ศึกษาสิ่งที่มีจริงๆ
โดย เมตตา  14 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52232

อ.อรรณพ: ได้ฟังการสนทนาปัญหาธรรมของคณะอาจารย์ มศพ. กับท่านอาจารย์ ก็ยิ่งมีความซาบซึ้งในประโยชน์ที่ท่านอาจารย์ให้ ก็คือเข้าใจว่า ชีวิตตลอดมานี่ครับเป็นธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกล่าวจะสนทนาถึงอะไร แม้ว่าเราจะคิดด้วยความเป็นตัวตนที่หวัง คำเตือนจากในพระไตรปิฎกตอนที่เรายังไม่ได้ใส่ใจในความเป็นธรรม เช่น พอเราได้ฟังว่า ความเพียรนี่แหละ ที่จะช่วยให้ขจัดถีนมิทธะไป ก็เหมือนหวังที่จะไปขจัดถีนมิทธะด้วยความเพียรอะไร

แต่ท่านอาจารย์ก็แสดงกับอาจารย์ทุกท่านในทุกๆ ประเด็น เพื่อตอกย้ำให้เข้าใจว่า ธรรม คือเดี๋ยวนี้จริงๆ เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ เช่น อ.คำปั่นได้กล่าวถึงได้ยกพระพุทธพจน์มา ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจว่า ไม่ว่าจะง่วง หรือไม่ว่าจะเพียร ก็เป็นชีวิตจริงๆ มีความง่วงทุกคนที่ยังมีง่วงก็มีง่วง มีความหดหู่นะครับ ซึ่งก็อาจจะคิดเรื่องว่าหดหู่ของจิต หดหู่ของเจตสิก มีถีนะปรุงแต่งจิต มิทธะปรุงแต่งเจตสิก ซึ่งก็เป็นเดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น ง่วงก็เป็นชีวิตจริงเดี๋ยวนี้ หรือมีปัจจัยให้ความเพียรเกิด ก็รู้จักสภาพที่เป็นความเพียรว่า ความเพียรก็เดี๋ยวนี้ เช่น ขณะนี้ก็มีความเพียรที่จะฟังการสนทนาปัญหาธรรมของคณะอาจารย์กับท่านอาจารย์มาโดยตลอด แล้วก็ได้รับประโยชน์ที่สำคัญมาก คือความเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ ไม่ว่า อ.วิชัย กราบเรียนถามท่านอาจารย์ในเรื่องของหนามที่ตำอยู่ ก็เป็นหนามเดี๋ยวนี้ที่ตำอีกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายใน แล้วก็มีสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แลัวก็ธรรมทางใจที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อกุศลเกิด อกุศลก็อาศัย ตา ตลอดไปถึงใจเป็นทาง อาศัยสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมต่างๆ เป็นปัจจัยให้รู้โดยให้ถูกรู้ แล้วอกุศลก็เกิดขึ้น ก็ตำตอนไหนหนาม หาไม่เจอ ก็ไม่เข้าใจ หนามก็เดี๋ยวนี้นะครับ

อ.ณภัทรมาสนทนาเรื่องภัย ท่านอาจารย์ก็แสดงถึงเดี๋ยวนี้อีกแหละเป็นภัยนะครับ ความเกิดเป็นภัย ก็เดี๋ยวนี้ก็เกิด แต่ความโง่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเกิดนะครับ แล้วก็ที่เราคิดว่า ประมวลมา เราจะไปคิดถึงพระไตรปิฎก พระองค์ตรัสประมวลมาเราก็คิดว่าตอนปฏิสนธิเท่านั้น ขณะนี้ที่เห็นท่านอาจารย์ก็แสดงว่าเป็นการประมวลมาของกรรมที่ทำให้เห็นให้มีเหตุปัจจัยต่างๆ ที่จะเห็น สรุปแล้ว ทุกขณะๆ ๆ ๆ นี่เป็นความประมวลมาซึ่งเป็นภัยทั้งสิ้นเลยนะครับ

แต่ที่ได้รับประโยชน์มาก ก็คือท่านอาจารย์กล่าวกับ อ.ณภัทร ตอนท้ายว่า เริ่มเห็น แล้วผมก็จะกราบเท้าถามท่านอาจารย์ตรงนี้เพิ่มเติมครับ เริ่มเห็นความเป็นธรรมที่ยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง เริ่มเห็นความเป็นธรรมก็ดีเพราะเป็นปัญญาใช่ไหมครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ เริ่มเห็นความเป็นธรรมที่ยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง แล้วการที่เริ่มเห็นในความเป็นธรรมนี่ครับ แต่ความเป็นธรรมก็ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง การเริ่มเห็นในความเป็นธรรมที่จะเพิ่มขึ้นๆ ครับ มีเหตุปัจจัย และมีการที่จะประคับประคองเป็นไปอย่างนั้นนะครับจนกว่าความเป็นธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริง นี่คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ก็เริ่มมั่นคงว่า ทุกอย่างที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม เห็นไหม!! จากการที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้เป็นตุ๊กตาเป็นหน้าต่าง เป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ความจริงของสิ่งที่มีจริงยากที่จะรู้ได้ จึงต้องมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าชีวิตจริงๆ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยจะเป็นชีวิตได้ไหม? และสิ่งที่เกิดต้องมีปัจจัยให้เกิดแล้วก็ดับ ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องรีบไปเห็นภัย ไม่ต้องรีบไปละภัย ไม่ต้องรีบไปอยากจะพ้นภัย เป็นธรรมดาที่เป็นหน้าที่ของปัญญามีแค่ไหน!! ยังไม่ถึงระดับนั้น ก็ยังต้องเข้าใจขึ้นจนกว่าจะถึงระดับของการที่จะรู้ความจริง

กำลังเกิดดับ ไม่มีทางรู้ แต่ฟังถูกต้อง ค่อยๆ รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูกขั้นฟังจะละความเห็นผิดที่เคยจำไว้มั่นคงว่าเป็นเรา เป็นอะไรไม่ได้

หลายคนนะพอบอกไม่มีเรา ก็บอกก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้วจะบอกว่าไม่มีเราได้อย่างไร เห็นไหม? กว่าจะเข้าใจความเป็นจริงว่า สิ่งที่มีเป็นเราหรือเป็นอะไร จริงหรือ?! ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริงที่กำลังปรากฏให้เข้าใจได้

เพราะฉะนั้น เราศึกษาสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ต้องไปปรุงแต่งคิดนึกอะไรขึ้นมาให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่กำลังมีเดี๋ยวนี้คืออะไร!! เกิดขึ้นได้อย่างไร? เป็นมาอย่างนี้ได้อย่างไร? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระองค์ด้วยความมั่นคง ธรรม สิ่งที่มีจริงมีลักษณะปรากฏให้รู้ว่า สิ่งนั้นมีจริง จึงจะกล่าวได้ว่าสิ่งนั้นมีจริง เช่นสีสันต่างๆ ถ้าไม่กระทบตาไม่มีทางเห็น แต่พอเห็นแล้ว สีสันวรรณหลากหลายทำให้มีนิมิตรูปร่างสัณฐานที่ทรงจำไว้ว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อัตตาทันที!! ที่ไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่ปรากฏนี่แหละเกิดแล้วดับไปหมดแล้วไม่เหลือเลย

เพราะฉะนั้น ตรงต่อความเป็นจริงตั้งแต่ต้น ผู้ที่ประจักษ์ความจริงอย่างนี้มี แต่ไม่ใช่ไม่ฟังเลยไม่เข้าใจเลยและประจักษ์อะไร?! สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เองโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่กำลังหวังตั้งใจที่จะรู้ พากเพียรที่จะจดจ้อง นั่นไม่ใช่หนทางเลยเพราะความไม่รู้บังหมด ไม่มีทางที่จะให้ความจริงปรากฏได้

อ.อรรณพ: ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 17 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ