
[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 461-462
๘. อุปกสูตร
พระพุทธองค์ทรงโต้วาทะกับอุปกมัณฑิกาบุตร
พ. ดูก่อนอุปกะ เราบัญญัติแล้วว่า นี้เป็นอกุศลแล บท พยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นอกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เราบัญญัติว่า อกุศลนี้นั้นแล ควรละเสีย บท พยัญชนะ ธรรมเทศนา ของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ อกุศลนี้ควรละเสีย อนึ่ง เราบัญญัติไว้แล้วว่า นี้เป็นกุศลแล บทพยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เราบัญญัติว่า กุศลนี้นั้นแลควรบำเพ็ญ บท พยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า กุศลนี้ควรบำเพ็ญแม้เพราะเหตุนี้.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ อ.วิชัยสนทนากับท่านอาจารย์ มีประโยชน์มากๆ แล้วก็มีข้อธรรมที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์มากมาย แต่ก็จะขอสัก ๒ ประการครับ วันนี้ อ.วิชัยได้กราบสนทนากับท่านอาจารย์ตั้งแต่ในเรื่องของกิเลสอกุศล แล้วก็ในเรื่องของคุณความดี ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงข้ามก
ในประการแรก ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของอกุศลแม้เล็กน้อย แต่ว่าคนทั่วๆ ไปที่เขาคิดว่า อยากจะละกิเลสอกุศล ก็ดูว่าดีนะครับ แต่เขาจะมุ่งไปถึงการละอกุศลใหญ่ๆ เช่น การที่จะไไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ อะไรอย่างนี้ครับ
แต่ว่า ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ต้องเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ซึ่งตรงข้ามกับทั่วๆ ไป ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนดีที่มุ่งที่จะละกิเลาอกุศลใหญ่ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย คืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เล็กน้อยจึงเป็นกิเลสที่ใหญ่ได้ใช่ไหม!! ทีละเล็กทีละน้อย ไม่อย่างนั้นใหญ่จะมาจากไหน?
อ.อรรณพ: อันนี้ก็ข้อหนึ่งนะครับ ท่านอาจารย์จะอธิบายขยายความยกตัวอย่างของกิเลสแม้เล็กน้อยที่เป็นโทษได้ไหมครับ
ท่านอาจารย์: โกรธไหม?
อ.อรรณพ: โกรธครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำอะไร?
อ.อรรณพ: ก็แล้วแต่กำลังของความโกรธ ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม มาจากกิเลสเพียงเล็กน้อยใช่ไหมที่ยังไม่ทันทำอะไร ก็เพียงโกรธ กับถึงระดับนั้น!!
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ผมก็คิดถึงตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างเช่น ท่านพระเทวทัตที่โกรธพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรท่านโดยตรงบ้างอะไรอย่างนี้ แล้วก็เลยกลายเป็นเหตุให้บานปลายลุกลามให้ทำอกุศลกรรมต่างๆ มากมายนะครับ อนันตริยกรรมต่างๆ ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างได้ชัดเลย โกรธ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นโกรธที่ใหญ่ขึ้นครับ
ท่านอาจารย์ครับ แล้วอะไรจะเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยล่ะครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่า ไม่มีเราเลย เป็นแต่เพียงธรรม จะค่อยๆ ละคลายที่จะโกรธไหม?
อ.อรรณพ: ตรง สำคัญมากเลย ไม่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เป็นเรา ห้ามไม่ได้ที่จะมีกิเลส เพิ่มขึ้นๆ เพราะเป็นเราก็เป็นกิเลสแล้ว หนาแน่นเหนียวแน่นด้วย
อ.อรรณพ: โอ้โห! เป็นคำตอบที่ตรงเป๊ะ ที่เราก็อาจคิดไม่ถึงในความจริงตรงนี้ เพราะฉะนั้น ผมทวนความเข้าใจอีกทีครับว่า การที่จะเห็นกิเลสแม้เล็กน้อยได้นี่ครับ ก็ต้องเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ครับ ความเป็นเรานี่ครับ ทำให้ไม่เห็นกิเลสอย่างไรบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ แค่เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วใช่ไหม!!
อ.อรรณพ: เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะไปเห็นโทษกิเลสอื่นไหมล่ะ? แม้กิเลสที่เป็นเรายังไม่เห็นเลย!!
อ.อรรณพ: ครับ ท่านอาจารย์ยิงตรงเป้ามากเลย เพราะในขณะที่เป็นเราด้วยความติดข้อง ขณะนั้นก็ไม่เห็นหรอก เพราะว่าความไม่รู้ซึ่งเป็นความไม่ดีตัวใหญ่ที่สนทนาไปตั้งแต่วันศุกร์ที่สมาคม ขณะที่เป็นเราหรือความสำคัญตน ขณะนั้นเราเฟื่องฟูมาก ตัวเราขณะนั้นก็ไม่เห็น และโดยเฉพาะถ้าเป็นความเป็นเราด้วยความเห็นผิด ก็ยิ่งมีทั้งโลภะ มีโมหะนะครับ อันนี้เห็นชัดมากเลยครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งในคำตอบตรงนี้ว่า กิเลสทั้งหลายที่มากมายขึ้น เพราะไม่เห็นโทษของกิเลสได้เลย ซึ่งตรงข้ามกับคนที่คิดทั่วๆ ไป ก็มุ่งไปที่จะรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย และการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยได้จริงๆ ก็ต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่จะละคลายความเป็นเรา
เพราะความเป็นเรานั้นก็เป็นกิเลส แล้วจะไปละอะไร!!
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในการเกื้อกูลสั้นๆ ตรงนี้ครับ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
เห็นโทษของอกุศลแม้เล็กน้อย
เห็นโทษของอกุศลทุกระดับ
ทำไม อนันตริยกรรม ต้องให้ผลในชาติต่อไป
ปุพพจริยา กับ อนันตริยกรรม
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ