เดี๋ยวนี้ไม่รู้แม้ฟังอยู่
โดย เมตตา  8 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52654

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 57

[๕๖] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด.

จบ อวิชชาสูตรที่ ๑


อ.ณภัทร: กราบเท้าท่านอาจารย์ เมื่อวานได้นำคลิปที่ท่านอาจารย์ได้แสดงไว้ เรื่องของ กว่าจะหมดความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้ก็มากแล้วก็กว้างขวาง ซึ่งชีวิตประจำวันก็รู้ได้ยากจริงๆ เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่ปิดบังไม่ให้รู้ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ในช่วงแรกผมก็อยากที่จะอัญเชิญพระสูตรหนึ่ง ชื่อว่า อวิชชาสูตร ครับ ว่าด้วยการละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ณ.กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด จบ อวิชชาสูตร ครับท่านอาจารย์

เมื่ออ่านแล้วครับ ก็เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ครับ แต่ไม่รู้ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ในความละเอียดที่จะให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ฟังไม่แล้ว ไม่รู้มากมายมหาศาลแค่ไหน?

อ.ณภัทร: เกินประมาณจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่เลย เดี๋ยวนี้ครับ

ท่านอาจารย์: นี่ .. กว่าจะรู้ว่า ความรู้ต่างกับความไม่รู้ ต้องเข้าใจทั้งหมดที่ได้ฟังแล้ว

เพราะฉะนั้น ทีละคำนะ สงสัยอะไร?

อ.ณภัทร: ครับ คือพระองค์บอกว่า บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ และวิชชาจึงจะเกิดขึ้น

ท่านอาจารย์: ทีละน้อยๆ ว่า แต่ละคำเข้าใจแค่ไหน ถึงจะสามารถเข้าใจต่อไปได้ ไม่ใช่ทีเดียวรวมหมด เข้าใจอะไร?

อ.ณภัทร: ครับ คือบุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้

ท่านอาจารย์: แค่นี้ๆ ยังไม่ไปไหน! ซ้ำอีกทีสิ

อ.ณภัทร: บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้

ท่านอาจารย์: เข้าใจว่าอย่างไร?

อ.ณภัทร: บุคคลเมื่อรู้อย่างไร ก็หมายความว่าต้องมีการได้ฟัง คำ ของพระองค์ จึงค่อยๆ รู้ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงแสดงครับ

เมื่อรู้ ก็คือสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงเรื่อง เห็น ก็ดี จัษุ ก็ดี ก็รู้ในเห็น รู้ในจักษุ ตามที่พระองค์ได้ทรงแสดง ครับ

ท่านอาจารย์: บุคคล ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แค่ประโยคเดียว

อ.ณภัทร: บุคคลเมื่อรู้อย่างไร

ท่านอาจารย์: แค่นี้ หมายความว่าเดี๋ยวนี้ไม่รู้ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ เดี๋ยวนี้ไม่รู้เลยครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ต้องไปยาวเลย ไม่รู้อะไรเดี๋ยวนี้?

อ.ณภัทร: ไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อะไรเป็นธรรมที่ปรากฏเดี๋ยวนี้

อ.ณภัทร: มีเสียง มีได้ยินครับ

ท่านอาจารย์: กำลังเห็นหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: มีเห็นด้วยครับ

ท่านอาจารย์: รู้ไหม?

อ.ณภัทร: อ่านไปเลย ไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วสิ่งที่ปรากฏให้เห็น รู้ไหม?

อ.ณภัทร: สิ่งที่ปรากฏ เห็นรู้ไหม?

ท่านอาจารย์: สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ รู้ความจริงของสิ่งนั้นไหม?

อ.ณภัทร: ยังไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ซ้ำอีกที

อ.ณภัทร: บุคคลเมื่อรู้อย่างไร

ท่านอาจารย์: หมายความว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้

อ.ณภัทร: ใช่ครับ แม้ฟังครับท่านอาจารย์ แม้ได้ฟังก็ยังไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: มากปานนั้น ไม่รู้ก็ไม่รู้ว่า รู้อะไร เพราะฉะนั้น จะละความไม่รู้ ลองคิดดู!! เดี๋ยวนี้เองๆ

อ.ณภัทร: ดังนั้น แค่บุคคลเมื่อรู้อย่างไร นี่ก็ โอ้โห!! ลึกซึ้ง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน นี่ก็ อื้อหือ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แล้วเพิ่งรู้หรือว่า ลึกซึ้งแค่ไหนยิ่งฟังยิ่งเข้าใจ ยิ่งรู้ว่าลึกซึ้งแค่ไหน!! แต่ถ้าไม่ได้ฟังเลย จะตอบได้ไหมว่า ลึกซึ้งแค่ไหนเพียงแค่ประโยคว่า รู้อยู่อย่างไร

ต้องหมายความว่า ก่อนนั้นไม่รู้แน่ จึงจะละความไม่รู้นั้นได้ โดยการที่เริ่มรู้ว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร แล้วจึงค่อยๆ รู้ว่า เดี๋ยวนี้คืออะไร รู้อยู่เดี๋ยวนี้คืออย่างไรตามความเป็นจริง!! จึงจะละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้

และ เดี๋ยวนี้ที่ไม่รู้ แค่ไหน กี่ขณะ เดี๋ยวนี้ที่ไม่รู้ นับถ้วนไหม!!

อ.ณภัทร: นับไม่ถ้วนเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เข้าใจลึกซึ้งแล้วหรือยัง เพราะไม่รู้ปานนั้น? นับไม่ถ้วนเลยของความไม่รู้

อ.ณภัทร: ครับ แม้คำว่า เมื่อรู้อย่างไรก็ต้องรู้ทั่ว ต้องรู้รอบเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: จึงจะเข้าใจว่า หมายความว่าอย่างไร เห็นไหม ลึกซึ้งปานใด แล้วจะรีบไปไหนกัน!!

อ.ณภัทร: ใช่เลยครับ แล้วจะรีบไปไหนกัน

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยการละอวิชชาได้วิชชาจึงจะเกิด

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ