
อ.ณภัทร: กราบท่านอาจารย์ครับ ชีวิตประจำวันก็มีสิ่งที่มีจริงๆ เกิดขึ้นเป็นไปนะครับ กราบท่านอาจารย์ในความละเอียดในข้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ข้อ ๒๓ ครับ ผมขออัญเชิญมาเป็นบางข้อนะครับ
ข้อความกล่าวว่า ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย แค่นี้ครับ แค่นี้หมายความว่า คือเอาแค่ประโยคนี้ก่อนครับ เพราะว่าเป็นความละเอียดอย่างยิ่งเพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี่ครับ ยกตัวอย่างก็คือ เห็น เห็นในขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าพิจารณาไปก็พิจารณาว่า ที่เป็นภัยเพราะว่า นำมาซึ่งความเห็นผิดที่ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็ยึดถือเห็นที่เห็นว่าเป็นตัวตน แล้วก็นำมาซึ่งความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เป็นต้นครับ
เพราะฉะนั้น ความเกิดขึ้นของเห็น พิจารณาก็พอเห็นว่าเป็นภัย แต่ตามความเป็นจริงแล้วยังไม่ได้เห็นว่าเป็นภัยเลยจริงๆ ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ในความละเอียดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัยครับ
ท่านอาจารย์: มีใครทำให้เห็นเกิดไหม?
อ.ณภัทร: ไม่มีเลยครับ
ท่านอาจารย์: แต่เห็นเกิดแล้วใช่ไหม?
อ.ณภัทร: เห็นเกิดแล้วครับ
ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับใช่ไหม?
อ.ณภัทร: เกิดแล้วดับด้วยครับ
ท่านอาจารย์: ภัยอยู่ไหน?
อ.ณภัทร: นี่ครับ เห็นยากมากครับ
ท่านอาจารย์: ตรงนี่แหละที่เป็นภัย การเกิดดับ มีประโยชน์อะไร!! และใครก็ห้ามไม่ได้ ใครก็ยับยั้งไม่ได้
ตราบใดที่มีเหตุให้เกิดก็ต้องเกิดแล้วดับ ไม่มีสาระอะไรเลยทั้งสิ้นเพราะหมดแล้วดับแล้ว
เพราะฉะนั้น เป็นภัยที่ไม่รู้เลยว่า เห็นเดี๋ยวนี้ ประโยชน์อยู่ตรงไหน? แค่เกิดแล้วดับ โทษหรือภัย หรือเป็นประโยชน์!!
อ.ณภัทร: ต้องเป็นโทษ แต่ยังไม่เห็นโทษครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะเห็นโทษระดับไหน?
อ.ณภัทร: ไม่ใช่ระดับขั้นฟัง
ท่านอาจารย์: เป็นระดับไหน ระดับไหน เห็นไหม?
อ.ณภัทร: ต้องเป็นวิปัสสนาญาณครับ
ท่านอาจารย์: แล้ววิปัสสนาญาณระดับไหน เห็นไหม!! การแฝงไว้ซึ่งไม่ปรากฏเลยถูกกลบด้วยความไม่รู้และความติดข้อง ความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดมาในสังสารวัฏฏ์
เพราะฉะนั้น ต้องชี้โทษว่า ภัยจริงๆ ก็คือการเกิดดับ ห้ามไม่ได้ยับยั้งไม่ได้ เป็นไปแล้วไร้ประโยชน์ เกิดแล้วดับ
อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น ชีวิตประจำวัน เห็นก็เกิดดับๆ ได้ยินก็เกิดดับ คิดนึกก็เกิดดับ สัญญาก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลาครับ ปัญญาที่จะค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า สภาพธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งแล้วก็ยากครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำเผินไม่ได้ จนกว่าจะรู้อย่างนั้น ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นจะพูดทำไมให้รู้ ความลึกซึ้งอย่างยิ่ง การเกิดดับไม่ได้ปรากฏเลย ทั้งๆ ที่มีสิ่งนี้ แต่การเกิดของสิ่งนี้ และการดับไปของสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏ แล้วจะเห็นภัยได้อย่างไรว่าภัยทุกขณะ
อ.ณภัทร: ก็เป็นสิ่งที่พระองค์ย้ำเตือนว่า ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย แล้วก็ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ไม่เกิดจะดับได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่เกิดก็ไม่ดับครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเกิดดับ พอเกิดแล้วก็ดับหมด
อ.ณภัทร: ครับ ข้อความก็มีต่อไปครับว่า ความเป็นไปเป็นภัยครับ
ท่านอาจารย์: แน่ล่ะ ทีละหนึ่งขณะดับ มีอย่างอื่นสืบต่อทันทีไม่ว่างเว้นไม่หยุด ภัยไหม ไม่หยุดสักที?! ที่เกิดแล้วก็ดับเท่านั้นเอง
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น ภัยก็หมายถึงสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ว่ายังไม่เห็นความน่ากลัวยังไม่เห็นถึงอันตรายที่เกิดขึ้นแล้วเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะต้องเป็นปัญญาตามลำดับขั้น ขั้นฟัง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่มีอะไรดับ จะมีภัยไหม?
อ.ณภัทร: ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่มีอะไรดับ ก็ไม่มีภัยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เกิดและดับ เกิดมาทำไม!! เกิดมาให้น่ารำคาญหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ครับ แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งๆ นั้นเกิดครับ
ท่านอาจารย์: แน่นอน จนกว่าจะหมดปัจจัยที่จะทำให้เกิด จึงเกิดไม่ได้
อ.ณภัทร: ครับ แม้กระทั่งความเห็นผิด ก็ยังมีปัจจัยที่จะทำให้เห็นแล้วก็ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดครับ
ท่านอาจารย์: เริ่มเข้าใจว่า แต่ละหนึ่งนี่เป็นสิ่งที่เมื่อมีปัจจัยเท่านั้นจึงเกิดได้ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปเลย
อ.ณภัทร: ครับ ตรงนี้ก็ต้องเป็นปัญญาที่จะเห็นถูกต้องอย่างนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ปัญญา คือความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง
อ.ณภัทร: ครับ ผมขออนุญาติกล่าวข้อความต่อไปครับ เครื่องหมายเป็นภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัยครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีเครื่องหมายไหม? คุณณภัทรนี่แหละเครื่องหมายแล้ว ว่าเป็นคุณณภัทร!! แล้วหาซิ ตรงไหนเป็นคุณณภัทร?
อ.ณภัทร: จริงๆ ก็ไม่มี
ท่านอาจารย์: ก็นั่นแหละ เป็นภัยไหมล่ะ คิดว่ามีในสิ่งที่ไม่มี?
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ข้อความที่พระองค์ตรัสไว้เป็นปัญญาทั้งหมดเลยครับ ที่จะเห็นว่า ไม่มีเครื่องหมายนี่ครับปลอดภัย มีเครื่องหมายก็ยังเป็นภัยอยู่ เพราะว่ามีความเห็นผิดที่ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไตร่ตรอง แล้วก็เริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งจนถึงประจักษ์แจ้งอย่างที่ได้เข้าใจ
อ.ณภัทร: ครับ ข้อความแต่ละข้อความก็ไพเราะอย่างยิ่งครับ ข้อความต่อไปครับ ความประมวลมาเป็นภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัยครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ประมวลมาซึ่งอะไร?
อ.ณภัทร: ประมวลมาซึ่งความติดข้องความเห็นผิดครับ
ท่านอาจารย์: แล้วประมวลมาซึ่งกรรมที่ได้กระทำแล้วทำให้เกิดเห็นขึ้น ยับยั้งไม่ได้ แค่กระทำกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมสำเร็จ ประมวลมาซึ่งเห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้
อ.ณภัทร: ละเอียดลึกซึ้งมากเลยครับ ข้อความต่อไป ความสืบต่อเป็นภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัยครับ
ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับ แล้วก็เกิดแล้วดับต่อๆ กันไปไม่หยุด เมื่อไหร่จะหยุดสักทีหรือเปล่า? หรือก็เกิดไปอย่างนี้ ดับไปอย่างนี้เป็นภัย ทำไมจะต้องเกิดดับในเมื่อดับแล้วก็ไม่เหลืออะไร!! ก็ไม่ต้องเกิดสิ!!
อ.ณภัทร: ครับ ก็เป็นความสืบต่อทั้งวันทั้งชาติทั้งตลอดไปในสังสารวัฏฏ์เลยครับ ถ้าไม่มีความเข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: สืบต่อมานานเท่าไหร่ แค่นี้!! เห็นไหม ความไม่รู้ อกุศลทั้งหลาย
อ.ณภัทร: ครับ นานแสนนานครับ ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย อันนี้ก็คล้ายๆ ที่ท่านอาจารย์กล่าวนะครับ ก็ขอกล่าวถึงข้อความต่อไปนะครับว่า ความอุบัติเป็นภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ครับ ก็จะเหมือนกับการเกิดขึ้นเป็นภัยกับความไม่เกิดขึ้นก็ปลอดภัยครับ ความป่วยไข้เป็นภัย ความไม่ป่วยไข้ปลอดภัยครับ อันนี้ก็เข้าใจได้ครับ
ความตายเป็นภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความไม่ตาย นี่คือความละเอียดอย่างไรครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องเกิดไง จะตายได้อย่างไร?
อ.ณภัทร: ก็คือพระนิพพาน
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องเกิดแล้วจะตายได้อย่างไร ก็ต้องตายไม่ได้
อ.ณภัทร: ครับ ความเศร้าโศกเป็นภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย อันนี้ก็เป็นชีวิตประจำวันเพราะว่า บางวันก็มีความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจครับ ก็มีความเศร้าโศกในชีวิตประจำวัน ความไม่เศร้าโศกปลอดถัยแต่จะบังคับไม่ให้เศร้าโศกก็ไม่ได้ครับตรงนี้ครับ
ท่านอาจารย์: แต่รู้ได้เข้าใจได้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: รู้ได้เข้าใจได้ครับ
ท่านอาจารย์: ตอนรู้เข้าใจ เศร้าโศกหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ตอนรู้เข้าใจไม่ได้เศร้าโศกครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นไม่เศร้าโศก
อ.ณภัทร: ครับ ชีวิตประจำวันครับทุกข์กายก็มีบ้างเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับทางกายในความเจ็บปวดนี่ครับ ปัญญาควรจะรู้อะไรครับ?
ท่านอาจารย์: เมื่อสิ่งนั้นกำลังปรากฏ
อ.ณภัทร: เมื่อสิ่งนั้นกำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ทุกข์กายไม่ได้ปรากฏ แล้วจะไปเข้าใจทุกข์กาย แต่ทุกข์กายกำลังปรากฏ นั่นแหละ เป็นขณะที่สามารถจะเข้าใจถูกได้ในความเป็นทุกข์กายไม่ใช่อย่างอื่น
อ.ณภัทร: ขณะที่เดินเตะขาเก้าอี้อย่างแรง เจ็บจิ๊ดขึ้นมาอย่างนี้ครับ ขณะนั้นรวดเร็วมากเลยครับ
ท่านอาจารย์: เกิดแล้วทุกอย่างรวดเร็วอย่างนั้นทั้งหมด ไม่ใช่แต่เฉพาะตอนนั้น
อ.ณภัทร: ครับ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีปกติรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าขณะไหน ที่เพียงเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์: แล้วในชีวิตประจำวันด้วย มิเช่นนั้น ไม่ใช่ความจริง
อ.ณภัทร: สิ่งที่ได้ฟังที่ได้ศึกษานี่ครับ เป็นพื้นฐานเป็นปัจจัยจะทำให้ความเข้าใจของสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันค่อยๆ รู้ตรงขึ้นๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความรู้นี้ก็นำมาสู่การละคลายความติดข้องแต่น้อยมาก เพราะว่าปัญญาขั้นคิดขั้นไตร่ตรอง
เริ่มที่จะเห็นความเป็นธรรมที่ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
อ.ณภัทร: ครับ แม้แต่คำว่า ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงนี้ก็ละเอียด แล้วก็ลึกซึ้งจริงๆ ครับ เพราะยังไม่ปรากฏจริงๆ
แต่เมื่อปรากฏ ก็ต้องปรากฏกับความเข้าใจถูกที่มาจากการได้ยินได้ฟังการพิจารณาไตร่ตรองอยู่เป็นประจำครับ
ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งตามลำดับขั้น จะให้ขั้นต้นไปประจักษ์แจ้งการเกิดดับเป็นไปไม่ได้
อ.ณภัทร: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ เพราะว่าข้อความที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นสิ่งที่ไพเราะ แล้วก็ละเอียดลึกซึ้ง ควรค่าแก่การพิจารณาไตร่ตรองครับ
ท่านอาจารย์: แม้แต่ความโศกเศร้า ปัญญาตามลำดับต้องมีตั้งแต่ต้นใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ความโศกเศร้าเกิดแล้ว ใครก็ห้ามไม่ได้ และก็เป็นไปตามความโศกเศร้า รำพันต่างๆ ขณะนั้นเป็นธรรมทั้งหมด แต่ปัญญาก็สามารถจะเกิดขึ้นรู้ความจริง ความโศกเศร้าเป็นความโศกเศร้าไม่ใช่ใครเลย ลักษณะนั้นปรากฏให้เห็นว่า ไม่ใช่ใครไม่มีใคร เป็นธรรมที่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย
เห็นไหม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความโศกเศร้า ไม่โศกเศร้า ความปีติ ความยินดี ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับในขณะนั้น จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง
อ.ณภัทร: ครับ แต่ขณะนั้นก็สั้นแสนสั้นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิดดู!! หวังได้ไหม? ดับแล้วทั้งนั้น แต่ถ้าไม่รู้สิ่งที่เกิดแล้วโดยนิมิต ไม่ใช่ไปเจาะจงเฉพาะอันเดียว แต่ว่ากว่าจะเป็นสิ่งที่กระทบปรากฏให้รู้ได้ ต้องหลายขณะมาก เหมือนหลับตาไม่มีอะไรปรากฏ ทันทีกระทบหมดใช่ไหม ถ้าทีละอย่างด้วย แล้วปัญญาก็ต้องรู้จริงทีละหนึ่ง จึงจะปัดความที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปได้ทีละเล็กทีละน้อย
อ.ณภัทร: ครับ ก็มีอีกประโยคครับ ฟังท่านอาจารย์ก็เข้าใจในคำว่า อาจหาญ แล้วก็ร่าเริงในธรรมตรงนี้เลยครับ
ท่านอาจารย์: ไม่เดือดร้อนเลยว่า อะไรจะเกิด เกิดแล้วเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง มีเหตุจึงได้เกิด
อ.ณภัทร: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
ทุกข์กายเป็นผลของกรรม
การขัดเกลากิเลสเหมือนการจับด้ามมีด
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร: ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ