
อ.กุลวิไล: กราบเรียนท่านอาจารย์ เมื่อวานมีการสนทนาธรรมกับอาจารย์ มศพ. ในวันจันทร์ ซึ่งดิฉันได้นำจากคลิปธรรมเตือนใจชุดฟังธรรม ซึ่งก็มาจากแนวทางเจริญวิปัสสนาส่วนหนึ่งนั่นเอง ตอนที่ 1006 ซึ่งหัวข้อที่เรานำมาสนทนามานำมาจากคลิปธรรมเตือนใจนี้ว่า ไม่มีอะไรเหลือทุกๆ ขณะที่ผ่านไป ซึ่งดิฉันมีประเด็นที่จะกราบเรียนถึงความละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าในคลิปนี้ท่านอาจารย์ก็นำพระสูตรที่มาจากขุททกนิกาย มหานิเทส ข้อ 201 ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ชนทั้งหลายที่เห็นกันก็ดี ที่ได้ยินชื่อเรียกกันก็ดี ชนเหล่านั้นก็จากไปแล้ว ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้นที่พูดถึงกันอยู่
ดิฉันก็มีประเด็นที่นำส่วนที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจในคลิปนี้ด้วยมากราบเรียน เพราะท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า ทุกท่านตามความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่า เมื่อสิ้นชีวิตแล้วเท่านั้นที่จะเหลือแต่ชื่อ แม้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีแต่ชื่อเท่านั้นทุกๆ ขณะ เพราะว่ามีสภาพธรรมอะไรบ้างที่เหลือจากเมื่อกี้นี้ ไม่มีเลยใช่ไหม? เห็นเมื่อกี้ดับไปแล้ว ได้ยินเมื่อกี้ก็ดับไปแล้ว คิดนึกก็ดับไปแล้ว เหลือแต่ชื่อใช่ไหม? ที่เรียกคนว่า คนนี้ หรือคนนั้น
กราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ เพราะว่าลึกซึ้งมาก ถ้าหากว่าในช่วงของชีวิตนี่ คนที่เรารู้จักถึงเวลาทำกาละ หรือสิ้นชีวิตไป แน่นอนค่ะก็คิดแต่ชื่อของคนนั้น พูดถึงอยู่แต่บุคคลนั้น ก็เหลือแต่ชื่อจริงๆ แต่ท่านอาจารย์ให้ความละเอียดว่า แม้แต่ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีแต่ชื่อเท่านั้นทุกๆ ขณะ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ขอความละเอียดค่ะ
ท่านอาจารย์: เสียง เมื่อกี้นี้อยู่ไหน?
อ.กุลวิไล: ดับไปแล้วค่ะ
ท่านอาจารย์: มีอีกได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้แน่นอนค่ะ
ท่านอาจารย์: เห็นเมื่อกี๊อยู่ไหน?
อ.กุลวิไล: ไม่เหลือแล้วค่ะ
ท่านอาจารย์: จำ เมื่อกี้นี้อยู่ไหน?
อ.กุลวิไล: ไม่เหลือเลย
ท่านอาจารย์: คิด เมื่อกี้นี้อยู่ไหน?
อ.กุลวิไล: ไม่เหลือเช่นกันค่ะ
ท่านอาจารย์: ก็ไม่เหลือเลยสักขณะเดียวในสังสารวัฏฏ์
อ.กุลวิไล: ค่ะ อันนี้ก็เป็นความจริงแท้ ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็ลึกซึ้งแล้วก็รู้ได้ยากค่ะ คนส่วนใหญ่ก็ยังยึดถือว่า เป็นสัตว์บุคคลตัวตน
ดิฉันก็เลยนึกถึงที่ได้สนทนากับคุณดลยา เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา คุณดลยาบอกว่าเวลาออกไปข้างนอกก็โดนเขาว่าอีก เขาก็พูดถึงดลยา ซึ่งท่านอาจารย์ก็เห็นถึงความที่ธรรมก็ลึกซึ้ง เพราะยังเป็นคนนี้คนนั้นอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นชื่อค่ะ ก็ยังยึดว่าเป็นเรา ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้ว คำของใครถูกต้อง?
อ.กุลวิไล: ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกต้องแน่นอนค่ะ ซึ่งช่วงหลังท่านอาจารย์ก็กล่าวคำที่ลึกซึ้งมาก เพราะว่าตามความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ชาวโลกยึดถือว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตน
ดิฉันก็จะมีประเด็นก่อนที่เดี๋ยวคณะอาจารย์คงมีคำถามที่จะเรียนถามท่านอาจารย์ในหัวข้อนี้ ที่ท่านอาจารย์กล่าวเสมอว่า รู้จริงๆ ต้องในความมืด ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกไหนมากกว่ากัน โลกที่มีด หรือโลกที่สว่าง ถ้าโดยสภาพธรรมก็จะเห็นได้ว่า ก็สว่างในขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏทางตานั้นเองในขณะที่เห็น แต่ธรรมที่เหลือทั้งหมดก็มืด ท่านอาจารย์ใช้คำว่า รู้จริงๆ ต้องในความมืด ในที่นี้ท่านอาจารย์มุ่งถึงขณะที่วิปัสสนาญาณเกิด
ท่านอาจารย์: ตามความเป็นจริงใช่ไหม?
อ.กุลวิไล: ตามความเป็นจริงค่ะ
ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจน ขณะนี้ไม่ใช่วิปัสสนาแน่นอน จึงไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
อ.กุลวิไล: ท่านอาจารย์คะ แม้จิตรู้ก็มืดค่ะ ท่านอาจารย์ก็ยังย้ำว่า นามธรรมรู้ยากค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมืด เว้นสิ่งเดียวที่กำลังสว่างเดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
อ.กุลวิไล: ค่ะ ความจริงที่โลกไม่ได้ปรากฏอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงนั่นเอง เพราะท่านอาจารย์ให้เห็นถึงความลึกซึ้งถึงระดับที่ไม่ใช่แค่ขั้นปริยัติ ขั้นปฏิปัตติ แต่ถึงขั้นปฏิเวธ เลยค่ะ กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ