ค่อยๆ รู้ก่อนที่จะรู้ยิ่ง
โดย เมตตา  19 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53234

[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 62

๓. ปริชานสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์.


อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ รบกวน อ.วิชัย ได้กล่าวถึงข้อความที่ท่านแสดงถึงผู้ที่ควรที่จะสิ้นทุกข์หน่อยสิครับ จะได้เห็นว่า เรายังห่างไกลกับการที่เป็นผู้ที่ควรที่จะสิ้นทุกข์ เดี๋ยวจะได้กราบเท้าสนทนาถามท่านอาจารย์ครับ

อ.วิชัย: ครับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ ครับ

อ.อรรณพ: กราบเท้าถามท่านอาจารย์ครับว่า เบื้องต้นที่จะข้ามไม่ได้ของการที่จะเป็นไปเพื่อถึงความเป็นผู้ควรที่จะสิ้นทุกข์ คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: คำแรกคืออะไร ผู้ควรสิ้นทุกข์?

อ.อรรณพ: เชิญ อ.วิชัย อีกครั้งครับ

อ.วิชัย: ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง ครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้ .. ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: ชัดเจนไหม?

อ.อรรณพ: ชัดเจนสำหรับผู้มีปัญญามาก

ท่านอาจารย์: รู้ยิ่ง ถ้าได้ยินว่า ขณะนี้มีธาตุรู้เป็นนามธรรม มีธาตุไม่รู้เป็นรูปธรรม รู้ยิ่งหรือยัง?

อ.อรรณพ: ไม่ใช่รู้ยิ่งได้ง่ายๆ ครับ เพราะว่า เริ่มรู้ ก็จะต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ตั้งแต่เริ่มรู้เลย

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงคำว่า ญาตปริญญา ไม่ใช่รู้อื่นเลย เดี๋ยวนี้รู้อะไรบ้าง? มีอะไรบ้าง? เห็นไหม!

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่รีบร้อนไปเอาคำบาลีมาแปลมาจำ ใช่ไหม? แต่ภาษาไทยธรรมดานี่แหละ เมื่อเข้าใจแล้วเป็นคำไหนล่ะที่พระองค์ตรัสในภาษาบาลี ต้องตรงกัน เพราะความจริงเปลี่ยนไม่ได้

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ การที่รู้ตรงลักษณะสภาพธรรม กับรู้ยิ่งในสภาพธรรม มีความต่างกันไกลกันแค่ไหนครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้รู้ตรงลักษณะของธรรมแล้วหรือยัง? ยังไม่ต้องไปถึงไหน!

อ.อรรณพ: ยังไม่ถึงรู้ยิ่ง

ท่านอาจารย์: ยังไม่ต้องใช้คำว่า รู้ยิ่ง เลย แค่รู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมหรือยัง?

อ.อรรณพ: ขณะนี้ไม่ได้รู้ตรงครับ

ท่านอาจารย์: แล้วจะเอารู้ยิ่งมาจากไหนล่ะ?

อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น เบื้องต้นของรู้ยิ่ง คือรู้อะไรอย่างไรก่อน ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า? เห็นไหม ให้คิดให้ไตร่ตรองให้ตรงกับความเป็นจริง

เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ถ้าไม่ได้ฟังมาเลย

ท่านอาจารย์: ไม่ได้บอกว่า ฟังหรือไม่ฟังนะ นี่แหละเขวไปแล้ว เอาความเห็นของเราเข้ามาใส่แล้ว

พอได้ยินคำถาม เอาความเห็นของเราเข้ามาใส่ แต่เดี๋ยวนี้ถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: มีครับ

ท่านอาจารย์: อะไรที่มีเดี๋ยวนี้?

อ.อรรณพ: มีคิดไตร่ตรอง

ท่านอาจารย์: มีคิด รู้จักคิดหรือยัง?

อ.อรรณพ: ยัง ขณะนี้คิดยังไม่ได้ปรากฏด้วยดี

ท่านอาจารย์: แล้วจะรู้ยิ่งหรือ ถ้ายังแม้ไม่รู้จักคิด?! เพียงคิดมีเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้ยิ่งในคิดได้หรือ?

อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องฟังจนกว่าจะเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจ เพราะว่า เริ่มต้นยังไม่เข้าใจถึงขั้นที่จะรู้ยิ่ง เพียงเริ่มรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร?

เห็นไหม อะไรคิด? เห็นไหม ค่อยๆ รู้ไหมกว่าจะรู้ยิ่งในคิด

อ.อรรณพ: นี่ครับ สำคัญมาก ค่อยๆ รู้ก่อนที่จะรู้ยิ่ง เบื้องต้นที่ข้ามไม่ได้

ท่านอาจารย์ได้อนุเคราะห์อีกทีครับว่า เบื้องต้นที่ข้ามไม่ได้คืออย่างไร?

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า?

ถ้าตอบไม่ได้ไม่ได้ศึกษาธรรมแล้ว! ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมเลย ถ้าเพียงแค่ตอบยังตอบไม่ได้

เพราะฉะนั้น ต้องตรง!! เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง

ท่านอาจารย์: ยาวจัง! เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า? ถ้าตอบแบบคุณอรรณพว่า เดี๋ยวนี้อะไรจริงใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: และจริงอย่างไร ไปเรื่องอื่น

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า? มีครับ

ท่านอาจารย์: อะไร?

อ.อรรณพ: มีเห็น

ท่านอาจารย์: มีเห็น ก่อนเห็นมีเห็นไหม?

อ.อรรณพ: ก่อนเห็นไม่มีเห็นครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเห็นเกิดจึงมีเห็นใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ใครทำให้เห็นเกิดขึ้น?

อ.อรรณพ: ไม่มีใครทำครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ใช่ไหม!!

อ.อรรณพ: เริ่มไตร่ตรองรู้อย่างนี้ขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะรู้ กว่านี้ๆ ไปเรื่อยๆ จนรู้ยิ่ง

อ.อรรณพ: เริ่มรู้ จนรู้กว่านี้ จนจะถึงรู้ยิ่ง

ดีมากเลยครับท่านอาจารย์ นี่คือเบื้องต้นที่ข้ามไม่ได้ แล้วก็ค่อยๆ รู้ไป

ท่านอาจารย์: เห็นไหมว่า ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ขาดการไตร่ตรองถึงคุณของพระองค์ได้ไหม?

อ.อรรณพ: ไม่ได้อย่างแน่นอนเลย

ท่านอาจารย์: แม้แต่ที่ตรัสว่า รู้ยิ่ง ก็เป็นคุณที่พระองค์ทรงแสดงความจริงให้เริ่มเข้าใจที่ถูกต้อง แม้เพียงหนึ่งนี้ก็ต้องรู้ยิ่งในสิ่งนั้น

อ.อรรณพ: ครับ แล้วก็ต้องขอกราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่กล่าวคำว่า การศึกษาธรรมนี่ ไม่ใช่ยกเอาคำมาตั้ง เช่น เรายกคำว่า ญาตปริญญา ตีรณปริญญามาตั้งนะครับ แล้วเราจะไปเข้าใจในความเป็นญาตปริญญา หรือสูงกว่านั้นก็ตีรณปริญญาได้เลย แต่ต้องเป็นความเข้าใจตามลำดับ ที่ตั้งแต่ที่ท่านอาจารย์ต้องถามอยู่ว่า ขณะนี้มีอะไร? แล้วก็เป็นลำดับมาเหมือนเมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์แสดง

เพราะฉะนั้น กว่าที่จะเป็นผู้ควรที่จะสิ้นทุกข์นี่ ยากยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่รู้อย่างนี้ อยากสิ้นทุกข์ใช่ไหมล่ะ?

อ.อรรณพ: ก็กลายเป็นอยากเป็นผู้ควรสิ้นทุกข์ อยากเป็นผู้ควรสิ้นทุกข์แค่นั้นนะครับ

ท่านอาจารย์: เร็วเหลือเกินโดยไม่รู้อะไรเลย

อ.อรรณพ: ใช่ครับ มันหนักหนาครับท่านอาจารย์ เพราะว่าความอยากนี่ เป็นตัวก่อการจริงๆ แล้วก็อาศัยมูลเหตุ ก็คือความไม่รู้

แล้วตั้งแต่ต้นการสนทนา ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงความไม่รู้ ที่ อ.กุลวิไล กราบเรียนสนทนานะครับ ก็ยิ่งสลดใจว่า ที่เกิดมานี่ก็เพราะว่า ความไม่รู้ แล้วเกิดมาแล้ว ก็มาเพิ่มความไม่รู้อีกให้มากขึ้นไปอีกนะครับ แล้วจะไปละความไม่รู้นี่ได้อย่างไร แล้วท่านอาจารย์ก็อนุเคราะห์ว่า ความไม่รู้นี่ตอนไหนอะไรอย่างนี้ครับ ซึ่งมันละเอียดเหลือเกิน มันปิดบังแนบเนียนสนิม

ท่านอาจารย์: แล้วมันก็เดี๋ยวนี้ทุกขณะด้วย

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ที่ปิดบังอยู่ ปิดบังว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร

ท่านอาจารย์: ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่ง ใครจะรู้หนทางที่จะละความไม่รู้ได้

อ.อรรณพ: ข้อความที่รบกวน อ.วิชัย อ่านมานี่ครับว่า ผู้ที่ควรเป็นผู้สิ้นทุกข์จริงๆ คือเป็นผู้ที่รู้ยิ่ง แต่รู้ยิ่งก็ยัง ท่านอาจารย์ว่า ไกลเกินหวัง

ท่านอาจารย์: แน่นอน เพราะว่าหวังยิ่งกั้น

อ.อรรณพ: ใช่ๆ ครับ ผมกำลังจะกล่าวว่า ไกลเกินหวังนี่ ก็เห็นเลยว่า ยิ่งหวังก็ยิ่งไกล เพราะความหวังก็กั้นแล้ว กั้นแล้วด้วย แล้วก็ทำให้ไกลเข้าไปอีก แล้วเราก็เหมือนกับรวมการที่เรามีคำในพระไตรปิฎกมา แต่ว่าคำในพระไตรปิฎกต้องเป็นประโยชน์แน่ เพราะเมื่อ อ.วิชัย ยกคำในพระไตรปิฎกมา ท่านอาจารย์จึงกล่าวตั้งแต่ต้นว่า รู้อย่างไรจึงจะค่อยๆ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง

เมื่อสักครู่ก็สรุปสาระได้ ก็คือท่านอาจารย์อนุเคราะห์มากว่า เริ่มรู้อย่างไร แล้วรู้ขึ้นๆ อย่างไร จึงจะเป็นไปเพื่อถึงความรู้ยิ่งที่จะควรแก่การที่จะสิ้นทุกข์ต่อไปละเอียดมากเลยครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๓. ปริชานสูตร ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ