ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๐

*** ~ เป็นคนดี ดีได้ทุกตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่งอะไรก็เป็นคนดีได้
แต่ถ้ามีตำแหน่งแล้วไม่เป็นคนดี จะเป็นประโยชน์อะไรกับใคร
แม้กับตนเองก็ยังไม่เป็นประโยชน์
แล้วจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้อย่างไร
ก็ตรงกับเรื่องที่เรากล่าวถึงคือเมตตา ความเป็นมิตร
ไม่ได้เสียหายอะไรเลยทั้งสิ้น ขณะนั้นจิตใจที่เป็นเพื่อน หวังดี
พร้อมที่จะเกื้อกูล สบายใจ ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อนกับใคร
และไม่ได้หวังร้ายกับใครด้วย ทั้งกาย ทั้งวาจา ถ้าเป็นอย่างนี้กับ ๑
คน ๒ คน ๓ คน ๔ คน เพิ่มขึ้น ความสงบจะมีในโลกไหม ไม่เบียดเบียนกัน
เป็นมิตรจริงๆ เกื้อกูลกันจริงๆ หวังดีกันจริงๆ ตรงกับคำที่ว่า
เมตตาค้ำจุนโลก ทำให้โลกดำรงไปได้ด้วยความสงบ เพราะฉะนั้น จะเป็นใคร
ตำแหน่งอะไร ไม่เป็นเครื่องกั้นปัญญา ถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ
***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
594)
~ การศึกษาธรรม
ก็เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะว่าธรรมมีมากมายเหลือเกิน
แล้วแต่ว่าเราจะกล่าวถึงธรรมในหัวข้อไหน อย่างไร เช่น
ถ้าจะกล่าวเรื่องของกุศลกับอกุศล การศึกษาเรื่องของกุศลและอกุศล
ก็ทำให้เราสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้จิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล
เพราะว่าโดยมากอยากได้กุศล
แต่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นกุศลหรือเปล่า
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
411)
~ ผลของการฟังธรรมแต่ละครั้งให้ทราบว่าคือความเข้าใจ
ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจเสียเวลามากๆ เลย ไม่ว่าจะฟังอะไรที่ไหน
แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจสักนิดหนึ่ง นั่นคือประโยชน์แล้ว
และยิ่งฟังบ่อยๆ ความเข้าใจทีละนิดทีละหน่อยก็เพิ่มขึ้นอีก
ทำให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงขึ้นนั่นคือประโยชน์ของการฟังธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
31)
~ เวลาที่ได้ข่าวคนสิ้นชีวิต ทุกคนบางครั้งก็คงจะตกใจ ไม่คาดฝัน
บางครั้งก็รำพันหรือเป็นทุกข์เศร้าหมอง หม่นหมอง
ขณะนั้นอโยนิโสมนสิการ (ใส่ใจโดยไม่แยบคาย) เป็นอกุศล
ไม่เป็นประโยชน์เลย
แต่ถ้าสติเกิดระลึกได้ในขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง
ความโศกเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ ความเสียใจ
ไม่มีประโยชน์อย่างใดเลยทั้งสิ้น
ควรที่จะเบิกบานใจที่มีโอกาสเข้าใจพระธรรม
และได้เห็นว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเป็นสัจจธรรม
แทนที่จะเศร้าโศกเสียใจ
ก็ควรที่จะได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1760)
~ ถ้าทราบว่าเป็นผู้ที่ยังมีโมหะมากที่จะต้องขัดเกลา จะทำให้
ไม่ละเลยในการฟังพระธรรม และไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย
เพราะว่าความประมาทย่อมพลิกชีวิตจากความเจริญไปสู่ความเสื่อมได้
จากการเป็นมนุษย์ในชาตินี้ไปสู่การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย
เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์ในนรก
ซึ่งอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือเย็นนี้ย่อมได้ทั้งสิ้น ถ้ารู้อย่างนี้
จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1760)
~ ไม่มีอะไรที่จะกลับคืนมาได้เลย ชีวิตของพระโพธิสัตว์แต่ละพระชาติ
เคยเป็นทั้งคนยากจนเข็ญใจขอทานไร้ทรัพย์
จนกระทั่งถึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีสมบัติมากมายหรือแต่ละท่านที่นี่ก็เคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น
แต่ก็กลับไปเป็นอย่างนั้นอีกไม่ได้เลยมีแต่ไปๆ เรื่อยๆ
ชาตินี้เป็นคนนี้ จากชาติก่อนไปคือมาสู่ชาตินี้
และจากชาตินี้ก็ไปสู่ชาติอื่นแล้วก็ไปต่อไปไม่มีวันจบ
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1889)
~ ธรรมไม่ใช่สำหรับฟังแล้วเชื่อ แต่ฟังแล้วพิจารณาก็ค่อยๆ
เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ
และกำลังเริ่มเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั้นหรือไม่ ค่อยๆ
เข้าใจขึ้นมากน้อยแค่ไหน
แต่ต้องไม่ลืมว่าธรรมเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้ และต่อไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ความจริงต้องเป็นความจริงโดยตลอด
(ที่มา :พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
630)
~
ทุกท่านต้องเห็นอกุศลของตัวเองก่อน
และยิ่งเห็นละเอียดขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเป็นประโยชน์
มากกว่าที่จะรู้ว่าได้ทำกุศลไว้มากเท่าไร
เพราะถ้ารู้ว่าทำกุศลไว้มากเท่าไรโดยที่ไม่พิจารณาอกุศลของตนเอง
จะไม่รู้เลยว่าอกุศลมากกว่ากุศลที่ได้ทำไว้แล้วมาก เพราะฉะนั้น
ทำกุศลเท่าไรก็ยังไม่พอ และถ้ารู้ว่ามีอกุศลมากเท่าไร
ก็เป็นผู้ตรงจริงๆ ว่าอกุศลประเภทใดมีมากมีน้อย
และน่ารังเกียจแค่ไหน ซึ่งกิเลสและโทษภัยของกิเลสเป็นสิ่งที่เห็นยาก
อย่างโลภะ รู้ว่าไม่ดี เป็นกิเลส
แต่การที่จะเห็นโทษเห็นภัยของโลภะนี่ ยากจริงๆ และการดับกิเลส ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้นๆ
ต้องพิจารณาธรรมในชีวิตประจำวันโดยทั่วและโดยตลอด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1526)
~ ความกระวนกระวายนิดหนึ่งที่เกิดเพราะความปรารถนา เพราะความพอใจ
ขณะนั้น ไม่สงบ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะถ้าสุขจริง สงบจริง
ไม่ต้องการอะไร แต่เมื่อยังต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่
ยังเพลิดเพลินพอใจในสิ่งที่ปรากฏอยู่ ย่อมแสดงว่าในขณะนั้นไม่สงบเลย
เพราะถ้าสงบจริงๆ จะไม่ต้องการรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆ
ทั้งสิ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1526)
~ เพียรที่จะไม่โกรธหรือเปล่า ถ้ายังโกรธต่อไปเรื่อยๆ ก็แปลว่า
วิริยะทางฝ่ายอกุศลมีกำลังอยู่มาก แต่ถ้าวิริยะทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น
การระลึกได้ จะทำให้จิตที่ขุ่นเคือง ละคลายเบาบาง
และอาจจะมีเมตตาเกิดขึ้นทันที
แปลงสภาพจากความขุ่นเคืองเป็นความผ่องใสทันทีได้นั่นคือสภาพของกุศลธรรมซึ่งเป็นสภาพที่ผ่องใส
ไม่ใช่เป็นสภาพที่ขุ่นเคืองเศร้าหมอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1891)
~
สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือความเข้าใจธรรม จากผู้ที่หวังดีที่สุด
เป็นกัลยาณมิตรที่เลิศกว่ากัลยาณมิตรทั้งหลาย คือ
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้รับพระธรรม
ได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม ก็เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่ง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
498)
~
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทางตาก็เพียงแค่ปรากฏให้เห็น
จะชื่นชมยินดีสักเท่าไร ก็หมดแล้ว เสียงที่กระทบหู
ไม่ว่าจะเป็นคำสรรเสริญ เป็นยศถาบรรดาศักดิ์
เพียงแค่กระทบหูก็หมดแล้ว เพราะฉะนั้น
อย่างนั้นหรือที่เป็นลาภที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วไม่มี
เพียงเกิดปรากฏให้รู้ ให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจ แล้วก็หมดไป
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
498)
~ ถ้าเป็นผู้ที่พยายามเข้าใจคนอื่น มีความเห็นใจ และให้อภัย
ก็จะเป็นผู้ที่มีความอดทน ไม่แสดงกายวาจาให้คนอื่นเดือดร้อน
ซึ่งขณะใดที่แสดงกายวาจากระทบกระเทือนให้คนอื่นเดือดร้อน
ตนเองย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1402)
~ คนอื่นไม่รังเกียจ
รังเกียจตัวเองได้ไหม? หรือต้องให้คนอื่นรังเกียจก่อน
จึงพิจารณาตนเองว่าตนเองเป็นที่รังเกียจอย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาด ไม่ต้องรอให้คนอื่นรังเกียจ
แต่สามารถพิจารณาเห็นอกุศลธรรมที่น่ารังเกียจของตนเพื่อละสิ่งที่น่ารังเกียจนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1403
)
~ การที่จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะอะไร ต้องมีเหตุ
ไม่ใช่ว่าธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ
ต้องเป็นผลของกุศลที่ได้กระทำแล้ว ฉะนั้น ถ้าไม่ได้ทำกุศล
และอยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข
ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1404)
~ แม้การดับกิเลสเป็นเรื่องยาก
แต่มีหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาดับกิเลสได้
มีทางที่ปัญญาจะเจริญขึ้นจนกระทั่งสามารถหมดความสงสัยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องยากและไม่มีหนทาง เป็นเรื่องยากแต่มีหนทาง
ซึ่งหนทางนั้นก็ยากด้วย แต่ไม่พ้นวิสัยที่จะค่อยๆ
อบรมเจริญไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1415
~ เมื่อมีปัญญามีความเห็นถูกต้องแล้ว ความคิดก่อนๆ
ซึ่งเคยคิดไปในทางไม่ดี ในทางเบียดเบียน
ในทางติดข้องในทางเอาเปรียบ
ในทางขาดเมตตา นานาประการในความคิดเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนค่อยๆ
คลาย ค่อยๆ ลด แล้วเพิ่มทางฝ่ายกุศลขึ้นได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
604)
~ ถ้าเป็นเพื่อนหมายความว่า ไม่ใช่ศัตรูใช่ไหม เพราะฉะนั้น
มิตรต้องเป็นคนที่หวังดี พร้อมทำประโยชน์เกื้อกูล ก็คงไม่ลืมเลยว่า
ใครเป็นมิตร คนนั้นจะไม่หวังร้าย
ไม่มีกายวาจาแม้ใจที่คิดไม่ดีกับคนที่เป็นมิตร
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
603)
~ ความโกรธไม่ว่าจะเป็นของใคร ก็มีอาการที่ไม่สงบ ประทุษร้าย
เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนที่กำลังโกรธจริงๆ เห็นอาการประทุษร้ายจิตใจ
ที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น
เห็นโทษทันทีเวลาที่เห็นความโกรธของบุคคลอื่น
และตัวเองเมื่อเห็นโทษอย่างนั้น
ยังอยากจะโกรธเหมือนอย่างนั้นหรือ?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
900
~ สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ ที่ยังเห็นๆ กันอยู่
ยังเหลืออยู่ในโลกนี้ด้วยกัน ยังไม่ได้ไปที่อื่น เพราะฉะนั้น
ควรที่จะเมตตาเอ็นดูกัน ชั่วระหว่างที่ยังเหลืออยู่ด้วยกันในโลกนี้
เพราะคนที่ตายไปแล้วก็จากไปๆ อยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น
ส่วนที่ยังเหลืออยู่ด้วยกัน ก็ควรจะเอ็นดูกัน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
912
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๙


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ