
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ค่อยๆ รู้ว่า ขณะไหนรู้แค่ไหน ขณะไหนไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่มีปัจจัยพอที่จะให้รู้ได้ จนกว่าจะมีปัจจัยที่จะทำให้สามารถรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริงตามที่ได้เข้าใจในความลึกซึ้ง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขาด คือขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสิ่งที่ปรากฏ จะไปหาวิธีอื่นใดไม่ได้เพราะเหตุว่า เกิดแล้วดับจะไปหาอะไร คิดก็เป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับ หาก็เป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดทั้งหมด แต่ว่า เพราะไม่เคยได้ฟัง จนกระทั่งค่อยๆ เห็นประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ควรรู้คือสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้
อ.ธนากร: กราบท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นสิ่งที่ยากจริงๆ ครับที่จะรู้ว่า ในขณะนั้นมีความรู้สึกที่เป็นแต่เพียงความรู้สึกจริงๆ ครับ เพราะว่า ในอุปมานี้ก็ชัดเจนว่า ความรู้สึก หรือว่าเวทนาขันธ์ นี่ก็เหมือนกับอาหารที่อยู่ในโภชนะ ก็คือพอมีความรู้สึกแช่มชื่นเล็กน้อย หรือว่าจะแช่มชื่นสักแค่ไหนก็ตามนี่ครับ อยากที่จะให้มีความรู้สึกนั้น แต่ไม่ได้รู้เลยว่า ในขณะนั้นเป็นแต่เพียงความรู้สึกที่บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็จะอยากไม่อยาก เกิดแล้วก็หมดไปแล้วครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องคิดถึงอาหารเลย ก็อยากใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องไปคิดว่าอยากอาหาร
อ.ธนากร: ใช่ครับ อยากรู้สึกอย่างนั้นครับ แต่พอรู้ก็ไม่อยากแล้วครับ เพราะว่า พอท่านอาจารย์ได้กล่าวก็เห็นเลยว่า ความรู้มีประโยชน์กว่า ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ ไม่ใช่อย่างที่เราคิด ปัจจัยละเอียดกว่านี้มาก
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ เดี๋ยวก็อุปมาเวทนา เดี๋ยวก็อุปมาสัญญา เดี๋ยวก็อุปมาจิต เลยไม่รู้อะไรกัน แต่ต้องตรงต่อความเป็นจริง
อ.ธนากร: ใช่ครับ ตอนนี้ก็มีความรู้สึกเกิดตลอดเวลาเลยครับ แต่ว่า ความรู้สึกที่เป็นความรู้สึกเฉยๆ นะครับ ก็ไม่เป็นที่สนใจครับ แต่ถ้าความรู้สึกที่เป็นสุขบ้างหรือว่า เป็นทุกข์บ้าง ก็เป็นที่สนใจแล้วก็นึกถึง แต่ว่าความลึกซึ้ง ก็คือดูเหมือนนะครับท่านอาจารย์ คือดูเหมือนว่า ตัวผมเองจะรู้ว่า กำลังรู้สึกอะไรครับ แต่เป็นการรู้เพียงแต่เป็นอารมณ์เท่านั้น แต่ว่าไม่รู้เลยว่า นี่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ที่มีภาวะความเป็นจริงอย่างนั้นที่บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ว่าพอรู้สึกอย่างนี้ก็อยากบ้าง หรือว่าถ้าเป็นทุกข์กาย หรือว่าทุกข์ใจ ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ครับ ก็เป็นจริงอย่างนั้นจริงๆ ทุกคำเลยครับ
ท่านอาจารย์: ก็มัวแต่พิจารณาถึงตัวเอง แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร!!
อ.ธนากร: ไม่มีตัวเราครับ
ท่านอาจารย์: แค่นั้นหรือ?!
แต่ละคำที่พระองค์ตรัส สมควรอย่างยิ่งที่จะไตร่ตรองแต่ละคำเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ไปคิดถึงเรื่องตัวเอง
อ.ธนากร: ครับ ก็เป็นสภาพที่รู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้างในอารมณ์ ครับ
ท่านอาจารย์: ตัวเองหรือเปล่า?
อ.ธนากร: ครับ คือเป็นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ครับ ไม่ใช่ตัวเองครับ แต่ว่าเป็นความรู้สึกครับ
ท่านอาจารย์: พระองค์แสดงว่าอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ควรฟังควรไตร่ตรอง
อ.ธนากร: ครับ ก็จะมีพยัญชนะว่า เป็นสภาพที่เสวยรสของอารมณ์
ท่านอาจารย์: เอามาแล้ว!! เสวยอยู่นั่นแล้ว
อ.ธนากร: คือจริงๆ ก็คือรู้นั่นเอง
ท่านอาจารย์: ไปเสวยไป แต่เวทนาที่รู้สึกอย่างนั้น มีลักษณะที่ต่างกันใช่ไหม? เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์อย่างนั้น ยังไม่ต้องไปพูดถึงเสวยอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ตัวสุขตัวทุกข์ขณะนั้นรู้หริอยังว่า เป็นสิ่งที่มีจริง และเป็นสภาพที่รู้สึก ไม่ใช่สภาพที่สงสัยหรืออะไรทั้งสิ้น เข้าใจสิ่งที่มีแต่ละหนึ่งเพิ่มขึ้นในความเป็นจริงที่เป็นธรรม
อ.ธนากร: ครับ ก็เป็นความรู้สึกจริงๆ ครับ เป็นความรู้สึกถึงสิ่งที่กำลังรู้ครับ เวลาเป็นสุขก็สุขอย่างนั้นจริงๆ เวลาเป็นทุกข์ก็ทุกข์อย่างนั้นจริงๆ ครับ ต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: เรื่องเราใช่ไหม?
อ.ธนากร: ครับ
ท่านอาจารย์: และ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?
อ.ธนากร: เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: พูดตามใช่ไหม? ประเดี๋ยวเราก็เป็นอย่างนั้น ประเดี๋ยวเราก็เป็นอย่างนี้ ก็เรื่องเราทั้งหมด แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ค่อยๆ เข้าใจขึ้นในแต่ละคำที่ถ้าพระองค์ไม่ตรัสไม่มีทางที่จะคิดไตร่ตรองด้วยตัวเอง จนกว่าได้ยินคำไหนไตร่ตรองคำนั้น ลักษณะที่มีจริงเพื่อที่จะรู้ว่า ไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่ขณะโน้นขณะนี้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมานั่นเป็นเรื่องราว แต่ว่าตัวธรรมจริงๆ ขณะนั้นเป็นอย่างนั้นซึ่งมีลักษณะที่บังคับบัญชาไม่ได้
อ.ธนากร: ครับ แต่ว่าเวลาที่ไตร่ตรองตามก็ไม่ได้คิดถึงตัวเราแล้วครับ แต่ว่า ก็คิดถึงความรู้สึกที่กำลังมีจริงๆ ครับที่แสดงความเป็นอย่างนั้นครับ เป็นการคิดครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไตร่ตรองก็ไม่ใช่เรา!! เห็นไหม ต้องฟังให้ละเอียดจนกว่าจะรู้ว่า คืออะไรๆ ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อน ทั้งวันเป็นธรรมทั้งหมดมีแต่ธรรมเท่านั้นก็ไม่เคยคิดเลย
เพราะฉะนั้น ต้องคิดถึงว่า เรากำลังฟังสิ่งที่ไม่เคยฟังที่กำลังปรากฏที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนนั้น จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจภาวะความเป็นสิ่งนั้นตามที่ตรัส ความรู้สึกจะเป็นอื่นไม่ได้ ความรู้สึกจะจำไม่ได้ ไม่ว่ารู้สึกเมื่อไหร่ พร้อมที่จะสามารถรู้ขณะนั้นว่า ลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็หมดไป
กว่าจะเข้าใจว่า แม้แต่ไตร่ตรองก็เป็นธรรม ไม่มีอะไรเลยที่มีจริงไม่ใช่ธรรม ต้องค่อยๆ มั่นคงขึ้น ระลึกถึงคำที่ได้ฟังขณะนี้อะไรมีจริง ลักษณะนั้นกำลังปรากฏให้รู้ จนกว่าจะรู้
ไม่ใช่ว่าคิดเองว่า เป็นเราโน่น เรานี่ เดี๋ยวเราเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวเราเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เลย
อ.ธนากร: กราบท่านอาจารย์ ก็ถ้าพูดถึงความรู้สึกที่กำลังมีจริงๆ ในตอนนี้ก็มี ๒ อย่างครับที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คือ
๑) ก็คือเป็นความแช่มชื่นเล็กน้อย จนแทบจะเป็นเฉยๆ
๒) แล้วก็ความรู้สึกที่ทุกข์กายสลับครับ
เป็นความต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: เรื่องเราใช่ไหมนี่?
เดี๋ยวทุกข์กายเดี๋ยวทุกข์ใจ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่ แต่สิ่งที่เกิดบังคับบัญชาไม่ได้ เกิดแล้วหมดแล้วก็ไม่รู้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจความจริงที่มี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนแต่ละลักษณะ ขณะนั้นก็เป็นขณะที่เพราะฟังจึงมีขณะที่สามารถคิดถึง และเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เช่น แข็งเดี๋ยวนี้มี จะต้องเป็นขณะโน้นขณะนี้ เดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ไหม? แต่ลักษณะที่แข็งมีให้รู้ว่า แข็งเกิดจึงมี และต้องมีสภาพที่รู้แข็ง นี่แหละ ๒ อย่าง ไม่ใช่นามธรรมรูปธรรมแค่ชื่อ
เพราะฉะนั้น หลงติดตามโลภะ และโมหะโดยไม่รู้ตัวเลย ซับซ้อนแค่ไหนกว่าปัญญาจะเห็นจริง ตรง ไม่ว่าจะซุกซ่อนแอบแฝงในลักษณะใด
อ.ธนากร: ครับ ก็เป็นความลึกซึ้งของอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: รู้ถึงอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ แล้วนะ
อ.ธนากร: อ๋อ ไม่ครับ อันนี้คิด เพราะว่า พอท่านอาจารย์พูดถึงโลภะ และก็ความไม่รู้ที่ซุกซ่อนครับ ก็เลยทำให้นึกถึงคำที่พระองค์ตรัสครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหมๆ ห้ามได้ไหม!!
อ.ธนากร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: สะสมมาเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ พอได้ยินนี่ก็คิดถึงโน่น พอได้ยินนี่ก็คิดถึงนั่น
อ.ธนากร: ก็ยากจริงๆ ครับท่านอาจารย์ แต่ว่าก็จะฟังต่อไปแล้วก็พิจารณามากขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ก็ยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปใช่ไหม? มีแต่คิดเรื่องราวเรื่องตัวเองเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร แต่ละหนึ่งๆ ธรรม
อ.ธนากร: ครับ ก็ไม่มีเรามีแต่ธรรม กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ