภทอื่นได้เลย แต่ต้องรู้สึกเป็นทุกข์ นี่ครับก็ทำให้เห็นถึงความหมายที่ อ.คำปั่นได้กล่าวว่า รสของสิ่งที่เป็นอารมณ์ เขามีความถึงพร้อมของความเป็นสิ่งนั้นที่ทำให้ต้องรู้สึกอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ด้วยอำนาจของธรรม ไม่ว่าจะปรากฏเป็นอารมณ์อย่างไร แต่ว่ารส หรือว่าความถึงพร้อมของความเป็นสิ่งนั้นที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกันนี่ครับ ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปตามความความชอบใจของใครได้ แต่ว่าต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เช่นถ้าเป็นสีที่สวยมากบนสวรรค์ก็จะต้องเป็นปัจจัยให้เมื่อมีการรู้สิ่งนั้นก็เกิดรู้สึกเป็นสุขน่ายินดีน่ายินดีพอใจ แต่ถึงไม่น่ายินดีพอใจ ความยินดีพอใจไม่เกิดนะครับก็เป็นปัจจัยให้มีโสมนัสเกิดได้ใช่ไหมครับ ซึ่งอันนี้ก็แสดงให้เห็นได้เลยว่า ถ้าไม่มีสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทรงแสดงว่า แม้แต่อารมณ์ต่างๆ ธรรมที่ปรากฏเป็นอารมณ์ เขาก็มีรส หรือว่ามีสิ่งที่เป็นความถึงพร้อมของความเป็นสิ่งนั้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกันนะครับ ความรู้สึกก็ไม่สามารถที่จะไปรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง แต่ก็เป็นไปด้วยอำนาจการสะสมด้วยนะครับ เพราะว่าอันนี้ก็ละเอียดมากจริงๆ

เพราะฉะนั้น อย่างบางท่านก็อาจจะมีความเห็นว่า ไม่ว่ารูปก็เป็นแต่เพียงรูป ไม่มีรูปที่สวย ไม่มีรูปที่ไม่สวยใช่ไหมครับ คืออิฏฐารมณ์กับอนิษฐารมณ์ไม่มี หรือว่าอิฏฐารมณ์กับอนิษฐารมณ์ก็เป็นไปตามความพอใจหรือความไม่พอใจส่วนตัวซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าธรรมต้องตรงไปตรงมา แล้วแม้ว่าพวกเราจะไม่อยู่ในวิสัยที่จะรู้เลย ไม่สามารถจำแนกได้ แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงความเป็นจริงของสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พวกเราไม่สามารถจะคิดเองได้เลย แต่อบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้สิ่งนั้น

เพราะฉะนั้น ความรู้สึกประเภทต่างๆ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปที่เหมือนกับภาชนะที่รองรับ ก็เป็นที่ยินดีพอใจของทุกคนครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ท่านอาจารย์ได้เคยบรรยายในแนวทางเจริญวิปัสสนา ก็มีความละเอียดมาก มีอุปมาว่า ความรู้สึกเปรียบเหมือนกับโภชนะซึ่งก็เป็นที่ยินดีพอใจของทุกท่าน ก็กราบเท้าเรียนถามท่านอาจารย์ครับเพื่อความละเอียดลึกซึ้งในเรื่องนี้ว่า อะไรคือประโยชน์ของการที่ศึกษาความละเอียดลึกซึ้งของแม้แต่ที่เป็นอุปมาเหล่านี้ครับ

ท่านอาจารย์: ตอนนี้มีโภชนะ หรือสภาพธรรม?

อ.ธนากร: มีสภาพธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้รู้สึกอะไรหรือเปล่า?

อ.ธนากร: เดี๋ยวนี้รู้สึกครับ

ท่านอาจารย์: นั่นล่ะ มีจริงใช่ไหม?

อ.ธนากร: มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเราหรือเปล่า?

อ.ธนากร: ไม่ใช่เราครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้รู้หรือยังว่า ที่กำลังรู้สึกนี่เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิด เป็นอื่นไม่ได้

อ.ธนากร: ยังไม่รู้ เป็นเราอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราถึงต้องฟัง เดี๋ยวนี้มีอะไร?

ความรู้สึกมีไหม?

อ.ธนากร: มีครับ

ท่านอาจารย์: ยังไม่รู้ใช่ไหม?

อ.ธนากร: ยังไม่รู้ความจริงครับ รู้แต่ว่า รู้สึกอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้สึกยังไง?

อ.ธนากร: ตอนนี้ก็รู้สึกแช่มชื่นเล็กน้อยครับ

ท่านอาจารย์: เปลี่ยนให้เป็นอื่นได้ไหม?

อ.ธนากร: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: และ หมดหรือยัง?

อ.ธนากร: หมดไปๆ ทุกขณะ แต่ก็ยังสืบต่อครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ คือสิ่งที่จะต้องฟังบ่อยๆ เตือนให้รู้ว่า ขณะนี้มีความรู้สึกซึ่งไม่เคยสนใจที่จะรู้ว่า ความรู้สึกเป็นอย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้แล้วก็ดับเท่านั้นเอง จะกลับมาอีกไม่ได้ จะเป็นใครไม่ได้ จะเป็นอะไรไม่ได้ทั้งหมด เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นรู้สึกอย่างนั้นแล้วก็ดับไป

ต้องฟังบ่อยๆ จนกว่าจะมั่นคงว่า ขณะใดที่รู้สึกเกิดขึ้นเริ่มรู้ว่า ขณะนั้นมีจริง เป็นสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะอย่างนั้น ต้องใช้คำว่านามธรรมหรือเปล่า?

อ.ธนากร: ไม่ต้องใช้เลยก็เป็นอย่างนี้จริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ค่อยๆ รู้ว่า ขณะไหนรู้แค่ไหน ขณะไหนไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่มีปัจจัยพอที่จะให้รู้ได้ จนกว่าจะมีปัจจัยที่จะทำให้สามารถรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริงตามที่ได้เข้าใจในความลึกซึ้ง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขาด คือขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสิ่งที่ปรากฏ จะไปหาวิธีอื่นใดไม่ได้เพราะเหตุว่า เกิดแล้วดับจะไปหาอะไร คิดก็เป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับ หาก็เป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดทั้งหมด แต่ว่าเพราะไม่เคยได้ฟัง จนกระทั่งค่อยๆ เห็นประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ควรรู้คือสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 26 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ