กัมมปัจจัย…สนทนาธรรมที่แก่งกระจาน บ่าย 28/1/69
โดย nattawan  2 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 51962

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พูดแต่ปัจจัยๆ แล้วอะไรล่ะที่เป็นปัจจัย ... ที่ทุกคนชินมาก ... กัมมปัจจัย แต่ก็ไม่ได้รู้จักกรรมตัวจริงว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่เอ่ยชื่อ เข้าใจคร่าวๆ ไม่มีทางที่จะพ้นจากการที่จะต้องอยู่ไปอีกนานๆ เพราะไม่มีความรู้

กรรมมีจริง เป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ เราก็ไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่มีจริงสองอย่าง เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย แข็งอ่อน เย็นร้อน อยู่ที่ไหนก็ตาม แข็งตรงไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้แต่สภาพธรรมอีกอย่างเป็นสภาพรู้เพราะฉะนั้นฟังทุกคำต้องรู้ว่านั่นเป็นธรรมประเภทไหน

สำหรับสภาพรู้ก็มีสองอย่าง คือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานรู้แจ้งอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นสภาพรู้อื่นๆ เป็นเจตสิก ไม่ได้รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเป็นอารมณ์ แต่มีกิจหน้าที่ของตนๆ

กรรมมีจริงเป็นเจตนาเจตสิก เพราะฉะนั้นเจตนาเป็นสภาพที่ขวนขวายเพื่อให้เป็นอย่างที่ต้องการ เกิดกับจิตทุกขณะไม่เว้นเลย เป็นเจตสิกที่กระทำกิจขวนขวายที่จะให้กิจนั้นสำเร็จ คือ เห็นเกิดขึ้น อย่างนี้ใครจะรู้ว่าหนึ่งขณะมีธรรมที่เป็นเหตุรู้หลายอย่าง แต่ละอย่างเกิดร่วมกัน ดับพร้อมกัน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

แม้เห็นเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นโดยมีกรรมเป็นปัจจัย เลือกเห็นไม่ได้ เห็นสิ่งที่น่าพอใจก็มี ไม่น่าพอใจก็มี อยากจะเห็นอย่างนี้กลับไปเห็นอย่างอื่นก็ได้ แล้วแต่ขณะนั้นปัจจัยของกรรมอะไร ถ้ามีอกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วเป็นปัจจัยไม่มีทางจะเห็นสิ่งที่ดีที่พอใจ ถ้าเป็นกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วใครก็ยับยั้งไม่ให้เห็นสิ่งที่น่าพอใจได้ เพราะฉะนั้นสบายไหม เห็นก็แค่เห็นตามกรรมที่ได้ทำแล้ว แต่เดือดร้อนไม่ใช่กรรม ไม่ใช่เจตนา เป็นความรู้สึก

ยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าจะเป็นเราได้อย่างไร ยิ่งฟังละเอียดขึ้นๆ เข้าใจขึ้นๆ ทีละเล็กทีละน้อย ความเข้าใจขั้นฟังมั่นคงขึ้นจึงเป็นปริยัติ แล้วเห็นกำลังแต่ไม่รู้เห็นแล้วจะรู้จักเห็นที่เป็นธาตุรู้ได้อย่างไร? เพราะว่าทุกวันเราสนใจแต่สิ่งที่ถูกเห็นเสมอเลย ลืมคิดถึงเห็นว่าถ้าไม่มีเห็น มีสิ่งที่ถูกเห็นไม่ได้!! แต่กลายเป็นเราเห็นเพราะไม่รู้ความจริงว่า ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้แจ้ง เป็นจิตและมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

เพราะฉะนั้นหนึ่งขณะเราก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก แยกละเอียดไปว่ามีเจตสิกอะไรบ้าง เพื่อจะรู้จักเจตสิกซึ่งกำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะ เพราะว่าต้องมีจิตที่เกิดทุกขณะ และจิตที่เกิดต้องมีเจตสิกเกิดทุกขณะด้วย แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เพียงแค่จิตและเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานขณะเห็น ขาดจิตไม่ได้ ขาดเจตสิกไม่ได้

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ