
[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 409-410
๒. เอตังมมสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งการยึดมั่นว่าเป็นของเรา
[๓๔๘] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูปอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป บุคคลจึงตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ บุคคลจึงตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
ท่านอาจารย์: เห็นไหม? ก็ตรง ไม่มีเรา แต่มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึกทุกอย่าง
อ.คำปั่น: ใช่ครับ ซึ่งคำที่ท่านอาจารย์กล่าวต่อไปนี่เป็นประโยชน์มากที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับว่า แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเราทั้งหมด
ท่านอาจารย์: เหมือนเดี๋ยวนี้ใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนว่า พระองค์ตรัสอย่างไรเป็นความจริงทั้งหมด
อ.คำปั่น: ครับ เพราะไม่รู้ความจริงจึงเป็นเราทั้งหมด เป็นเราหมดเลยครับ
ท่านอาจารย์ครับ ประโยชน์จริงๆ ที่ได้ฟังคำที่แสดงถึงความจริง ซึ่งในพระไตรปิฎกอรรถกถา นี่ก็มากมายที่แสดงถึงความจริงของธรรมตั้งแต่ ตา ตั้งแต่เห็น เห็นอะไร นะครับ ทางอื่นก็โดยนัยเดียวกันซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของธรรม แต่ละหนึ่งๆ จริงๆ ครับที่จะเป็นไปเพื่อค่อยๆ แกะ ค่อยๆ แงะ ค่อยๆ คลายความเป็นเราครับท่านอาจารย์ครับที่จะได้ศึกษาธรรม ไม่ท้อถอยเลยครับที่จะได้เข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: ยิ่งฟังยิ่งรู้ความจริงว่า แสนไกลจากสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ที่อยู่ใกล้ที่สุด
อ.คำปั่น: สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ไกล เพราะว่ายังไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่เคยคิดถึงตั้งแต่เกิด คิดถึงแต่อย่างอื่นที่เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ตลอดเวลา แล้วอยู่ไหนล่ะ? แม้แต่การคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อยู่ไหน?
อ.คำปั่น: ครับ สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้วหมดแล้วครับ
ท่านอาจารย์: อยู่ไหน? ที่ไหน?
อ.คำปั่น: ที่นี่เลยครับ ขณะนี้เลยครับ
ท่านอาจารย์: แสนใกล้ แต่ไม่รู้ ใกล้จนไม่รู้สักหนึ่ง
อ.คำปั่น: ใกล้จนไม่รู้ แต่ละคำเตือนทั้งหมดเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะไปศึกษาชื่อเรื่องราวต่างๆ แต่ไม่ได้เข้าใจความเป็นจริงของแต่ละหนึ่งว่า เป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้นจะเป็นอื่นไม่ได้ ก็เสียเวลาไปจำ ไปท่อง ไปคิด แต่ไม่รู้จักตัวธรรมเดี๋ยวนี้
หนึ่งเดียวก็ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ใช่ครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วมีตั้งหลายหนึ่ง แล้วก็ไม่รู้ต่อไปอีกแสนนานในสังสารวัฏฏ์ ออกไม่ได้เลยจากความมืดของความไม่รู้
อ.คำปั่น: ก็ยังมืดมากๆ เลยครับ
ท่านอาจารย์: ก็ยังดีที่มีโอกาสได้ฟังได้ไตร่ตรองได้มั่นคงได้เป็นบารมี ที่จะค่อยๆ มั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้สิ่งที่ขณะนี้เป็นธรรมตา เห็นไหม ธรรมดา สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ยังไม่เป็นอย่างนี้ให้เห็นเลย
อ.คำปั่น: ครับ ในช่วงแรกนี่ก็ได้รับประโยชน์มากเลยครับที่ท่านอาจารย์เกื้อกูลนี่ครับเป็นประโยชน์เป็นเครื่องเตือนที่ดีอย่างยิ่งเลยครับ สิ่งที่อยู่ใกล้แต่แสนไกล เพราะยังไม่รู้ความจริง แล้วก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนด้วยครับท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงก็ในขณะนี้ แต่ยากแสนยากจริงๆ ครับที่จะรู้ความจริงทั้งๆ ที่ไม่ไกลเลยครับ ธรรมก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ
ท่านอาจารย์: พระโพธิสัตว์ทุกท่านบำเพ็ญบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะรู้ความจริงตามลำดับขั้นที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
อ.คำปั่น: ครับ พระมหาสัตว์ก็ ๔ อสงไขยแสนกัปป์ครับ แล้วก็ก่อนหน้านั้นอีกครับ คิดนึกในใจก็อีกนานด้วยครับ
ยิ่งฟังอย่างนี้ท่านอาจารย์ครับ ก็ยิ่งเห็นเลยครับว่า จะต้องอาศัยบารมีจริงๆ ครับทั้งความอดทนทั้งความเพียร ทั้งความจริงใจ ความตั้งใจมั่น ทั้งหมดเลยที่จะมุ่งตรงต่อการที่จะรู้ความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้กำลังเป็นบารมีขณะที่เข้าใจเท่านั้น
อ.คำปั่น: เดี๋ยวนี้เป็นบารมีขณะที่เข้าใจเท่านั้น ครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นเป็นบารมีไม่ได้ ได้ยินก็เป็นบารมีไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นบารมีไม่ได้นอกจากเริ่มเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง รู้ว่าความจริงเปลี่ยนไม่ได้ รู้ว่าความจริงประจักษ์แจ้งได้ ไม่ใช่เพียงแต่เริ่มรู้ว่ามีจริง มิเช่นนั้น ไม่หมดความสงสัย
อ.คำปั่น: ครับ ต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ แน่นอน และเพราะมีสิ่งที่มีจริงนี่แหละครับ แต่เพราะมีความไม่รู้มีความติดข้อง จึงยึดถือในสิ่งนั้นว่า เป็นตัวตนเป็นของเราครับ
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงพระธรรมให้เข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งครับ อย่างเมื่อวานก็ได้อัญเชิญข้อความใน สังยุตตนิกาย ขันธวรวรรค ก็คือเอตังมมสูตร ครับ ได้มาสนทนากับคณะอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับว่า เพราะเมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเราครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงถึงสิ่งที่มีจริงที่เป็นที่ตั้งแห่งการยึดถือว่า เป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นต้วตนของเรา นี่ก็คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้วดับซึ่งก็ประมวลเป็นขันธ์แต่ละขันธ์ครับ ตั้งแต่รูปขันธ์จนถึงเวทนาขันธ์ครับ เพราะมีสิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุให้มีการยึดถือว่า เป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเราครับ เพราะฉะนั้น จึงเห็นเลยครับว่า สิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก็คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ นี่แหละที่ยากต่อการที่จะรู้ความจริง จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เข้าใจถูก หรือเข้าใจผิด?
อ.คำปั่น: เข้าใจถูกแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: เป็นเราหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ไม่ใช่เราครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะมั่นคงว่า ไม่มีเรา เข้าใจถูกเกิดเข้าใจถูกแล้วก็ดับ
อ.คำปั่น: ครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ เป็นประเด็นคำถามของผมซึ่งก็ได้รับประโยชน์มากเลยครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
เหตุแห่งการยึดมั่นว่าเป็นของเรา [เอตังมมสูตร]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ