
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขณะใดที่เป็นกุศล จิตขณะนั้นสะอาดไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ แล้วมีสติด้วย (ไม่ใช่ศรัทธา) ค่อยๆ เข้าใจไปทีละนิดทีละหน่อย เพราะมันสามารถที่จะรู้ได้เพราะโลภะรู้ได้ โทสะรู้ได้ โมหะก็สามารถเข้าใจได้ แต่ละหนึ่งๆ ที่มี ... มีจริงตามที่พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วทรงแสดงให้รู้ความจริงอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเราตลอด จะเอาเราออกได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมะที่ละเอียดแต่ละหนึ่งทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เป็นบุญที่ได้ฟัง เป็นบุญที่ได้รู้ความลึกซึ้ง เป็นบุญที่เริ่มละด้วยความเข้าใจในความยาวไกลอีกนานมาก ... ใครหวังจะรู้ชาตินี้บ้าง? คิดได้ยังไงจะรู้ได้ยังไงชาตินี้!! พูดได้เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็มีแต่ความเป็นมิตร ... เพราะเขาไม่รู้ แต่ถ้าผู้รู้ตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อย ก็ค่อยๆ เว้นสิ่งที่เป็นโทษ ไม่ใช่เราแต่ความเข้าใจทำให้เว้นจะน้อยจะมากกว่าจะสะสมไป กว่าจะขัดเกลาจนกระทั่งแม้ละเอียดปานใดแทรกอยู่ตรงไหนด้วยความเป็นเรา ปัญญาต้องรู้แล้วละในชีวิตประจำวันเดี๋ยวนี้!!!
ต้องเห็นธรรมะตามความเป็นจริงแต่ละหนึ่งที่มีในชีวิตประจำวัน
จะคิดอะไรก็ตามแต่ เราคิด ... ยังอยู่ที่คิดคือเรา ... กว่าคิดจะไม่ใช่เรา เกิดขึ้นตามปัจจัยแล้วแต่ใครจะคิดอะไรตามการสะสม
แล้วยังไงจะรู้?? ไม่มีวันรู้เพราะอยากรู้ มันปิดบังทันที เหมือนดี ... แต่เรา ... เพราะฉะนั้นต้องหมดความเป็นเรา ไม่ว่าจะอกุศลระดับใด กุศลระดับใด ไม่ใช่เรา แต่มีปัจจัยเกิดก็เกิด.. นี่ไงธรรมะ อนัตตา ... ปัญญาต้องถึงระดับนั้น
การเข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมะลึกซึ้งมากต้องทั้งหมดในชีวิตประจำวันจริงๆ
ธรรมะแต่ละหนึ่งทำหน้าที่ของธรรมะนั้นๆ ไม่ใช่เราจะทำ ไม่ใช่เราใส่ใจเพราะฉะนั้นใส่ใจคืออะไร? จึงมีคำว่าฉันทะกับโลภะ ฉันทะไม่ใช่ติดข้อง ... ฉันทะเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศลแต่โลภะเป็นอกุศลเท่านั้น เริ่มเข้าใจธรรมะละเอียดขึ้นทุกแง่มุมว่านี่แหละธรรมะทั้งนั้น!!
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ