ค่อยๆ มั่นคงทีละคำ
โดย เมตตา  11 ส.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52904

อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครบ เพราะเหตุใดจึงละเลยในปรมัตถธรรม

ท่านอาจารย์: ก็ไม่รู้นี่ว่า มีประโยชน์แค่ไหน ถูกต้องไหม?

อ.อรรณพ: เพราะไม่รู้ประโยชน์ของการที่จะรู้ในความเป็นปรมัตถธรรม ใช่ไหมครับ ถ้าท่านอาจารย์กล่าวนี้ ก็ตอบคำถามหลังไปแล้วครับ

คำถามหลัง ก็คือ และอะไรจะเป็นเหตุปัจจัยให้ค่อยๆ ที่จะไม่ละเลยในความเป็นปรมัตถธรรม

ท่านอาจารย์: รู้ว่า ประโยชน์สูงสุดของการเกิดมา คือสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนได้เลยตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่รู้

อ.อรรณพ: แม้ในขณะนี้ก็ละเลยความเป็นปรมัตถธรรมอยู่ แม้ขณะนี้ก็ยังไม่เป็นเพียงเสียง แต่ก็ยังเป็นเสียงท่านอาจารย์อยู่อย่างนี้ เป็นต้น

ท่านอาจารย์: เป็นไม่ได้หรอกทันที ต้องค่อยๆ ฟังจนกระทั่งค่อยๆ มั่นคงทีละคำ

เพราะธรรมลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ แม้ว่ากำลังปรากฏล้อมรอบทุกขณะไม่เว้นเลยสักขณะเดียว ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม

อ.อรรณพ: ทำไมถึงยากขนาด ยากจริงๆ

ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ ที่จะกล่าวถึงธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เปลี่ยนไม่ได้เลยสักคำ

อ.อรรณพ: เมื่อวาน อ.คำปั่น ก็กล่าวถึงความหมายของปรมัตถธรรม ตั้งแต่โดยศัพท์โดยอะไร ซึ่งก็ส่องให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เป็นจริง จริงๆ นะครับ ที่มีจริงๆ แต่ว่า ก็ไม่ได้คุ้นเคยเลยท่านอาจารย์ อัธยาศัยไม่คุ้นเคยที่จะรู้ในความเป็นปรมัตถธรรม ก็มีอัธยาศัยที่จะละเลยในความเป็นปรมัตถธรรม อยู่เสมอๆ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คุณอรรณพคุ้นเคยกับอะไรบ้าง?

อ.อรรณพ: คุ้นเคยกับความเป็นเราความเป็นสิ่งของสัตว์บุคคลต่างๆ มากมายจริงๆ

ท่านอาจารย์: ทำไมถึงคุ้นเคยได้ปานนี้?

อ.อรรณพ: คุ้นเคยจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ทำไมถึงคุ้นเคยได้ปานนี้!!

อ.อรรณพ: เพราะไม่รู้มาแสนนานครับ จึงคุ้นเคยด้วยความไม่รู้

ท่านอาจารย์: เพราะว่า เกิด บ่อยๆ ๆ ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำมาซ้ำไป แล้วจะให้ไปคุ้นเคยกับอย่างอื่นได้หรือ?

อ.อรรณพ: ครับ ผมคิดถึงที่มูลนิธิเพื่อโรงงานธรรมศาสัตร์ท่านอาจารย์สนทนาอยู่ เมื่อวานผมก็เอาสนทนาเหมือนกัน ท่านอาจารย์ก็หันไปที่ข้างขวา ท่านอาจารย์บอกหันไปทันทีก็เป็นดอกไม้แล้ว คือเป็นอะไรที่คุ้นเคยมามาก

ท่านอาจารย์: ไม่ต้องหันก็มีแล้ว

อ.อรรณพ: ครับ ดูตรงๆ ก็มี หันซ้ายก็มี หันขวาก็มี นั่งเฉยๆ ก็คิดโน่นคิดนี่ ผมก็ระลึกถึงข้อความในพระไตรปิฎกซึ่งมีอยู่มากจริงๆ เลยนะครับว่า ถือโดยนิมิตถือโดยอนุพยัญชนะ ก็เป็นอกุศลนะครับ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงสิ่งที่แสนยากว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิตไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ เป็นต้น ที่เมื่อไม่สำรวมอย่างพวกเรา เมื่อไม่สำรวมจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำ ก็เป็นอย่างนี้ คือมีการถือโดยนิมิตโดยอนุพยัญญชนะ ด้วยโลภะและความเห็นผิดนี่มาแสนนานจริงๆ

เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ก็ถามว่า เพราะอะไร ก็ตอบว่าเพราะไม่รู้ คุ้นเคยกับการจะยึดด้วยโลภะด้วยทิฏฐิ เพราะไม่รู้มาแสนนานจริงๆ ครับท่านอาจารย์

แล้วการที่จะค่อยๆ ละคลายถ่ายถอนการที่จะยึดในส่วนหยาบว่วนละเอียด ก็ที่เป็นรูปร่างรูปทรงเรื่องราวสัตว์บุคคลต่างๆ นี่ครับท่านอาจารย์ ยากมาก หนทางอันยากนี่ครับ ท่านอาจารย์กล่าวอยู่เสมอแต่ก็ไม่รู้จะอย่างไรก็ต้องเรียนถามท่านอาจารย์ให้ท่านอาจารย์กล่าวเรื่อยๆ อย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์ได้โปรดเกื้อกูลนะครับว่า ความคุ้นเคยที่มีกำลังด้วยความไม่รู้ และความติดข้อง และก็ความเห็นผิดครับว่า เป็นสัตว์บุคคลตัวตนนี่ครับมากมายมหาศาล

ท่านอาจารย์: ก็เอาเล็บไปขุดภูเขาซิ เมื่อไหร่จะหมด!!

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์พูดอย่างนี้นี่ครับ ท้อใจนิดหนึ่งแล้วก็ดับไป แล้วก็คิดว่า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ท่านอาจารย์: ท้อใจเพราะอะไร?

อ.อรรณพ: ท้อใจเพราะอยากจะละเร็วๆ ด้วยความไม่รู้

ท่านอาจารย์: นั่นสิ .. แล้วไม่รู้อะไรเลยก็ อยากจะละกันๆ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร? คำของพระองค์ควรฟังไหม? ควรใส่ใจให้ดีไหม? ควรค่อยๆ เห็นคุณไหม?

อ.อรรณพ: ก็ระลึกถึงคำท่านอาจารย์ที่ท่านอาจารย์พูดบ่อยมาก ยกตัวอย่างบ่อยมากมานานแสนนาน ก็คือบุคคลในสมัยพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ถ้าจะไม่รู้ความจริงในพระพุทธเจ้าพระองค์นี้หรือพระองค์ต่อไป ก็ยังมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมีพระศาสนาต่อไปเช่นนี้ครับ ท่านอาจารย์กล่าวบ่อยมากแล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่ว่าความห่างของจิตใจ อุปนิสัย ของบุคคลในสมัยโน้นกับของพวกเราในสมัยนี้ห่างกันไกลมากครับท่านอาจารย์ ก็เพียงแต่ว่า เป็นคำเตือนให้ระลึกถึงความไม่ใจร้อน ความไม่อยากความไม่ต้องการผล

การที่เห็นประโยชน์ว่า เป็นสิ่งที่ยากที่สุดนะครับ เห็นในความลึกซึ้งว่า สิ่งนี้ลึกซึ้งมาก คือการรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็ไม่ท้อไม่หวัง ไม่ท้อด้วยแล้วก็ไม่หวังด้วยครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ ไม่ท้อและไม่หวังคืออย่างไร

ท่านอาจารย์: เห็นขันติบารมีไหม?

อ.อรรณพ: ก็แสดงบารมีอีกแล้ว เป็นขันติบารมี

ท่านอาจารย์: เกินกว่าที่เราจะคิดเองว่า ขันติ แค่นี้เอง

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: แค่เดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร อดทนไหมที่จะฟัง ไตร่ตรอง เห็นความลึกซึ้ง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ต้องอดทนอีกนานเท่าไหร่ที่จะมั่นคงในความเป็นจริง อธิษฐานบารมี สัจจบารมี กว่าจะถึง!! นี่แค่กี่ชั่วโมงนี่ กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ที่ได้ฟังธรรม และความจริงคนที่ได้ฟังธรรมกว่าจะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังนี่ ต้องอดทนแค่ไหนที่จะละ ไม่ใช่จะติดอยากได้เร็วๆ

อ.อรรณพ: ครับ อยากได้เร็วๆ ก็ยิ่งเนิ่นช้านานเข้าไปอีก

ท่านอาจารย์: ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่!! แล้วเราล่ะ แค่จะเป็นสาวกก็ไม่ฟังให้ละเอียด

อ.อรรณพ: สาวก ก็คือผู้ฟัง แล้วก็ต้องเป็นผู้ฟังด้วยความละเอียด และก็โดยเฉพาะเป็นผู้ฟังด้วยความอดทน อดทนจริงๆ ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ ก็ได้เห็นถึงความลึกซึ้ง และความยาวนานของขันติบารมีจริงๆ ที่จะไม่เดือดร้อน แล้วก็อดทนฟังในสิ่งที่ยากที่จะรู้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประโยชน์อะไรที่จะศึกษาธรรมด้วยความอยาก และเพิ่มความอยากขึ้น

อ.อรรณพ: ไม่มีประโยชน์เลย แต่กลับมีโทษ ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ