ประวัติพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะเถระ
โดย chatchai.k  13 มิ.ย. 2564
หัวข้อหมายเลข 34411

[เล่มที่ 32] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 258

เอตทัคคบาลี

อรรถกถาสูตรที่ ๒ - ๓

ประวัติพระสารีบุตร และ

พระโมคคัลลานะเถระ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 258

สูตรที่ ๒-๓ พึงทราบวินิจฉัยดังตอไปนี้ :-

บทวา มหาปฺาน ไดแก ผูประกอบดวยปญญาอยางมากมาย บทวา อิทฺธิมนฺตาน ไดแก ผูสมบูรณดวยฤทธิ์. คําวา สารีบุตร โมคคัลลานะ เปนชื่อของพระเถระทั้งสองนั้น. ในปญหากรรมของพระเถระ ทั้ง ๒ นี้ มีเรื่องที่จะกลาวตามลําดับ ดังนี้


ความคิดเห็น 2    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 259

ในที่สุดอสงไขยกัปยิ่งดวยแสนกัป นับแตกัปนี้ ทานพระสารีบุตร บังเกิดในครอบครัวพราหมณมหาศาล ชื่อสรทมาณพ. ทานพระ โมคคัลลานะบังเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาล ชื่อสิริวัฑฒกุฏมพี. ทั้ง ๒ คนเปนเพื่อนเลนฝุนดวยกันมา เมื่อบิดาลวงลับไปสรทมาณพ ก็ไดทรัพยเปนอันมาก ซึ่งเปนสมบัติของสกุล วันหนึ่ง อยูในที่ลับ คิดวา เราไมรูอัตภาพในโลกนี้ ไมรูอัตภาพในโลกอื่น ขึ้นชื่อวา ความตายเปนของแน สําหรับเหลาสัตวที่เกิดมาแลว. ควรที่เรา จะถือบวชสักอยางหนึ่ง แสวงหาโมกขธรรม. สรทมาณพนั้นไปหาสหาย กลาววา เพื่อนสิริวัฑฒ เราจักบวชแสวงหาโมกขธรรม เจาจักบวช พรอมกันเราไดไหม. สิริวัฑฒกุฏมพีตอบวา ไมไดดอกเพื่อน เจาบวช คนเดียวเถิด. สรทมาณพคิดวา คนเมื่อไปปรโลก จะพาสหายหรือ ญาติมิตรไปดวยหามีไม กรรมที่ตนทําก็เปนของตนผูเดียว ตอนั้น ก็สั่งใหเปดเรือนคลังรัตนะใหมหาทานแกคนกําพรา คนเดินทาง ไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย แลวบวชเปนฤษี. มีคนบวชตาม สรทมาณพนั้น อยางนี้คือ คน ๑ ๒ คน ๓ คน กลายเปนชฏิลจํานวน ประมาณ ๗๔,๐๐๐ รูป สรทฤษีนั้น ทําอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให บังเกิดแลว ก็สอนกสิณบริกรรมแกชฏิลเหลานั้น. ชฎิลเหลานั้น ก็ทําอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ใหบังเกิดทุกรูป

สมัยนั้น พระพุทธเจาพระนามวา อโนมทัสสีทรงอุบัติขึ้น ในโลก. พระนครชื่อวา จันทวดี. พระพุทธบิดาเปนกษัตริยพระนามวา ยศวันตะ. พระพุทธมารดา เปนพระเทวีพระนามวา ยโสธรา. ตนไม ที่ตรัสรูชื่อวาอัชชุนพฤกษ ตนกุม (ตนรกฟาขาวก็วา) . พระอัครสาวก


ความคิดเห็น 3    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 260

ทั้ง ๒ ชื่อวา พระนิสภเถระ และพระอโนมเถระ. พระพุทธอุปฐาก ชื่อพระวรุณเถระ พระอัครสาวิกาทั้ง ๒ ชื่อ สุนทรา และ สุมนา. ทรงมีพระชนมายุ ๑๐,๐๐๐ พรรษา. พระวรกายสูง ๕๘ ศอก. รัศมีพระวรกายแผไป ๑๒ โยชน. มีภิกษุเปนบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ รูป. ตอมาวันหนึ่ง พระอโนมทัสสีพุทธเจา เสด็จออกจากพระมหากรุณา สมาบัติ ทรงตรวจดูโลก เวลาใกลรุง ทรงเห็นสรทดาบส ทรงพระ ดําริวา วันนี้ เพราะเราไปหาสรทดาบสเปนปจจัย จักมีธรรมเทศนา กัณฑใหญ และสรทดาบสนั้น จักปรารถนาตําแหนงอัครสาวก สิริวัฑฒกุฏมพีสหายของเขา จักปรารถนาตําแหนงอัครสาวกที่๒ จบเทศนาชฏิล ๗๔,๐๐๐ รูป บริวารของเขา จักบรรลุพระอรหัต ควรที่เราจะไปที่นั้น. ดังนี้แลว ทรงถือบาตรสละจีวรของพระองค ไมเรียกใครอื่น เสด็จลําพังพระองคเหมือนราชสีห เมื่อเหลาอันเตวาสิก ศิษยของสรทดาบส ออกไปแสวงหาผลาผล ทรงอธิษฐานวา ขอสรทดาบสจงรูวาเราเปนพระพุทธเจา เมื่อสรทดาบสกําลังดู อยูนั่นเองก็เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนพื้นดิน.

สรทดาบส เห็นพระพุทธานุภาพและพระสรีรสมบัติของพระองค จึงพิจารณาลักษณมนต ก็รูวา ธรรมดาผูประกอบดวยลักษณะ เหลานี้ เมื่ออยูครองเรือน ก็ตองเปนพระเจาจักรพรรดิ์ เมื่อบวช ก็ตองเปนพระสัพพัญูพุทธะ ผูทรงเปดกิเลสดุจหลังคาเสียแลว ในโลก มหาบุรุษผูนี้ตองเปนพระพุทธเจาโดยไมตองสงสัย จึง ออกไปตอนรับ ถวายบังคมดวยเบญจางคประดิษฐ ปูอาสนะถวาย พระผูมีพระภาคเจา ก็ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูแลว. แมสรทดาบส


ความคิดเห็น 4    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 261

ก็ถือเอาอาสนะที่สมควรแกตน นั่ง ณ ที่สมควรสวนหนึ่ง. สมัยนั้น ชฏิล ๗๔,๐๐๐ รูป ก็ถือผลาผลมีโอชะอันประณีตๆ มาถึงสํานัก ของอาจารย มองดูอาสนะที่พระพุทธเจา และอาจารยนั่งแลวกลาววา ทานอาจารย พวกเราเที่ยวไปดวยเขาใจวา ไมมีใครเปนใหญกวา ทานในโลกนี้ แตบุรุษผูนี้เห็นทีจะใหญกวาทานแน. สรทดาบส กลาววา พอเอย พูดอะไร พวกเจาประสงคจะเปรียบขุนเขาสิเนรุ ซึ่งสูง ๖,๐๐๐,๐๐๐ โยชน ทําใหเทากับเมล็ดพันธุผักกาด. ลูกเอย พวกเจาอยาเปรียบเรากับพระสัพพัญูพุทธะเลย. ครั้งนั้น ชฏิล เหลานั้นคิดวา ถาบุรุษผูนี้ จักเปนสัตวต่ําชาแลวไซร อาจารย ของเราคงไมนํามาเปรียบเชนนี้ ที่แทบุรุษผูนี้ตองเปนใหญหนอ ทุกรูปจึงหมอบแทบเบื้องพระยุคลบาท ไหวดวยเศียรเกลา. ลําดับนั้น อาจารยจึงกลาวกะชฏิลเหลานั้นวา พอเอย ไทยธรรมของเราที่คูควร แกพระพุทธเจาไมมีเลย. ในเวลาภิกษาจาร พระศาสดา ก็เสด็จมาแลวในที่นี้ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกําลัง พวกเจา จงนําผลาผลของเราที่ประณีตๆ มา แลวใหนํามา ลางมือแลว ก็วางไวในบาตรของพระตถาคตดวยตนเอง. พอพระศาสดาทรง รับผลาผล เทวดาทั้งหลายก็ใสทิพโอชะลง. ดาบสก็กรองน้ําถวาย ดวยตนเอง. ลําดับนั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งเสวยเสร็จแลว ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกมาทุกคน นั่งพูดแตถอยคําที่เปนสาราณียกถา (ถอยคําใหหวนระลึกถึงกัน) ในสํานักพระศาสดา

พระศาสดาทรงดําริวา พระอัครสาวกทั้งสอง จงมา พรอมกับภิกษุสงฆ พระอัครสาวกเหลานั้นรูพระดําริของพระศาสดา


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 262

มีพระขีณาสพแสนองคเปนบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแลวยืน ณ ที่ควรสวนขางหนึ่ง

ลําดับนั้น สรทดาบสเรียกพวกอันเตวาสิกมาพูดวา พอทั้งหลาย อาสนะที่พระพุทธเจาประทับนั่งก็ต่ํา อาสนะที่พระสมณะแสนองค นั่งก็ไมมี วันนี้ ควรที่ทานทั้งหลายจะกระทําพุทธสักการะใหโอฬาร ทานทั้งหลายจงนําดอกไมที่สมบูรณดวยสีและกลิ่นจากเชิงเขามา เวลาที่กลาวยอมเปนเหมือนเนิ่นนาน แตวิสัยของผูมีฤทธิ์เปนอจินไตย เพราะเหตุนั้น ดาบสเหลานั้นจึงนําดอกไมที่สมบูรณดวยสีและกลิ่น มา โดยกาลชั่วครูเดียวเทานั้น ตกแตงอาสนะดอกไมประมาณโยชน หนึ่งสําหรับพระพุทธเจา สําหรับพระอัครสาวกทั้งหลาย ๓ คาวุต สําหรับภิกษุที่เหลือตางกันกึ่งโยชน เปนตน สําหรับ ภิกษุผูใหมในสงฆประมาณอุสภะเดียว. เมื่อตกแตงอาสนะเสร็จ เรียบรอยแลว สรทดาบสยืนประคองอัญชลีตรงพระพักตรพระตถาคต แลวกราบทูลวา ขาแตพระองคผูเจริญ ขอจงเสด็จขึ้นอาสนะดอกไม นี้ เพื่อประโยชนและความสุขแกขาพระองคตลอดกาลนานเถิด (ครั้นกลาวแลว จึงไดกลาวเปนยาถาประพันธดังนี้วา)

นานาปุบฺผ จ คนฺธฺจ สมฺปาเทตฺวาน เอกโต ปุบฺผาสน ปฺาเปตฺวา อิท วจนมพฺธรวึ ฯลฯ

ขาพระองครวมกันรวบรวมดอกไมตางๆ และของหอมมาตกแตงอาสนะดอกไม ไดกราบ ทูลคํานี้วา ขาแตพระผูกลาหาญ อาสนะนี้ตกแตง


ความคิดเห็น 6    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 263

ไวเพื่อพระองค เหมาะสมแกพระองค ขอ พระองคจงยังจิตของขาพระองคใหผองใส ประทับนั่งบนอาสนะดอกไมเถิด. พระพุทธเจา ไดประทับนั่งบนอาสนะดอกไมตลอดเจ็ดวันเจ็ด คืน ทําจิตของเราใหผองใส ทําโลกพรอมทั้งเทวดา ใหราเริง

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งอยางนี้แลว พระอัครสาวกทั้งสอง กับเหลาภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแลวแกตนๆ . สรทดาบส ถือฉัตรดอกไมใหญยืนกั้นเหนือพระเศียรพระตถาคต. พระศาสดา ทรงเขานิโรธสมาบัติดวยพระดําริวา สักการะนี้ จงมีผลมากแก ชฏิลทั้งหลาย. พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี รูวาพระ ศาสดาทรงเขาสมาบัติ ก็พากันเขาสมาบัติ. เมื่อพระตถาคตนั่งเขา นิโรธสมาบัติตลอด. ๗ วัน พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร ก็บริโภคมูลผลาหารของปา ในเวลาที่เหลือก็ยืนประคองอัญชลีแด พระพุทธเจา. สวนสรทดาบส แมภิกขาจารก็ไมไป ยับยั้งอยูดวย ปติและสุขทั้ง ๗ วัน โดยทํานองที่ถือฉัตรดอกไมอยูนั่นแหละ.

พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติแลวตรัสเรียกพระ นิสภเถระอัครสาวกผูนั่งอยู ณ เบื้องขวาวา นิสภะเธอจงทําบุบผาสนานุโมทนาแกดาบทั้งหลายผูการทําสักการะ. พระเถระดีใจ เหมือนทหารใหญไดลาภมากจากสํานักของพระเจาจักรพรรดิ ตั้งอยูในสาวกบารมีญาณเริ่มอนุโมทนาเกี่ยวกับการถวายอาสนะ ดอกไม. ในเวลาจบเทศนาของพระอัครสาวกนั้น จงตรัสเรียกทุติย-


ความคิดเห็น 7    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 264

สาวกวา ภิกษุ แมเธอก็จงแสดงธรรม. ฝายพระอโนมเถระพิจารณา พระไตรปฎกพุทธวจนะมากลาวธรรมกถา. ดวยเทศนาของพระ อัครสาวกทั้งสอง แมชฎิลสักรูปหนึ่งไมไดตรัสรู. ลําดับนั้น พระ ศาสดาทรงดํารงอยูในพุทธวิสัยอันหาประมาณไมได ทรงเริ่มพระธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา เวนสรทดาบส ชฏิลแมทั้งหมดจํานวน ๗๔,๐๐๐ รูป บรรลุพระอรหัต. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ ตรัสวา จงเปนภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นเอง ผมและหนวดของชฏิล เหลานั้นก็หายไป บริขาร ๘ ก็ไดสรวมสอดเขาในกายทันที

ถามวา เพราะเหตุไรสรทดาบสจึงไมบรรลุพระอรหัต. ตอบวา เพราะมีจิตฟุงซาน. ไดยินวา. จําเดิมตั้งแตเริ่มฟงเทศนา ของพระอัครสาวกผูนั่งบนอาสนะที่สองของพระพุทธเจา ผูตั้งอยู ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู สรทดาบสนั้นเกิดความคิดขึ้นวา โอหนอ แมเราก็ควรไดหนาที่ที่พระสาวกนี้ได ในศาสนาของพระ พุทธเจาผูจะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต. สรทดาบสนั้นไมอาจทําให แจงมรรคผล ก็เพราะความปริวิตกนั้น จึงถวายบังคมพระตถาคต แลวยืนตรงพระพักตรกราบทูลวา ขาแตพระองคผูเจริญ ภิกษุ ผูนั่งบนอาสนะติดกับพระองคชื่อไร. ในศาสนาของพระองค. พระ ศาสดาตรัสวา ภิกษุนี้ผูประกาศตามพระธรรมจักรที่เราประกาศ แลว ถึงที่สุดแหงสาวกบารมีญาณ แทงตลอดโสฬสปญหา ชื่อวา นิสภเถระอัครสาวกในศาสนาของเรา. สรทดาบส (ไดฟงแลว) จึงไดทําความปรารถนาวา ขาแตพระองคเจริญ ขาพระองคกั้นฉัตร ดอกไมตลอด ๗ วัน การทําสักการะนี้ใด ดวยผลของสักการะนี้


ความคิดเห็น 8    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 265

นั้น ขาพระองคมิไดปรารถนาเปนทาวสักกะหรือเปนพรหมสัก อยางหนึ่ง แตในอนาคต ขอใหขาพระองคพึงเปนพระอัครสาวกของ พระพุทธเจาพระองคหนึ่ง เหมือนพระนิสภเถระนี้.

พระศาสดาทรงสงอนาคตังสญาณไปตรวจดูวา ความปรารถนา ของดาบสนี้ จักสําเร็จไหมหนอ ก็ไดทรงเห็นวาลวงไปหนึ่งอสงไขย ยิ่งดวยแสนกัปจะสําเร็จ ก็แหละครั้นทรงเห็นแลวจึงตรัสกะสรทดาบส วา ความปรารถนาอันนี้ของทานจักไมเปนของเปลา แตในอนาคต ลวงไปหนึ่งอสังไขยยิ่งดวยแสนกัป พระพุทธเจาทรงพระนามวา โคดม จักอุบัติขึ้นในโลก จักมีพระพุทธมารดานามวา มหามายาเทวี จักมีพระพุทธบิดานามวา สุทโธทนมหาราช จักมีพระโอรสนามวา ราหุล จักมีพระอุปฏฐากนามวา อานนท จักมีพระทุติยสาวกนามวา โมคคัลลานะ สวนตัวทานจักเปนพระอัครสาวกของพระโคดมนั้น นามวาพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นทรงพยากรณดาบสนั้น อยางนี้แลวตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆเปนบริวารเสด็จเหาะไป ทางอากาศ

ฝายสรทดาบสไปยังสํานักของพระเถระผูเคยเปนอันเตวาสิก แลวใหสงขาวแกสิริวัฑฒกุฏมพีผูเปนสหายวา ทานผูเจริญ ทานจงบอกสหายของขาพเจาวา สรทดาบสผูสหายของทาน ปรารถนา ตําแหนงอัครสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจา ผูจะเสด็จอุบัติ ในอนาคต ณ ที่ใกลบาทมูลของพระอโนมทัสสีพุทธเจา สวนทาน จงปรารถนาตําแหนงทุติยสาวกเถิด ก็แหละครั้นกลาวอยางนี้แลว ก็ไปโดยครูเดียวกอนหนาพระเถระทั้งหลาย ไดยินอยูที่ประตูนิเวศน ของสิริวัฑฒกุฎมพี


ความคิดเห็น 9    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 266

สิริวัฑฒกุฏมพีปราศัยวา นานหนอ พระผูเปนเจาจะไดมา แลวใหนั่งบนอาสนะ สวนตนนั่งบนอาสนะตัวที่ต่ํากวาถามวา ก็ อันเตวาสิกบริษัทของทานไมปรากฏหรือขอรับ สรทดาบสกลาววา เจริญพร สหาย พระอโนมทัสสีพุทธเจาเสด็จมาในอาศรมของ พวกอาตมภาพๆ ไดกระทําสักการะแดพระองคทานตามกําลังของตนๆ พระศาสดาทรงแสดงธรรมแกดาบสทั้งหมด ในเวลาจบเทศนา ดาบสที่เหลือบรรลุพระอรหัต เวนอาตมภาพ. สิริวัฑฒกุฏมพีถามวา เพราะเหตุไรทานจึงไมบวช. สรทดาบสกลาววา อาตมภาพเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดาแลว จึงไดปรารถนาตําแหนงอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจาทรงพระนามวาโคดม ผูจะเสด็จอุบัติใน อนาคต. แมตัวทานก็จงปรารถนาตําแหนงทุติยสาวกในศาสนาของ พระโคดมพุทธเจาพระองคนั้นเถิด. สิริวัฑฒกุฏมพีกลาววา ทาน ขอรับกระผมไมมีความคุนเคยกับพระพุทธเจา. สรทดาบสกลาววา การกราบทูลกับพระพุทธเจา จงเปนภาระของอาตมภาพ ทานจง ตระเตรียมอธิการ (สักการะอันยิ่งยวด) ไวเถิด. สิริวัฑฒกุฏมพี ฟงคํา ของสรทดาบสแลว จึงใหปรับสถานที่ประมาณ ๘ กรีส ดวยไมวัดหลวง ใหมีพื้นที่เสมอกัน ณ สถานที่ในนิเวศนของตนแลวใหเกลี่ยทรายโปรย ดอกไมมีขาวตอกเปนที่ ๕ ใหสรางมณฑปมุงดวยดอกอุบลขาบ ตกแตง พุทธอาสน จัดอาสนะตําหรับพระภิกษุแมที่เหลือเตรียมเครื่องสักการะ สัมมานะใหญโต แลวใหสัญญาณแกสรทดาบสเพื่อทูลนิมนตพระพุทธเจา. ดาบสไดฟงคําของสิริวัฑฒกุฏมพีนั้นแลว จึงพาภิกษุสงฆมีพระ พุทธเจาเปนประมุข ไปยังนิเวศนของสิริวัฑฒกุฏมพีนั้น. สิริวัฑฒกุฏมพีกระทําการรับเสด็จ รับบาตรจากพระหัตถของพระตถาคต


ความคิดเห็น 10    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 267

นิมนตใหเสด็จเขาไปยังมณฑป ถวายน้ําทักษิโณทกแดภิกษุสงฆ มีพระพุทธเจาเปนประมุข ผูนั่ง ณ อาสนะที่ตกแตงไวแลว เลี้ยงดูดวยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจ ใหภิกษุสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุขครองผาอันควรคามากแลวกราบทูลวา ขาแต พระองคผูเจริญ ความริเริ่มนี้ เพื่อตองการฐานะอันมีประมาณ เล็กนอยก็หามิได ขอพระองคทรงกระทําความอนุเคราะหตลอด ๗ วัน โดยทํานองนี้แหละ. พระศาสดาทรงรับนิมนตแลว สิริวัฑฒกุฎมพีนั้นยังมหาทานใหเปนไปไมขาดสายตลอด ๗ วัน โดยทํานอง นั้นนั่นแหละ แลวถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจายืนประคองอัญชลี กราบทูลวา ขาแตพระองคผูเจริญสรทดาบสสหาย ของขาพระองค ปรารถนาวา ขอใหเปนอัครสาวกของพระศาสดาองคใด ขาพระองค ขอเปนทุติยสาวกของพระศาสดาองคนั้นเหมือนกัน. พระศาสดา ทรงตรวจดูอนาคตทรงเห็นวา ความปรารถนาของเขาสําเร็จ จึง ทรงพยากรณวา ลวงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งดวยแสนกัปจากภัตรกัป นี้ไป ทานจักเปนทุติยสาวกของพระโคดมพุทธเจา สิริวัฑฒกุฏมพี ไดฟงคําพยากรณของพระพุทธเจาแลว เปนผูยินดีราเริง. ฝาย พระศาสดาทรงทําภัตตานุโมทนาแลว พรอมทั้งบริวารเสด็จกลับ ไปยังพระวิหาร จําเดิมแตนั้นมา สิริวัฑฒกุฏมพีกระทํากรรมงาม ตลอดชีวิตแลวบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ในวารจิตที่สอง สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ ไดบังเกิดในพรหมโลก. จําเดิม แตนั้นมา ทานไมพูดถึงกรรมในระหวางแมของทานทั้งสองนี้.

ก็กอนแตการเสด็จบังเกิดขึ้นแหงพระพุทธเจาของเราทั้งหลาย นั่นแล สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภของสารีพราหมณีในบาน


ความคิดเห็น 11    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 268

อุปติสสคาม ไมไกลกรุงราชคฤห. ก็ในวันนั้นแหละ แมสหายของ สรทดาบสนั้นก็ถือปฏิสนธิในครรภของโมคคัลลีพราหมณี ในบาน โกลิตคาม อันไมไกลกรุงราชคฤหเหมือนกัน. ไดยินวาตระกูล แมทั้งสองนั้นไดเปนสหายเกี่ยวเนื่องกันมา ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว. ญาติทั้งหลายไดใหการบริหารครรภแกคนแมทั้งสองนั้นในวัน เดียวกัน ไดนําแมนม ๖๖ คนเขาไปใหแกคนทั้งสองนั้น แมผูซึ่ง เกิดแลว เมื่อลวงไป ๑๐ เดือน. ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายไดตั้งชื่อ บุตรของสารีพราหมณีวาอุปติสสะ เพราะเปนบุตรของหัวหนา ตระกูลในบานอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรนอกนี้วา โกลิตะ เพราะ เปนบุตรของหัวหนาตระกูลในบานโกลิตคาม. คนแมทั้งสองนั้น เจริญวัยขึ้นก็สําเร็จศิลปศาสตรทุกอยาง.

ในเวลาไปยังแมน้ําหรืออุทยานเพื่อจะเลน อุปติสสมาณพ มีวอทอง ๕๐๐ วอเปนเครื่องแหแหน โกลิตมาณพมีรถเทียมมา อาชาไนย ๕๐๐ คันเปนเครื่องแหแหน ชนแมทั้งสองมีมาณพคนละ ๕๐๐ เปนบริวาร. ก็ในกรุงราชคฤห มีมหรสพบนยอดเขาเปน ประจําป. ชนทั้งหลายผูกเตียงไวในที่เดียวกัน สําหรับมาณพแม ทั้งสองนั้น แมมาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ ราเริงในฐานะ ที่ควรราเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช ตกรางวัลในฐานะที่ควร ตกรางวัล. วันหนึ่ง เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทํานองนี้แหละ มิไดมีความราเริงในฐานะที่ควรราเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล เพราะญาณแกกลาแลว ก็ ชนแมทั้งสองตางคิดอยางนี้วา มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพน


ความคิดเห็น 12    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 269

คนเหลานี้แมทั้งหมด ยังไมถึง ๑๐๐ ป ตางก็จะลมหายตายจาก กันไป ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอยางหนึ่ง ดังนี้ แลวนั่งนึกเอาเปนอารมณอยู ลําดับนั้น โกลิตะกลาวกะอุปติสสะวา เพื่อนอุปติสสะ ทานไมสนุกราเริงเหมือนวันกอนๆ ใจลอย ทานคิด อะไรหรือ อุปติสสะกลาววา เพื่อนโกลิตะ เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยูวา ในการดูของคนเหลานี้ ไมมีแกนสารเลย การดูนี้ไมมีประโยชน ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพนสําหรับตน ก็ทานเลา เพราะเหตุไร จึงใจลอย แมโกลิตะนั้นก็กลาวอยางนั้นเหมือนกัน. ครั้นอุปติสสะ รูวาโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอยางเดียวกับตน จึงกลาวอยางนี้วา สิ่ง ที่เราแมทั้งสองคิดเปนการคิดที่ดี เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม ควรจะ ไดการบวชสักอยางหนึ่งดังนั้น พวกเราจักบวชในสํานักใคร.

ก็สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยูในกรุงราชคฤห พรอม กับปริพาชกบริษัทหมูใหญ มาณพทั้งสองนั้นตกลงวา จักบวช ในสํานักของสัญชัยปริพาชกนั้น จึงบวชในสํานักของสัญชัยปริพาชก พรอมกับมาณพ ๕๐๐ คน. จําเดิมแตกาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวช แลว สัญชัยปริพาชกไดลาภไดยศเหลือหลาย. มาณพทั้งสองนั้น เรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด โดย ๒ - ๓ วันเทานั้น แลวถามวา ทานอาจารย ลัทธิอันเปนความรูของทานมีเทานี้ หรือ มียิ่งขึ้นไปอีก สัญชัยปริพาชกกลาววา มีเทานี้แหละ พวกทาน รูหมดแลว. มาณพเหลานั้นฟงถอยคํา ของสัญชัยปริพาชกนั้น แลวคิดกันวา เมื่อเปนอยางนี้ การอยูประพฤติพรหมจรรยในสํานัก ของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไมมีประโยชน พวกเราออกบวชก็เพื่อ


ความคิดเห็น 13    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 270

แสวงหาโมกขธรรม พวกเราไมอาจใหเกิดขึ้นในสํานักของสัญชัยปริพาชกนี้ ก็ชมพูทวีปใหญโต พวกเราเที่ยวไปยังคาม นิคม และ ราชธานี จักไดอาจารยสักทานหนึ่งผูแสวงโมกขธรรมไดเปนแน จําเดิมแตนั้น มาณพทั้งสองนั้นไดฟงวา สมณพราหมณผูเปนบัณฑิต มีอยู ณ ที่ใดๆ ก็ไป ณ ที่นั้นๆ กระทําการสนทนาปญหา. ปญหา ที่มาณพทั้งนั้นถามแลว คนอื่นๆ ไมมีความสามารถที่จะแกได. แต มาณพทั้งสองนั้น แกปญหาของคนเหลานั้นได. มาณพทั้งสองนั้น เที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป ดวยอาการอยางนี้ แลวกลับมาที่อยูเดิม ของตน ไดทํากติกากันวา เพื่อนโกลิตะ ผูใดบรรลุอมตะกอน ผูนั้น จงบอกแกกัน.

ก็สมัยนั้น พระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระปรมาภิ- สัมโพธิญาณแลวประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จถึงกรุง ราชคฤหโดยลําดับ. ครั้งนั้น พระอัสสชิเถระในจํานวนภิกษุปญจวัคคีย ในระหวางภิกษุทั้งหลายที่ทรงสงไปประกาศคุณของพระ รัตนตรัยวา ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน เกื้อกูลแกชนเปนอันมาก ดังนี้ ในสมัยที่กลาววา พระอรหันต ๖๑ องค อุบัติขึ้นแลวในโลก ดังนี้ ทานหวนกลับมายังกรุงราชคฤห ใน วันรุงขึ้น ถือบาตรสละจีวรเขาไปบิณฑบาตรยังกรุงราชคฤหแต เชาตรู. สมัยนั้น อุปติสสปริพาชกทําภัตกิจแตเชามืดแลวเดินไป อารามปริพาชก ไดเห็นพระเถระจึงคิดวา ชื่อวาบรรพชิตเห็นปานนี้ เราไมเคยเห็นเลย ภิกษุนี้คงจะเปนภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในบรรดา ภิกษุผูเปนอรหันตหรือผูบรรลุอรหัตตมรรคในโลก ถากระไร เรา


ความคิดเห็น 14    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 271

ควรเขาไปหาภิกษุนี้แลวถามปญหาวา ทานผูมีอายุ ทานบวชจําเพาะ ใคร หรือใครเปนศาสดาของทาน หรือวาทานชอบใจธรรมของใคร ลําดับนั้น เขาไดมีความคิดวา มิใชกาลที่จะถามปญหากะภิกษุนี้ๆ เขาไปยังละแวกบานเที่ยวบิณฑบาตอยู ไฉนหนอเราพึงติดตาม ภิกษุนี้ไปขางหลังๆ เพราะการติดตามภิกษุนี้ไปนั้น เปนทางที่ ผูตองการเขาไปรูแลว. อุปติสสปริพาชกเห็นพระเถระไดบิณฑบาต แลวไปยังโอกาสแหงหนึ่ง และรูวาพระเถระนั้นตองการจะนั่ง จึง ไดลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย แมในเวลาเสร็จภัตกิจ ก็ไดถวาย น้ําในคณโฑน้ําของตนแกพระเถระนั้น กระทําอาจริยวัตรอยางนี้แลว กระทําปฏิสันถารออนหวาน กับพระเถระผูกระทําภัตกิจเสร็จ แลวถามวา ทานผูมีอายุ อินทรียทั้งหลายของทานผองใสนักแล ฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผอง ผูมีอายุ ทานบวชจําเพาะใคร หรือใครเปน ศาสดาของทาน หรือวาทานชอบใจธรรมของใคร. พระเถระกลาววา ผูมีอายุ พระมหาสมณะศากยบุตร ออกบวชจากศากยตระกูลมีอยู เราบวชจําเพาะพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น และพระผูมีพระ ภาคเจาพระองคนั้นเปนศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู มีพระภาคเจาพระองคนั้น. ลําดับนั้น อุปติสสปริพาชกจึงถาม พระเถระนั้นวา ก็พระศาสดาของทานผูมีอายุมีวาทะอยางไร กลาว อยางไร พระเถระคิดวา ธรรมดาปริพาชกทั้งหลายนี้ เปนปฏิปกษ ตอพระศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแกปริพาชกนี้ เมื่อจะถอมตนวาเรายังเปนผูใหมจึงกลาววา ผูมีอายุ เราแลเปน ผูใหมบวชยังไมนาน เพิ่งมาสูมาสูพระวินัยนี้ เราไมอาจแสดงธรรม โดยพิสดารไดกอน ปริพาชกคิดวา เราชื่อวาอุปติสสะ ทานจง


ความคิดเห็น 15    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 272

กลาวนอยหรือมากตามความสามารถ การแทงตลอดธรรมนั่น ดวยรอยนับพันนัย เปนภาระของเรา จึงกลาววา

อปฺป วา พหุ วาภาสสฺสุ อตฺถ เยว เม พฺรูหิ อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยฺชน พหุ

ทานจงกลาวเถิด นอยก็ตามมากก็ตาม จงกลาว เฉพาะแตใจความแกขาพเจา ขาพเจาตองการ ใจความเทานั้น. ทานจะทําพยัญชนะใหมากไป ทําไม

เมื่อกลาวอยางนี้แลว พระเถระจึงกลาวคาถาวา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา (ธรรมเหลาใดมีเหตุเปนแดนเกิด) ดังนี้เปนตน. ปริพาชก ฟงเฉพาะ. ๒ บทแรกเทานั้น ก็ตั้งอยูในโสดาปตติมรรคอันสมบูรณ ดวยนัยพันหนึ่ง. ทํา ๒ บทหลังใหจบลงในเวลาเปนพระโสดาบันแลว. ปริพาชกนั้นไดเปนพระโสดาบันแลว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไมเกิด จึงกําหนดวา เหตุในคําสอนนี้จักมี จึงกลาวกะพระเถระวา ทาน ผูเจริญ ทานอยาขยายธรรมเทศนาใหสูงไป คํามีประมาณเทานี้แหละ พอแลว พระศาสดาของเราทั้งหลายประทับอยูที่ไหน. พระเถระ บอกวา ประทับอยูในพระเวฬุวัน. ปริพาชกกลาววา ทานเจาขา ขอทานจงลวงหนาไปกอน กระผมมีสหายอยูคนหนึ่ง และไดทํากติกา กันไววา ผูใดบรรลุอมตะกอน ผูนั้นจงบอกแกกัน กระผมจักเปลื้อง ปฏิญญาขอนั้น แลวพาสหายไปยังสํานักของพระศาสดา ตามทาง ที่ทานไปนั่นแหละ แลวหมอบลงแทบเทาพระเถระดวยเบญจางค-


ความคิดเห็น 16    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 273

ประดิษฐ กระทําประทักษิณ ๓ ครั้งแลวสงพระเถระไป สวนตน ก็เดินมุงตรงไปยังอารามของปริพาชก โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกเดินมาแตไกล คิดวาวันนี้หายเรามีสีหนาไมเหมือนวันกอนๆ เขาจักไดบรรลุอมตะแนแท จึงถามถึงการบรรลุอมตะ. แมอุปติสสปริพาชกนั้นก็ไดปฏิญญาแกโกลิตปริพาชกนั้นวา ผูมีอายุ เราบรรลุ อมตะแลว จึงไดกลาวคาถานั้นนั่นแหละ. ในเวลาจบคาถา โกลิตะ ตั้งอยูในโสดาปตติผลแลวกลาววา สหาย ไดยินวาพระศาสดาประทับ อยูที่ไหน. อุปติสสะกลาววา สหาย นัยวาพระศาสดาประทับอยู ในพระเวฬุวัน. พระอัสสชิเถระอาจารยของพวกเราบอกอยางนี้ ดวยประการฉะนี้. โกลิตะกลาววา สหาย ถาอยางนั้น มาเถิด พวกเราจักเฝาพระศาสดา ธรรมดาวาพระสารีบุตรเถระนี้ เปนผูบูชา อาจารยแมในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกลาวกะโกลิตมาณพ ผูสหายอยางนี้วา สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แมแกสัญชัยปริพาชกอาจารยของเรา ทานรูอยูก็จักแทงตลอด เมื่อไมแทงตลอด เชื่อพวกเราก็จักไปยังสํานักของพระศาสดา ฟงธรรมเทศนาของ พระพุทธเจาแลวจักกระทําการแทงตลอดมรรคผล. แตนั้น ชนแม ทั้งสองไปยังสํานักของสัญชัยกลาววา อาจารยขอรับ ทานจักทํา อยางไร พระพุทธเจาเกิดขึ้นแลวในโลก พระธรรมอันพระพุทธเจา ตรัสดีแลว พระสงฆเปนผูปฏิบัติดีแลว มาเถิด พวกเราจักเฝา พระทศพล. สัญชัยปริพาชกกลาววา พูดอะไร พอ แลวหามชน ทั้งสองแมนั้น แสดงแตการไดลาภอันเลิศและ อันเลิศเทานั้น แกชนทั้งสองนั้น. ชนทั้งสองนั้นกลาววา การอยูเปนอันเตวาสิก เห็นปานนี้ของขาพเจาทั้งหลายเปนประจําไปทีเดียว จงยกเสียเถิด


ความคิดเห็น 17    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 274

แตทานจงรูตัวทานวาจะไปหรือไมไป. สัญชัยปริพาชกรูวา ชน เหลานี้รูความตองการมีประมาณเทานี้แลว จักไมเชื่อถือคําพูด ของเรา จึงกลาววา ไปเถิดพอทั้งหลาย เราไมอาจอยูเปนอันเตวาสิก (ของตนอื่น) ในคราวเปนคนแก. ชนทั้งสองนั้นไมอาจใหสัญชัยปริพาชกนั้นเขาใจดวยเหตุแมเปนอันมาก จึงไดพาชนผูประพฤติ ตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน. ครั้งนั้น ในบรรดาอันเตวาสิก ๕๐๐ คนของชนทั้งสองนั้น ๒๕๐ คนกลับ อีก ๒๕๐ คนไดไปกับ ชนทั้งสองนั้น.

พระศาสดากําลังทรงแสดงธรรมอยูทามกลางบริษัท ๔ ทรงเห็นชนเหลานั้นแตไกล จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาวา ภิกษุ ทั้งหลาย สหาย ๒ คนนั้น คือไกลิตะและอุปติสสะกําลังเดินมา คูสาวก นี้แหละจักเปนคูสาวกที่เลิศที่เจริญ ครั้นแลวทรงขยายพระธรรมเทศนา เนื่องดวยจริยาแหงบริษัทของ ๒ สหายนั้น. เวนพระอัครสาวก ทั้งสอง ปริพาชก ๒๕๐ คนแมทั้งหมดนั้น บรรลุพระอรหัต พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถตรัสวา จงเปนภิกษุมาเถิด. ผมและ หนวดของปริพาชกเหลานั้นหายไป บาตรและจีวรอันลวนแลวดวย ฤทธิ์ก็ไดมีมาแมแกพระอัครสาวกทั้งสองดวย แตกิจดวยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูง ยังไมสําเร็จ. เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณ เปนของใหญ. ครั้นในวันที่๗ ตั้งแตวันบวช ทานพระมหาโมคคัลลานะ เขาไปอาศัยบานกัลลวาลคามแควนมคธ กระทําสมณธรรมอยู เมื่อถูกถีนมิทธะครอบงํา พระศาสดาทรงทําใหสังเวชใจ บรรเทา ถีนมิทธะเสียได กําลังฟงธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทาน


ความคิดเห็น 18    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

พระสุตตันตปฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 275

อยูทีเดียว ทํากิจแหงมรรค ๓ เบื้องสูงใหสําเร็จถึงที่สุดแหงสาวกบารมีญาณ แมพระสารีบุตรเถระลวงเลยเวลาไปครึ่งเดือนตั้งแตวันบวช เขาไปอาศัยกรุงราชคฤหนั้นนั่นแหละ อยูในถ้ําสุกรขาตากับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคหสูตรแก ทีฆนขปริพาชก ผูเปนหลานของตน ไดสงญาณไปตามกระแสพระสูตร ก็ไดบรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนบริโภคขาวที่คดไวเพื่อคนอื่น สวนหลานของทานาตั้งอยูในโสดาปตติผล ในเวลาจบ เทศนา ดังนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยูในกรุงราชคฤหนั่นแล กิจแหงสาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกแมทั้งสองไดถึงที่สุดแลว ก็ในเวลาตอมาอีก พระศาสดาประทับอยูในพระเชตวัน ไดทรงสถาปนาพระมหาสาวกแมทั้งสอง ไวในตําแหนงเอตทัคคะวา สารีบุตรเปนยอดของภิกษุสาวกของเราผูมีปญญามาก มหาโมคคัลลานะ เปนยอดของภิกษุสาวกของเราผูมีฤทธิ์มาก ดังนี้

จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒ - ๓


ความคิดเห็น 19    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มิ.ย. 2564

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น