การเกิดดับของธรรมเร็วมาก ปรากฏเพียงนิมิตให้รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น ก่อนที่จะรู้การเกิดดับต้องคลายความไม่รู้ก่อน อยู่ดีๆ จะให้สภาพธรรมปรากฏและเกิดดับได้อย่างไร ไปหวังอะไรกับสิ่งที่ไม่จริง ใช้คำว่าลมๆ แล้งๆ เลย ไปนั่งคิดว่าเดี๋ยวนั่งไปนั่งมาก็จะเป็นพระโสดาบัน หรือว่าจะสามารถประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ไม่เป็นเหตุที่สมควรแก่ผลเลย
ปัญญาต้องค่อยๆ เริ่มจากการเข้าใจถูกขั้นฟัง เห็นความละเอียดของธรรมแล้วรู้ว่าความจริงอยู่ในโลกของนิมิต เวลาฝันไม่ได้อยู่ในโลกของความจริงเลยใช่หรือไม่ ฝันอะไรก็ได้ตั้งหลายอย่างแต่คือคิดเท่านั้นเอง คิดจนเหมือนจริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้คำว่า ฝัน คือ คิดในสิ่งที่จำ แต่ว่าจำจนเหมือนจริง ซึ่งความจริงไม่ได้เห็นคนที่เราเห็นในฝันเลย ใช่หรือไม่ แต่เพราะจำจนกระทั่งเมื่อฝันก็ไม่ใช่คนอื่น เป็นคนนั้นนั่นเอง
นิมิตแล้วใช่หรือไม่ จำ เดี๋ยวนี้ก็ฉันนั้น มีสิ่งที่ปรากฏแล้วนิมิตของสิ่งที่ปรากฏก็จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ว่าหลับหรือตื่นก็อยู่ในโลกของนิมิต แต่นิมิตต่างกัน คือ นิมิตในฝันไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่นิมิตขณะที่ไม่ฝันคือ มีสิ่งนั้นปรากฏและต่อจากนั้นก็เหมือนฝันเลยคือ จำแบบเดียวกันกับฝันเลย
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1700