[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 804
ปัญญาวรรค
๘. สติปัฏฐานกถา
ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ หน้า 804
อรรถกถาสติปัฏฐาน หน้า 809
อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 804
ปัญญาวรรค
สติปัฏฐานกถา
ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔
สาวัตถีนิทานบริบูรณ์
[๗๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้แล.
[๗๒๗] ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไร.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกองธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลาย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 805
กำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือ (ถือมั่น) ได้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายโดยอาการ ๗ นี้ กายเป็นความปรากฏ ไม่ใช่สติ สติเป็นความปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นกายในกายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือภาวนาด้วยความว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยความว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความว่า เป็นเครื่องนำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น (อันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกันนั้น) ๑ ด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ๑.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกองอาโปธาตุ กองเตโชธาตุ กองวาโยธาตุ กองผม กองขน กองผิว กองหนัง กองเนื้อ กองเอ็น กองกระดูก กองเยื่อในกระดูก โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายด้วยอาการ ๗ นี้ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นกายในกายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 806
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้.
[๗๒๘] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่อย่างไร.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาด้วยอาการ ๗ นี้ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนานั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นทุกขเวทนา ฯ อทุกขมสุขเวทนา จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาด้วยอาการ ๗ นี้ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนานั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่อย่างนี้.
[๗๒๙] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไร.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตมีราคะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯ ย่อมสละคืน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 807
ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตด้วยอาการ ๗ นี้ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นจิตในจิตว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตด้วยอาการ ๗ นี้ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นจิตในจิตว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างนี้.
[๗๓๐] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างไร.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เว้นกาย เวทนา จิตเสียแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายที่เหลือจากนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 808
โดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายด้วยอาการ ๗ นี้ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือภาวนาด้วยความว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยความว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความว่า เป็นเครื่องนำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกันนั้น (เป็นเครื่องนำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น) ๑ ด้วยความว่า เป็นธรรมที่เสพ ๑ ฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างนี้ ฉะนี้แล.
จบสติปัฏฐานกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 809
อรรถกถาสติปัฏฐานกถา
บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งสติปัฏฐานกถาอันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงอนุปัสสนาวิเศษ ๗ อย่าง ยกอิทธิปาฏิหาริย์ที่ตนกล่าวแล้วให้สำเร็จ ในลำดับแห่งสมสีสกถาเป็นตัวอย่าง.
พึงทราบความในพระสูตรนั้นก่อน บทว่า จตฺตาโร (๔) สติปัฏฐาน ๔ เป็นการกำหนดจำนวน (จำนวนนับ) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการกำหนดสติปัฏฐานไว้ว่า ไม่ต่ำกว่านั้น ไม่สูงกว่านั้น.
บทว่า อิเม (นี้) เป็นบทชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรชี้ให้เห็น (เป็นคำแสดงสิ่งที่ควรแสดง).
บทว่า ภิกฺขเว (ภิกษุทั้งหลาย) เป็นคำตรัสเรียกบุคคลผู้จะรับธรรม.
บทว่า สติปฏฺานา (สติปัฏฐาน) คือสติปัฏฐาน (ที่ตั้งแห่งสติ) ๓ อย่าง ได้แก่ อารมณ์เป็นที่เที่ยวไปแห่งสติ ๑ ความที่พระศาสดาผู้ประพฤติล่วงความยินดียินร้าย (ไม่ยินดียินร้าย) ในสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ ๓ อย่าง ๑ และสติ (ตัวสติเอง) ๑.
อารมณ์เป็นที่เที่ยวไปแห่งสติ (สติโคจร) ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน มาในพระบาลีมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับของสติปัฏฐาน ๔ บทนั้น มีอธิบายว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่ตั้ง (*ถามว่า) อะไรตั้ง (*ตอบว่า) สติตั้ง ที่ตั้งแห่งสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน.
ความที่พระศาสดาไม่มีความยินดียินร้ายในสาวกผู้ปฏิบัติ ๓ อย่าง ท่านกล่าวว่า สติปฏฺานํ (สติปัฏฐาน) ในพระบาลีนี้ว่า พึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ บทนั้นมีอธิบายว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะควรตั้งไว้ อธิบายว่า ควรประพฤติ ควรตั้งไว้ด้วยอะไร ด้วยสติ การตั้งไว้ด้วยสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 810
อนึ่ง สติ นั่นแหละท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน มาในพระบาลีมีอาทิว่า สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ บทนั้นมีอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏฺานํ (ปัฏฐาน) เพราะย่อมตั้งไว้ ความว่า ย่อมปรากฏ (ตั้งไว้) ย่อมก้าวไป แล่นไปแล้วเป็นไปอยู่ สตินั่นแหละตั้งไว้ (การตั้ง คือสติ) ชื่อว่า สติปัฏฐาน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า เป็นที่ระลึก ชื่อว่า อุปัฏฐาน เพราะอรรถว่า เป็นที่เข้าไปตั้งไว้ (เป็นที่ปรากฏ) สตินั้นด้วย ความปรากฏด้วย แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน ด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นความประสงค์ในที่นี้ (ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสติปัฏฐานนี้) ผิถามว่า เพราะเหตุไร จึงทำเป็นพหุวจนะว่า สติปฏฺานา เพราะสติมีมาก จริงอยู่ ว่าโดยประเภทของอารมณ์ สติเหล่านั้นมีมาก.
บทว่า กตเม จตฺตาโร (๔ ประการเป็นไฉน) เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา ถามตอบเอง.
บทว่า อิธ (ในธรรมวินัยนี้) คือในพระศาสนานี้.
บทว่า ภิกฺขุ (ภิกษุ) ชื่อว่า ภิกขุ (ภิกษุ) เพราะเห็นภัยในสงสาร.
ก็การพรรณนาความแห่งบทที่เหลือในคาถานี้ ท่านกล่าวไว้เเล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศ ในสุตมยญาณกถา.
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง เพราะเพื่อเป็นประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ เพราะเมื่อตัณหาจริต ทิฏฐิจริต สมถยานิก วิปัสสนายานิก เป็นไปแล้วโดยสองส่วนๆ (โดยทีละ ๒ อย่าง) ด้วยอำนาจอ่อนและกล้าแข็ง กายานุปัสสนาสติปัฏฐานอันหยาบเป็นทางหมดจดของผู้มีตัณหาจริตอ่อน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานอันละเอียดเป็นทางหมดจดของผู้มีตัณหาจริตกล้าแข็ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอันมีประเภทไม่ยิ่งเกินเป็นทางหมดจดของผู้มีทิฏฐิจริตอ่อน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอันมีประเภทยิ่งเกินเป็นทางหมดจดของผู้มีทิฏฐิจริตกล้าแข็ง สติปัฏฐานข้อที่ ๑ เป็นนิมิตควรถึงโดยไม่ยาก เป็นทางหมดจด (บริสุทธิ์) ของผู้เป็นสมถยานิกอ่อน สติปัฏฐานข้อที่ ๒ เป็นทางหมดจดของผู้เป็นสมถยานิกกล้าแข็ง เพราะไม่ดำรงอยู่ในอารมณ์หยาบ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 811
สติปัฏฐานข้อที่ ๓ มีอารมณ์ที่ถึงประเภทไม่ยิ่งเกิน เป็นทางหมดจดของผู้เป็นวิปัสสนายานิกอ่อน สติปัฏฐานข้อที่ ๔ มีอารมณ์ที่ถึงประเภทยิ่งเกิน เป็นทางหมดจดของผู้เป็นวิปัสสนายานิกกล้าแข็ง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ ไว้ไม่หย่อนไม่ยิ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง เพื่อละความสำคัญผิดว่า เป็นของงาม เป็นสุข เป็นของเที่ยงและเป็นตัวตน เพราะว่า กายเป็นของไม่งาม อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญผิดในกายนั้นว่า เป็นของงาม เพื่อละความสำคัญผิดนั้นของสัตว์เหล่านั้น ด้วยเห็นความเป็นของไม่งามในกายนั้น จึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่ ๑ อนึ่ง พระองค์ตรัสถึงทุกขเวทนาในเวทนาเป็นต้นที่สัตว์ถือว่า เป็นสุข เป็นของเที่ยง เป็นตัวตน พระองค์ตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ธรรมเป็นอนัตตา สัตว์ทั้งหลายยังมีความสำคัญผิดในสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นสุข เป็นของเที่ยง เป็นตัวตน เพื่อละความสำคัญผิดเหล่านั้นของสัตว์เหล่านั้นโดยแสดงถึงความเป็นทุกข์เป็นต้นในสิ่งนั้น พระองค์จึงตรัสสติปัฏฐาน ๓ ที่เหลือ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละความสำคัญผิดว่า เป็นของงาม เป็นสุข เป็นของเที่ยง เป็นตัวตน ด้วยประการฉะนี้ มิใช่เพื่อละความสำคัญผิดอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อละโอฆะ ๔ โยคะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๔ อุปาทาน ๔ และอคติ ๔ บ้าง เพื่อกำหนดรู้อาหาร ๔ อย่างบ้าง.
พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันนิเทศ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปวีกายึ (กองปฐวีธาตุ) คือธาตุดินในกายนี้ เพื่อสงเคราะห์ปฐวีธาตุทั้งหมด เพราะปฐวีธาตุในกายทั้งสิ้นมีมาก ท่านจึงใช้ กาย ศัพท์ ด้วยอรรถว่า เป็นที่รวม.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 812
แม้ในกองวาโยธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ท่านใช้กองผมเป็นต้นเพราะกองผมเป็นต้นมีมาก อนึ่ง บทว่า วักกะ (ไต) เป็นต้น นำมาสู่ศัพท์ว่า กอง เพราะมีกำหนดไว้แล้ว จึงไม่ใช้ กาย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านจึงไม่ใช้ กาย แห่งวักกะเป็นต้นนั้น.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า สุขํ เวทนํ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุขํ เวทนํ (สุขเวทนา) ได้แก่ สุขเวทนาทางกายหรือทางจิต. ทุกขเวทนาก็อย่างนั้น.
ส่วนบทว่า อทุกฺขมสุขํ เวทนํ (อทุกขมสุขเวทนา) ได้แก่ อุเขกขาเวทนาทางจิตเท่านั้น.
บทว่า สามิสํ สุขํ เวทนํ (สุขเวทนาเจืออามิส) คือโสมนัสเวทนาอาศัยเรือน ๖.
บทว่า นิรามิสํ สุขํ เวทนา (สุขเวทนาไม่เจืออามิส) ได้แก่ โสมนัสเวทนา อาศัยเนกขัมมะ ๖.
บทว่า สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ (ทุกขเวทนาเจืออามิส) ได้แก่ โทมนัสเวทนาอาศัยเรือน ๖.
บทว่า นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ (ทุกขเวทนาไม่เจืออามิส) ได้แก่ โทมนัสเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖.
บทว่า สามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ (อทุกขมสุขเวทนาเจืออามิส) ได้แก่ อุเบกขาเวทนาอาศัยเรือน ๖.
บทว่า นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ (อทุกขมสุขเวทนาไม่เจืออามิส) ได้แก่ อุเบกขาเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖.
บทมีอาทิว่า สราคํ จิตฺตํ (จิตมีราคะ) มีอรรถดังกล่าวแล้วในญาณกถา.
บทว่า ตทวเสเส ธมฺเม (ในธรรมที่เหลือจากนั้น) คือในธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือจากกาย เวทนา และจิตเท่านั้น.
อนึ่ง ในบททั้งปวง บทว่า เตน าเณน (ด้วยญาณนั้น) คือด้วยอนุปัสสนาญาณ ๗ อย่างนั้น.
อนึ่ง บทเหล่าใดมีอรรถมิได้กล่าวไว้ในระหว่างๆ ในกถานี้ บทเหล่านั้นมีอรรถดังได้กล่าวแล้วในกถานั้นๆ ในหนหลังนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสติปัฏฐานกถา