ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๒
โดย khampan.a  29 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52176

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048384364e3c696.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๒

pic000762580ab446e2c.jpg?1774765990



*** ~ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังทำไม? ฟังเพื่อเข้าใจความจริง ฟังเพื่อรู้ว่ามีผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ในความลึกซึ้งของแต่ละคำ เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อรู้ความจริง ดีกว่าหลงไม่รู้ความจริงและคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอด***

~ ทุกท่านฟังพระธรรมเพื่ออะไร ต้องรู้จุดประสงค์ว่าเพื่ออะไร? ก็เพื่อปัญญา ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จะไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลยที่จะคิดที่จะรู้ที่จะเข้าใจธรรมได้ตามความเป็นจริง ก่อนฟังพระธรรม โลกของแต่ละคนเป็นโลกที่มืดด้วยอวิชชาไม่สามารถรู้ว่าสภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างไร

~ ต้องอาศัยการฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อน ปัญญาจึงจะกระทำกิจของปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าปัญญาไม่เกิด ไม่มีทางที่ใครจะดับกิเลสได้เลย

*** ~ มีใครเป็นที่พึ่งที่สูงสุดในชีวิตซึ่งไม่มีทางที่จะผิดเลย? ผู้นั้น คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเคารพในคำของพระองค์ที่ทรงแสดงเพื่อประโยชน์ทั้งหมดตลอด ๔๕ พรรษา คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อทุกคน***

~ ปัญญารู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ไม่มีเรา มีแต่ธรรมประเภทนั้นๆ ซึ่งเกิดขึ้น ธรรมฝ่ายดี ก็ให้ประโยชน์ ไม่นำโทษมาให้ ธรรมฝ่ายไม่ดี ก็นำแต่โทษมาให้ คำนึงถึงข้อนี้หรือเปล่าว่า ผลที่จะเกิดขึ้นข้างหน้ารออยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดได้ ทำเลย นี่เป็นความหวังดีจริงๆ เวลาไม่รอท่าเลย การจากโลกนี้ไปพร้อมเสมอที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ ก็ทิ้งสิ่งที่ผิด เป็นคนที่ตรงแล้วก็เริ่มเป็นผู้ที่ขัดเกลากิเลส

~ เข้าใจพระธรรมจากการฟัง ก็จะเป็นการสะสมให้ความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้น เพราะว่าใครก็ไม่สามารถทำให้ปัญญาเกิดขึ้นได้ นอกจากการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองจนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น

*** ~ ธรรมทั้งหมด ไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา คือ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้นเลย ไม่มีเรา เพราะเหตุว่า จะเป็นเราได้อย่างไร เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้ไปทำให้เห็นเกิดขึ้น แล้วเห็นก็ดับ ไม่ให้ดับก็ไม่ได้ พอได้ยินเกิด จะไม่ให้ได้ยินก็ไม่ได้ ก็แสดงว่า แสดงความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาทั้งหมด***

~ ภัยใหญ่คือไม่รู้ความจริง หลงยึดถือสิ่งที่ดับไปหมดแล้วว่ายังมีอยู่ และยังเป็นเรา พอที่จะเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำของพระองค์ที่ตรัสถึงสิ่งที่มีทุกขณะ เป็นสิ่งที่เริ่มเข้าใจถูกได้ จนถึงวันหนึ่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ตามที่พระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ทุกคำเพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เริ่มปลูกฝังความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง

~ วันนี้จะมีใครตายบ้างไหม? มีแน่ ขณะนั้นเพียงสมมติว่าตาย เพราะทันทีที่จิตขณะสุดท้ายดับ ที่เราใช้คำว่าตาย เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดต่อทันที เหมือนเดี๋ยวนี้เลย แต่ไม่ใช่คนนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นคนนี้ตราบเท่ายังมีชีวิตอยู่ ที่ยังไม่ตาย และหลังจากตายแล้ว จะเป็นคนนี้ต่อไปไม่ได้เลย แต่ก็ยังต้องมีการเกิดต่อไปอีก เป็นอีกคนหนึ่งต่อไปอีก เป็นอีกคนต่อไปอีก ไม่ใช่คนเก่า เพราะฉะนั้น ตายอย่างนี้ที่เข้าใจกัน ก็เป็นสมมติมรณะ

~ ก่อนที่กิเลสอื่นๆ จะดับหรือละคลายลงไปได้ ต้องดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลเสียก่อน เพราะฉะนั้น ต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมให้เราได้ศึกษาซึ่งเราก็จะได้ศึกษาและน้อมประพฤติปฏิบัติตามเท่าที่จะเป็นไปได้ตามกำลังของปัญญา

~ เห็นคุณค่าของการเป็นผู้มีจิตเหมือนผ้าเช็ดธุลีไหม มีความอ่อนน้อม ไม่มีมานะ ไม่มีความสำคัญตน ถ้าเป็นผ้าเช็ดธุลีได้เสมอๆ ก็เป็นความสบายใจ ไม่ว่าใครจะประพฤติต่อท่านด้วยกาย วาจาอย่างไร ไม่เดือดร้อนเลย เพราะไม่ถือตนว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญ

~ ควรที่จะเห็นคุณอันประเสริฐยิ่งของปัญญาและอบรมให้มากขึ้น อย่าหวังสิ่งอื่นเลย เพราะว่าไม่สามารถดับกิเลสได้ ถ้าเป็นการหวังในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย) ก็ยิ่งเพิ่มความต้องการ เพิ่มกิเลส เพราะฉะนั้น ควรที่จะขวนขวายในการเจริญปัญญาให้มากที่สุดที่จะกระทำได้

~ ถ้าทุกคนค่อยๆ อดกลั้นทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งจะปรากฏลักษณะเป็นผู้ที่มีความอดทนต่อสถานการณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจาของคนอื่นหรือในเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะหนาว จะร้อน จะลำบาก จะไม่บ่น ซึ่งแสดงถึงความอดทน แต่ถ้าเริ่มบ่นสักนิดหนึ่ง ก็น่าจะระลึกแล้วว่า อดกลั้นสิ่งทั้งปวง มีสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาหรือเปล่า?

~ อกุศลทั้งหลายจะละหมดได้ก็ต่อเมื่อปัญญารู้อกุศลนั้นตามความเป็นจริง ถ้าเห็นว่าอกุศลเป็นอกุศล ขณะนั้นเป็นปัญญาซึ่งย่อมจะเห็นว่าน่ารังเกียจ เป็นโทษ และปัญญาขั้นต่อไป ก็คิดที่จะละคลายอกุศลที่น่ารังเกียจนั้นให้เบาบาง

*** ~ ใครก็ตามที่เป็นคนไม่ดี ก็คือนามธรรมที่สะสมมาในทางอกุศลจนกระทั่งสามารถกระทำอกุศลกรรมนั้นๆ ที่น่ารังเกียจ ซึ่งบุคคลที่เจริญเมตตาแล้วสามารถเมตตาในบุคคลนั้นแทนที่จะมีโทสะในบุคคลนั้นได้***

~ ถ้าโกรธไม่พอใจดูหมิ่นคนชั่วหรือคนที่ทำไม่ดี ในขณะนั้นจิตเป็นอกุศล จิตของท่านเองก็เท่ากับคนอื่นที่ไม่ดี เพราะเหตุว่าดูหมิ่นคนที่เป็นอกุศล ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นพระธรรมเพียงเล็กน้อยสั้นๆ แต่ก็สามารถที่จะทำให้เป็นผู้มีสัมปชัญญะเพิ่มขึ้น และรู้สภาพของตนเองขึ้นว่าควรที่จะเจริญกุศลเพิ่มขึ้นด้วย

~ ทางเดียวที่จะทำให้อกุศลเบาบางได้ คือ เป็นผู้ที่ขยันไม่เกียจคร้านในการกุศลทั้งปวงที่สามารถจะกระทำได้ บางท่าน เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็เกิดเสียดายโอกาสของกุศลที่ควรจะได้กระทำ แต่ไม่ได้กระทำ เพราะว่าขณะนั้นเป็นผู้ที่ย่อหย่อนเกียจคร้านในกุศล เพราะฉะนั้น ควรที่จะระลึกถึง "วิริยบารมี"

~ กุศลเป็นกุศล จะเป็นอกุศลไม่ได้ อกุศลเป็นอกุศล ไม่ว่าจะเป็นของท่านเอง หรือของใครก็ตาม เป็นกุศลไม่ได้

*** ~ สิ่งที่เกิด ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น มีความมั่นคงแค่ไหนที่จะไม่เดือดร้อนกับทุกเหตุการณ์ซึ่งเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ใครจะไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น คำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทำให้แช่มชื่น พ้นจากความเดือดร้อนได้***

~ มีใครหรือเปล่า มีเราหรือเปล่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า? มีแต่ธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใคร ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๑


pic000762579747d4f1b.jpg?1774765990

pic00790064ceaa028a.jpg

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย jaturong  วันที่ 29 มี.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย swanjariya  วันที่ 29 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 3    โดย mammam929  วันที่ 29 มี.ค. 2569

น้อมกราบบูชาพระรัตนตรัย

กราบบูชาท่านอาจารย์สุจินต์ในเมตตาจิตแสดงคำจริงอยู่เนืองๆ

กราบยินดีในคุณความดีทุกประการค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย มังกรทอง  วันที่ 29 มี.ค. 2569

น้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ


ความคิดเห็น 5    โดย มังกรทอง  วันที่ 29 มี.ค. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา


ความคิดเห็น 6    โดย chatchai.k  วันที่ 29 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 7    โดย shsso2551  วันที่ 30 มี.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ