ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๐
โดย khampan.a  24 พ.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52392

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic004837783fbac40d.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๐

pic000762596a6d8c280.jpg?1779502717



*** ~ เป็นคนดี ดีได้ทุกตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่งอะไรก็เป็นคนดีได้ แต่ถ้ามีตำแหน่งแล้วไม่เป็นคนดี จะเป็นประโยชน์อะไรกับใคร แม้กับตนเองก็ยังไม่เป็นประโยชน์ แล้วจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้อย่างไร ก็ตรงกับเรื่องที่เรากล่าวถึงคือเมตตา ความเป็นมิตร ไม่ได้เสียหายอะไรเลยทั้งสิ้น ขณะนั้นจิตใจที่เป็นเพื่อน หวังดี พร้อมที่จะเกื้อกูล สบายใจ ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อนกับใคร และไม่ได้หวังร้ายกับใครด้วย ทั้งกาย ทั้งวาจา ถ้าเป็นอย่างนี้กับ ๑ คน ๒ คน ๓ คน ๔ คน เพิ่มขึ้น ความสงบจะมีในโลกไหม ไม่เบียดเบียนกัน เป็นมิตรจริงๆ เกื้อกูลกันจริงๆ หวังดีกันจริงๆ ตรงกับคำที่ว่า เมตตาค้ำจุนโลก ทำให้โลกดำรงไปได้ด้วยความสงบ เพราะฉะนั้น จะเป็นใคร ตำแหน่งอะไร ไม่เป็นเครื่องกั้นปัญญา ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 594)



~
การศึกษาธรรม ก็เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะว่าธรรมมีมากมายเหลือเกิน แล้วแต่ว่าเราจะกล่าวถึงธรรมในหัวข้อไหน อย่างไร เช่น ถ้าจะกล่าวเรื่องของกุศลกับอกุศล การศึกษาเรื่องของกุศลและอกุศล ก็ทำให้เราสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้จิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะว่าโดยมากอยากได้กุศล แต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นกุศลหรือเปล่า
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 411)



~ ผลของการฟังธรรมแต่ละครั้งให้ทราบว่าคือความเข้าใจ ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจเสียเวลามากๆ เลย ไม่ว่าจะฟังอะไรที่ไหน แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจสักนิดหนึ่ง นั่นคือประโยชน์แล้ว และยิ่งฟังบ่อยๆ ความเข้าใจทีละนิดทีละหน่อยก็เพิ่มขึ้นอีก ทำให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงขึ้นนั่นคือประโยชน์ของการฟังธรรม
(ที่มา :
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31)



~ เวลาที่ได้ข่าวคนสิ้นชีวิต ทุกคนบางครั้งก็คงจะตกใจ ไม่คาดฝัน บางครั้งก็รำพันหรือเป็นทุกข์เศร้าหมอง หม่นหมอง ขณะนั้นอโยนิโสมนสิการ (ใส่ใจโดยไม่แยบคาย) เป็นอกุศล ไม่เป็นประโยชน์เลย แต่ถ้าสติเกิดระลึกได้ในขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ความโศกเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ ความเสียใจ ไม่มีประโยชน์อย่างใดเลยทั้งสิ้น ควรที่จะเบิกบานใจที่มีโอกาสเข้าใจพระธรรม และได้เห็นว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเป็นสัจจธรรม แทนที่จะเศร้าโศกเสียใจ ก็ควรที่จะได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1760)



~ ถ้าทราบว่าเป็นผู้ที่ยังมีโมหะมากที่จะต้องขัดเกลา จะทำให้ ไม่ละเลยในการฟังพระธรรม และไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย เพราะว่าความประมาทย่อมพลิกชีวิตจากความเจริญไปสู่ความเสื่อมได้ จากการเป็นมนุษย์ในชาตินี้ไปสู่การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์ในนรก ซึ่งอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือเย็นนี้ย่อมได้ทั้งสิ้น ถ้ารู้อย่างนี้ จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1760)



~ ไม่มีอะไรที่จะกลับคืนมาได้เลย ชีวิตของพระโพธิสัตว์แต่ละพระชาติ เคยเป็นทั้งคนยากจนเข็ญใจขอทานไร้ทรัพย์ จนกระทั่งถึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีสมบัติมากมายหรือแต่ละท่านที่นี่ก็เคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น แต่ก็กลับไปเป็นอย่างนั้นอีกไม่ได้เลยมีแต่ไปๆ เรื่อยๆ ชาตินี้เป็นคนนี้ จากชาติก่อนไปคือมาสู่ชาตินี้ และจากชาตินี้ก็ไปสู่ชาติอื่นแล้วก็ไปต่อไปไม่มีวันจบ
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1889)



~ ธรรมไม่ใช่สำหรับฟังแล้วเชื่อ แต่ฟังแล้วพิจารณาก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และกำลังเริ่มเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั้นหรือไม่ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมว่าธรรมเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้ และต่อไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความจริงต้องเป็นความจริงโดยตลอด
(ที่มา :พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 630)



~ ทุกท่านต้องเห็นอกุศลของตัวเองก่อน และยิ่งเห็นละเอียดขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเป็นประโยชน์ มากกว่าที่จะรู้ว่าได้ทำกุศลไว้มากเท่าไร เพราะถ้ารู้ว่าทำกุศลไว้มากเท่าไรโดยที่ไม่พิจารณาอกุศลของตนเอง จะไม่รู้เลยว่าอกุศลมากกว่ากุศลที่ได้ทำไว้แล้วมาก เพราะฉะนั้น ทำกุศลเท่าไรก็ยังไม่พอ และถ้ารู้ว่ามีอกุศลมากเท่าไร ก็เป็นผู้ตรงจริงๆ ว่าอกุศลประเภทใดมีมากมีน้อย และน่ารังเกียจแค่ไหน ซึ่งกิเลสและโทษภัยของกิเลสเป็นสิ่งที่เห็นยาก อย่างโลภะ รู้ว่าไม่ดี เป็นกิเลส แต่การที่จะเห็นโทษเห็นภัยของโลภะนี่ ยากจริงๆ และการดับกิเลส ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้นๆ ต้องพิจารณาธรรมในชีวิตประจำวันโดยทั่วและโดยตลอด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1526)



~ ความกระวนกระวายนิดหนึ่งที่เกิดเพราะความปรารถนา เพราะความพอใจ ขณะนั้น ไม่สงบ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะถ้าสุขจริง สงบจริง ไม่ต้องการอะไร แต่เมื่อยังต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ ยังเพลิดเพลินพอใจในสิ่งที่ปรากฏอยู่ ย่อมแสดงว่าในขณะนั้นไม่สงบเลย เพราะถ้าสงบจริงๆ จะไม่ต้องการรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆ ทั้งสิ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1526)



~ เพียรที่จะไม่โกรธหรือเปล่า ถ้ายังโกรธต่อไปเรื่อยๆ ก็แปลว่า วิริยะทางฝ่ายอกุศลมีกำลังอยู่มาก แต่ถ้าวิริยะทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น การระลึกได้ จะทำให้จิตที่ขุ่นเคือง ละคลายเบาบาง และอาจจะมีเมตตาเกิดขึ้นทันที แปลงสภาพจากความขุ่นเคืองเป็นความผ่องใสทันทีได้นั่นคือสภาพของกุศลธรรมซึ่งเป็นสภาพที่ผ่องใส ไม่ใช่เป็นสภาพที่ขุ่นเคืองเศร้าหมอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1891)



~ สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือความเข้าใจธรรม จากผู้ที่หวังดีที่สุด เป็นกัลยาณมิตรที่เลิศกว่ากัลยาณมิตรทั้งหลาย คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้รับพระธรรม ได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม ก็เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่ง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 498)



~ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทางตาก็เพียงแค่ปรากฏให้เห็น จะชื่นชมยินดีสักเท่าไร ก็หมดแล้ว เสียงที่กระทบหู ไม่ว่าจะเป็นคำสรรเสริญ เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ เพียงแค่กระทบหูก็หมดแล้ว เพราะฉะนั้น อย่างนั้นหรือที่เป็นลาภที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วไม่มี เพียงเกิดปรากฏให้รู้ ให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็หมดไป
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 498)



~ ถ้าเป็นผู้ที่พยายามเข้าใจคนอื่น มีความเห็นใจ และให้อภัย ก็จะเป็นผู้ที่มีความอดทน ไม่แสดงกายวาจาให้คนอื่นเดือดร้อน ซึ่งขณะใดที่แสดงกายวาจากระทบกระเทือนให้คนอื่นเดือดร้อน ตนเองย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1402)



~ คนอื่นไม่รังเกียจ รังเกียจตัวเองได้ไหม? หรือต้องให้คนอื่นรังเกียจก่อน จึงพิจารณาตนเองว่าตนเองเป็นที่รังเกียจอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาด ไม่ต้องรอให้คนอื่นรังเกียจ แต่สามารถพิจารณาเห็นอกุศลธรรมที่น่ารังเกียจของตนเพื่อละสิ่งที่น่ารังเกียจนั้น

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1403 )



~ การที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะอะไร ต้องมีเหตุ ไม่ใช่ว่าธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ต้องเป็นผลของกุศลที่ได้กระทำแล้ว ฉะนั้น ถ้าไม่ได้ทำกุศล และอยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1404)



~ แม้การดับกิเลสเป็นเรื่องยาก แต่มีหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาดับกิเลสได้ มีทางที่ปัญญาจะเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถหมดความสงสัยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องยากและไม่มีหนทาง เป็นเรื่องยากแต่มีหนทาง ซึ่งหนทางนั้นก็ยากด้วย แต่ไม่พ้นวิสัยที่จะค่อยๆ อบรมเจริญไป

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1415



~ เมื่อมีปัญญามีความเห็นถูกต้องแล้ว ความคิดก่อนๆ ซึ่งเคยคิดไปในทางไม่ดี ในทางเบียดเบียน ในทางติดข้องในทางเอาเปรียบ ในทางขาดเมตตา นานาประการในความคิดเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนค่อยๆ คลาย ค่อยๆ ลด แล้วเพิ่มทางฝ่ายกุศลขึ้นได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)



~ ถ้าเป็นเพื่อนหมายความว่า ไม่ใช่ศัตรูใช่ไหม เพราะฉะนั้น มิตรต้องเป็นคนที่หวังดี พร้อมทำประโยชน์เกื้อกูล ก็คงไม่ลืมเลยว่า ใครเป็นมิตร คนนั้นจะไม่หวังร้าย ไม่มีกายวาจาแม้ใจที่คิดไม่ดีกับคนที่เป็นมิตร
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 603)



~ ความโกรธไม่ว่าจะเป็นของใคร ก็มีอาการที่ไม่สงบ ประทุษร้าย เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนที่กำลังโกรธจริงๆ เห็นอาการประทุษร้ายจิตใจ ที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เห็นโทษทันทีเวลาที่เห็นความโกรธของบุคคลอื่น และตัวเองเมื่อเห็นโทษอย่างนั้น ยังอยากจะโกรธเหมือนอย่างนั้นหรือ?

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 900



~ สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ ที่ยังเห็นๆ กันอยู่ ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ด้วยกัน ยังไม่ได้ไปที่อื่น เพราะฉะนั้น ควรที่จะเมตตาเอ็นดูกัน ชั่วระหว่างที่ยังเหลืออยู่ด้วยกันในโลกนี้ เพราะคนที่ตายไปแล้วก็จากไปๆ อยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ด้วยกัน ก็ควรจะเอ็นดูกัน

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 912



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๙

pic000762595dd798378.jpg?1779502717

pic004838287333b171.jpg
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 24 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 24 พ.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ