เราไม่ได้ไปเอาคำมาเรียน
โดย เมตตา  31 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52805

อ.กุลวิไล: เมื่อวานนี้ดิฉันก็นำข้อความธรรมเตือนใจ ซึ่งเป็นคลิปเสียงของท่านอาจารย์ ที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ปกติคือปัญญา ซึ่งก็เป็นประเด็นหนึ่งที่จะมากราบเรียนแล้วก็สนทนากับท่านอาจารย์ เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น เพราะว่าท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจระหว่าง ปกติกับผิดปกติ ค่ะ ซึ่งปกติ ก็คือเกิดแล้ว เพราะว่าขณะนี้ก็ต้องมีสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้ว ไม่ใช่ไปทำให้เกิด เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ปกติจริงๆ เกิดแล้วดับ ถ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริง ไม่มีทางรู้ว่า สิ่งที่เกิดแล้วดับ ก็ต้องรู้ด้วยปกติ

สำหรับผิดปกติ ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจว่า ขณะที่ไม่รู้ ค่ะ ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ที่คิดว่า ทำแล้วจะรู้

ดิฉันก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความละเอียดค่ะ เพราะว่า ทั้งหมดเป็นธรรม และธรรมก็เกิดแล้วเพราะปัจจัย ซึ่งก็คือความเป็นปกติของธรรม แต่แน่นอน ต้องรู้ได้ด้วยปัญญา แต่ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่อบรมปัญญารู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงถึงขั้นประจักษ์แจ้งการเกิดและดับของสภาพธรรม ก็จะไม่เห็นถึงการที่ธรรมเป็นปกติ แต่สำหรับผิดปกตินี่ซึ่งแม้แต่สภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรมก็เกิดดับ ซึ่งก็เป็นความเป็นไปของธรรมนั่นเอง คือทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม แต่ถ้าผิดปกติในที่นี้ ก็คือขณะที่ไม่รู้ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แล้วไปทำอะไรก็ไม่รู้ที่คิดว่า ทำแล้วจะรู้ มันก็ต้องมีการกระทำที่ออกไปทางกาย วาจา ด้วยความเห็นผิดด้วยนอกจากความไม่รู้

ดิฉันก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อเป็นการสอบถามอีกครั้งหนึ่งค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมคืออะไร?

อ.กุลวิไล: ธรรม คือสิ่งที่มีจริงค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เกิด มีไหม?

อ.กุลวิไล: ไม่มีค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เกิดแล้วเป็นเราหรือเป็นธรรม?

อ.กุลวิไล: ต้องเป็นธรรมแน่นอนค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ที่กำลังเป็นเรานี่ ปกติหรือเปล่า?

อ.กุลวิไล: ไม่ปกติค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า เข้าใจผิดจากความเป็นจริงเป็นปกติ หมายความว่า เป็นธรรมชนิดหนึ่งซึ่งจะเข้าใจถูกไม่ได้

อ.กุลวิไล: ค่ะ ก็คือถึงแม้ว่า ไม่ได้เข้าใจถูกจากความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นปกติของความไม่รู้ แต่ถ้าจะผิดปกติก็เพราะว่า ต้องมีการคิดว่าจะทำอะไรให้รู้ใช่ไหมคะ

ท่านอาจารย์: ก็เห็นผิด ไม่ใช่เห็นถูกตามปกติ

อ.กุลวิไล: ทำให้ดิฉันก็นึกถึงที่ฟังรายการแนวทางวิปัสสนา ก็มีหลายท่านมาสนทนากับท่านอาจารย์เรื่องดูลมหายใจ ที่เป็นการทำอานาปาณสติค่ะ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นถึงความผิดปกติค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอนค่ะ

อ.กุลวิไล: ค่ะ เพราะมีเราที่จะทำ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งปกติที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจในพระไตรปิฎก ท่านก็แสดงผู้ที่มีปกติมากเลยค่ะ แล้วก็โดยนัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพธรรมที่เป็นสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นการรู้สึกตัว ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ก็เพราะท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญญาก็ต้องตามลำดับขั้น แม้แต่การที่จะรู้ถึงความเป็นปกติของธรรมซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงปัญญาตามลำดับขั้น ถ้าขณะนั้นไม่เกิดก็คือขั้นฟังพร้อมหรือยัง? มากหรือยัง? คลายความหวังหรือยัง? ไม่ต้องไปทำเลยเพราะมีแล้ว ไปทำอะไรอีกไม่ต้องไปทำอะไร เป็นผู้มีปกติรู้สึกตัวทั่วพร้อมในสิ่งที่มี อะไรก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญญาขั้นฟังแน่นอน เพราะว่าถ้ารู้ถึงสภาพธรรมที่ปัญญาสามารถจะรู้สึกตัวทั่วพร้อมในสิ่งที่มี ซึ่งก็ถึงขั้นที่เป็นปฏิเวธะเลย

ดิฉันก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์เกี่ยวกับปัญญาขั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะ ที่เป็นสติสัมปชัญญะค่ะท่านอาจารย์ มีความแตกต่างกันอย่างไรคะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ไปเอาคำมาเรียน แต่ว่าตลอดตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพชาติมีสิ่งที่มี แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เพราะฉะนั้น เราจะไม่สามารถรู้ได้ตัวเอง เพราะมีผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ แล้วก็ได้ทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะถึงระดับนั้นเสมอเหมือนกับพระองค์ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเป็นผู้ที่ฟัง ใส่ใจให้ดี กำลังพูดถึงอะไร เข้าใจความจริงของสิ่งนั้นหรือเปล่า!!

เพราะฉะนั้น พูดถึงสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติทุกภพทุกภูมิไม่ว่าจะที่ไหน ซึ่งผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ได้ทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้ ไม่สามารถที่จะคิดได้ด้วยตัวเองเลย

เพราะฉะนั้น จึงต้องรู้ว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสให้คนอื่นได้รู้ เป็นสิ่งที่มีตามธรรมดาตามปกติทั้งหมด แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ตามธรรมดาเป็นอะไร!!

เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถที่จะเข้าใจลักษณะที่มีจริงตามปกติเดี๋ยวนี้ทุกขณะ ก็จะค่อยๆ รู้ว่า เราไม่ได้เอาชื่อมาฟังแล้วก็มาเรียนก่อน แต่รู้ว่า สิ่งที่กำลังมีนี่แหละ เมื่อไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ และไม่รู้ทุกขณะอย่างไร

เพราะฉะนั้น ต้องฟังทุกคำด้วยความเคารพสูงสุดว่าจริงไหม เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งอย่างนั้น จนกว่าจะถึงการประจักษ์แจ้งโดยฐานะของผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญาตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอบรมและเจริญจนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คนอื่นค่อยๆ เข้าใจตามฐานะตามความเป็นจริงที่สะสมมาซึ่งไม่มีวันจะถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่สามารถที่จะรู้ความจริงที่มีเดี๋ยวนี้ได้ตามพระองค์ได้ โดยฐานะของผู้ที่ฟังธรรมของพระองค์เป็นสาวก

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เอาคำมาพูด แต่เดี๋ยวนี้มีอะไร!! ค่อยๆ รู้ว่า นี่แหละ พระองค์ทรงตรัสรู้ทรงแสดง แต่ว่าในอีกภาษาหนึ่งซึ่งไม่ใช่ภาษาของแต่ละชาติซึ่งจะต้องมีภาษาของตน

เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจแต่ละคำที่พระองค์ตรัสในภาษาของตน และกล่าวถึงสิ่งที่มีทุกขณะ ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องไปหา หรือไปทำขึ้นเลย เพราะทำก็ไม่ได้ หาก็ไม่ได้ ผิดตั้งแต่ต้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ