ได้อ่านเรื่องรูปและค้นในเว็บอ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ที่เราเห็นเป็นสิ่งมีชีวิต คนหรือสัตว์นั้นยังพอเข้าใจ แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต อย่าง แก้วน้ำ รูปภาพ ฯลฯ มีการเกิดดับตลอดเวลาด้วยหรือคะ ดิฉันเข้าใจว่าหลังจากเกิดขึ้นแล้ว ก็มีแต่การเสื่อมลงไป จนดับสลายไปทั้งหมด เรียนขอคำอธิบายด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สภาพรู้ ตัวอย่างรูป เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นต้น รูปธรรมเกิดขึ้นตามสมุฏฐานของตนๆ แล้วก็ดับไปไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน รูปมีมากมายมีทั้งรูปที่เป็นภายในและภายนอก เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทยอยกันเกิดทยอยกันดับ รูปแต่ละกลุ่มจะไม่ปะปนกัน กล่าวคือรูปที่เกิดจากกรรม ไม่ใช่รูปกลุ่มเดียวกันกับรูปที่เกิดจากจิต เป็นต้น และที่สำคัญ รูปจะไม่ปะปนกันกับนามธรรมอย่างเด็ดขาด อายุของรูปเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ มีอายุที่ยาวนานกว่าจิต (และเจตสิก) เพราะจิตมีขณะย่อย ๓ อนุขณะ คือ ขณะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป สั้นแสนสั้นจริงๆ ไม่มีใครที่จะสามารถหยุดยั้งความเป็นไปของสภาพธรรมได้เลย ความเป็นจริงของธรรม ก็เป็นเช่นนี้ ใครๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ซึ่งรูปทุกรูปจะต้องเกิดขึ้นและดับไป ตามสมุฏฐานที่เกิดของรูป ที่เป็นจิต กรรม อุตุ อาหาร ซึ่งรูปที่เป็น แก้วน้ำ รูปภาพ โต๊ะ เก้าอี้ เหล่านี้ ก็มีกลุ่มของรูปรวมกัน 8 รูป มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ซึ่งเกิดจากอุตุ ความเย็น ความร้อน เป็นเหตุให้เกิด ซึ่งรูปก็มีการเกิดขึ้นและดับไป และเมื่อดับไปแล้วก็มีรูปใหม่เกิดขึ้นอีก ทยอยกันเกิดและดับไป ครับ เพราะฉะนั้น รูปที่เราเห็นว่าเป็นรูปภาพ แก้วน้ำ ไม่ได้มีรูปเดียว และรูปที่ดับไปแล้วก็มีรูปใหม่เกิดขึ้นต่อได้อีก อันมีอุตุ ความเย็น ความร้อนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดรูปใหม่ ส่วนรูปเก่าที่ดับไปก็ไม่กลับมาใหม่อีกเลย แต่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปใหม่ได้ ครับ และรูปใหม่ก็เกิดขึ้นและดับไป และก็เกิดรูปใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่ใช่รูปเก่าที่ดับไป ครับ ซึ่งการจะเห็นการเกิดดับของรูปที่เกิดขึ้นและดับไป และเกิดขึ้นใหม่ จะต้องเห็นด้วยปัญญา ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เห็นด้วยปัญญาระดับสูงที่เป็นวิปัสสนาญาน
ขออนุโมทนา ครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ธรรม หมายถึงสิ่งที่มีจริงๆ มีจริง ในขณะนี้ไม่ปราศจากธรรมเลย มีธรรมเกิดขึ้นเป็นไปอยู่ตลอด ซึ่งไม่พ้นไปจากจิต (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) เจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต) และ รูปธรรม (สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ใช่ธาตุรู้)
สภาพธรรม ใหม่อยู่เสมอจริงๆ เพราะสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งๆ ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่สภาพธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คือ จิต เจตสิกและรูป เมื่อเกิดขึ้นและก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา แม้แต่กล่าวว่า เป็นแก้วน้ำ เป็นรูปภาพ ถ้าไม่มีความเกิดขึ้นเป็นไปของรูปธรรมแล้ว ที่จะบัญญัติว่าเป็นแก้วน้ำ เป็นรูปภาพ ก็มีไม่ได้ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่มีเลยที่สภาพธรรมที่เกิดแล้วจะไม่ดับ เพราะล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดาทั้งนั้นเลย ครับ
... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...
รูปเกิดดับ 17 ขณะ และ เมื่อรูปเก่าดับไป ก็มีรูปใหม่เกิดขึ้น ทยอยกันเกิดและดับไป ค่ะ
ขออนุญาตแสดงความเห็น
เรื่องของภาษา ทำให้เข้าใจก็ได้ ทำให้เขวก็ได้ กรณีของคุณThilda คุณThildaได้ความหมายของคำว่า เกิด-ดับ คือ เข้าใจคอนเซ็บต์ (concept) ของคำว่า เกิด-ดับ พอใช้กับสิ่งมีชีวิตก็ชัดเจน แต่พอใช้กับสิ่งไม่มีชีวิตเช่นแก้วน้ำ ก็จะเกิดปัญหา คือ แก้วน้ำเกิด-ดับได้หรือ เห็นมีแต่การเสื่อมลงไปจนถึงดับสลายไป อันที่จริง ความเข้าใจของคุณThilda กับสภาวธรรม (หรือสภาพธรรม) ของรูป โอเค สามัญลักษณะของรูป คือ การเสื่อมสลายไปเพราะวิโรธิปัจจัย การเกิด-ดับ กับ การเกิด-การเสื่อมดับสลาย ในความหมายก็อย่างเดียวกัน มีความหมายเท่ากัน คำว่า รูป ในแง่คือในความหมายทางปรมัตถธรรมเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องเสริมความเข้าใจในแง่การศึกษาว่า เราเรียนรู้สภาวธรรมของสิ่งต่างๆ ไปทำไม เพื่ออะไร คำตอบก็คือ เพื่อการปฏิบัติธรรม เราเรียนรู้เรื่องขันธ์ ๕ เราเรียนรู้เรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อการปฏิบัติธรรม เรารู้ว่าสภาวธรรมของสรรพสิ่งไม่เที่ยงเพราะมันเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไปดับไป เช่นนี้ การยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ทำได้หรือไม่ ก็ให้คำตอบในตัวว่า จะไปยึดมั่นถือมั่นให้มันเป็นไปตามที่เราอยาก เราต้องการ ไม่ได้ ใครอยาก ใครต้องการให้มันเป็นไปตามอำนาจของเรา ก็จะต้องรับทุกข์ เพราะสภาวธรรมของขันธ์ ๕ มันไม่ยอมให้เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เราเรียนรู้ปรมัตถ์ช่วยส่งในด้านความเข้าใจ
สาธุ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์และทุกท่านค่ะ พอเข้าใจแล้วค่ะ ถ้าเช่นนั้น ของไม่มีชีวิตที่มีอายุไม่เท่ากัน เช่น ขนม กับ ถุงพลาสติก ก็มีการเกิดดับ เกิดดับเหมือนกัน ช่วงเวลาของรูปหนึ่งๆ ตั้งแต่เกิดจนถึงดับคือ 17 ขณะจิตเท่ากัน รูปทยอยกันเกิดและดับสืบต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดับไปทั้งหมดไม่มีการเกิดอีก (หมายถึงกลุ่มรูปที่รวมกันเป็นของนั้นๆ ) แต่ของทั้งสองมีจำนวนการเกิดดับต่างกัน ถุงพลาสติกอาจมีการเกิดดับเป็นระยะเวลานานกว่ามากๆ กว่าจะดับไปทั้งหมด สอบถามเพื่อความเข้าใจชัดเจน กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ
แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต อย่าง แก้วน้ำ รูปภาพ ฯลฯ
ขอถามเสริมจากเจ้าของกระทู้นะครับ ว่า
รูปพวกนี้อาศัย ปัจจัย อะไร ในการเกิดสืบต่อครับ
อนันตรปัจจัย ได้มั๊ย
สหชาตปัจจัย ได้มั๊ย
สมนันตรปัจจัย ได้มั๊ย
วิปากปัจจัย ได้มั๊ย
ปุเรชาตปัจจัย ได้มั๊ย
และปัจจัย อื่นๆ ครับ ....................... ได้มั๊ย หรืออย่างไรครับ
รูปในวัตถุสิ่งของนี้. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระอภิธรรม กล่าวถึงรูปกลาป สิ่งของต่างๆ นั่นคือรูป รูปกลาปนั้นต้องเห็นด้วยญาณของผู้ที่มีอภิญญาสูง เช่นพระโพธิสัตว์ พระโมคคัลลานะ
ของทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ต้องยึดในคำของพระพุทธเจ้าไว้ว่า อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตน วัตถุสิ่งของต่างๆ นี้ เป็นอนุปาทินนกสังสาร คือ สิ่งที่ไม่มีวิญญาณครองอยู่ เช่น รถ เรือ ต้นไม้ ภูเขา. และส่วนที่เป็นอุปาทินนกสังสาร คือสิ่งที่มีวิญญาณครองอยู่ เช่น คน สัตว์ เป็นต้น
ขอเชิญทุกท่านร่วมสนทนา
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 23183 โดย thilda
ได้อ่านเรื่องรูปและค้นในเว็บอ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ที่เราเห็นเป็นสิ่งมีชีวิต คนหรือสัตว์นั้นยังพอเข้าใจ แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต อย่าง แก้วน้ำ รูปภาพ ฯลฯ มีการเกิดดับตลอดเวลาด้วยหรือคะ ดิฉันเข้าใจว่าหลังจากเกิดขึ้นแล้วก็มีแต่การเสื่อมลงไป จนดับสลายไปทั้งหมด เรียนขอคำอธิบายด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
สิ่งของต่างๆ เป็นอนุปาทินนกสังขาร สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง มีความไม่เที่ยง
คือ ความแปรปรวนในท่ามกลาง ย่อมดับสลายไปในที่สุด
คน สัตว์ นั้นเป็นอุปาทินนกสังสาร สังขารที่มีวิญญาณครอง ก็มีความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน
ขออนุโมทนา