
อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์คะ ได้ฟังเรื่องของ การอยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริง ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นเพียงแต่ปรากฏ แต่ว่า สิ่งที่ปรากฏนี่รวดเร็ว ท่านอาจารย์กล่าวถึงความรวดเร็ว ยังไม่ลึกซึ้งรวดเร็ว ท่านอาจารย์บอกว่าพอลืมตาไม่ใช่สีเล็กๆ แต่ ปรากฏมากมายมหาศาลเป็นรูปร่างสัณฐานเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขอกราบความเข้าใจเพราะว่า มันมั่นคงในสิ่งที่เป็นรูปร่างสัณฐานในสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏ แต่ไม่ได้มั่นคงว่า มันเป็นจุดเล็กๆ ที่เกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว กราบความละเอียดท่านอาจารย์ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มตรงต่อความเป็นจริง จักขุปสาทะเล็กไหม?
อ.ชุมพร: เล็กค่ะ
ท่านอาจารย์: สิ่งที่จะกระทบได้ เล็กหรือใหญ่?
อ.ชุมพร: ก็ต้องเล็กเช่นเดียวกันค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วก็ต้องทีละอย่างด้วยใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ทีละหนึ่งขณะค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะปรากฏรวมกันเป็นโต๊ะ เก้าอี้ได้ไหม?
อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริงใช่ไหมว่า ขณะนี้โลกกำลังแตกทุกขณะ เพราะ เกิดดับๆ ไม่มีอะไรเหลือเลย แต่เขาสืบต่อกันจนไม่ปรากฏว่า ขณะนี้สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้ว
อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์กล่าวถึง สีเล็กๆ กระทบกับจักขุปสาทะที่เล็ก ขณะนั้นที่กระทบกันก็เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้นใช่ไหม?
ท่านอาจารย์: ๑ ขณะใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ๑ ขณะค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วทำไมถึงเยอะอย่างนี้!! เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ รวดเร็วปานใด ปกปิดความจริงแค่ไหน?
อ.ชุมพร: เร็วเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่าพูดถึงความเร็ว เหมือนเราพูดว่ามันเร็ว แต่ความซาบซึ้งที่จะรู้ว่ามันเกิดจากจุดเล็กๆ จนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานให้เข้าใจผิดว่า สิ่งนั้นมีจริงๆ นี่ยากที่จะเข้าใจค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ๑ ขณะสั้นแค่ไหน?
อ.ชุมพร: สั้นมากค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ๑ ขณะ เห็น สั้นแค่ไหน?
อ.ชุมพร: ค่ะ สั้นเกินประมาณค่ะ
ท่านอาจารย์: สว่างเล็กน้อยแค่ไหน?
อ.ชุมพร: ก็ต้องสว่างเล็กน้อยจริงๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วก็ทางอื่นมืดหมด แล้วปรากฏอย่างนั้นหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: ไม่ปรากฏค่ะ
ท่านอาจารย์: แปลว่า อยู่ในโลกของความไม่รู้แค่ไหน!!
อ.ชุมพร: ค่ะ ฉะนั้น ที่ใช้คำว่า ความไม่รู้กับความติดข้องฉาบทาทุกขณะที่เขากระทบกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เป็นสัจจธรรมหรือเปล่า? อริยสัจจธรรมที่ ๒
อ.ชุมพร: ฉะนั้น เมื่อเห็นแล้วไม่สามารถที่จะเข้าใจละเอียดถึงความรวดเร็ว ก็ต้องอาศัยแต่ละคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงลวงอย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้นะคะ
ท่านอาจารย์: แน่นอน เพราะไม่รู้
อ.ชุมพร: ในเมื่อความติดข้องความไม่รู้ และความยึดมั่นว่า สิ่งนี้มีจริงๆ มากมายมหาศาล การฟัง แล้วกล่าวว่าสิ่งนี้ที่ปรากฏนี่เป็นคนเป็นสัตว์นี่ไม่มีจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไถ่ถอนยากจริงๆ ค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แต่ว่า ความจริงเป็นอะไรล่ะ ก็ต้องตรงใช่ไหม?
๑ ขณะจิตเกิดแล้วดับ มีสิ่งที่กระทบตาเพียงหนึ่ง แต่ไม่ได้ปรากฏอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้น ความจริงปรากฏกับปัญญา ไม่ใช่ปรากฏกับความไม่รู้
เริ่มฟังเริ่มคิดว่า จริงหรือเปล่าแค่นี้ ตรงต่อความเป็นจริงไหมทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า สัจจบารมี อธิฐานบารมี ไม่ใช่แค่เล็กน้อยแต่ต้องมากปานใดจึงจะเป็นบารมีได้ จนกว่าจะสมบูรณ์บริบูรณ์ประจักษ์แจ้งความจริงได้เพราะบารมี
อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์กล่าวถึงความมั่นคง อธิฐานบารมี ฉะนั้น เวลาที่สีเล็กๆ กระทบกับจักขุปสาทะ ความหวั่นไหวด้วยความไม่รู้ และความติดข้องเกินประมาณนะคะท่านอาจารย์ที่ขั้นการฟังเล็กๆ น้อยๆ สามารถจะไถ่ถอนได้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงละหนทางผิดที่จะไปทำอะไรให้รู้ แต่รู้ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจเลยจะรู้ความจริงนี้ไหม? แม้ว่ารู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ยังอีกไกลไหมกว่าจะค่อยๆ ถึงลักษณะของสภาพธรรมทีละหนึ่ง จึงรู้ว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ
อ.ชุมพร: ก็ทีละหนึ่งจะปรากฏก็ไกลอย่างยิ่งนะคะ
ท่านอาจารย์: รู้อย่างนี้เป็นเหตุให้ละใช่ไหม? ไม่หวังล่ะ!! จะหวังได้อย่างไร!! นอกจากปัญญาค่อยๆ เพิ่มขึ้นความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะมั่นคงเป็นอริยสัจจธรรมรอบที่ ๑
อ.ชุมพร: ค่ะ ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์ ขณะนั้นก็มีความเข้าใจจากขั้นการฟังว่า สิ่งนั้นไม่มีจริงๆ เช่นนั้นหรือคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จริงหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: ค่ะ ขั้นการฟังก็ไม่มั่นคงค่ะ หวั่นไหวทุกอย่าง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องคิดอีกว่า จริงหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: จริงหรือเปล่า? ท่านอาจารย์ถามคำนี้ ทำให้ถามตัวเองว่า จริงหรือเปล่า? ตอบว่า ไม่เชื่อว่าเป็นจริงเช่นนั้น
ท่านอาจารย์: แปลว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรเกิดดับ?
อ.ชุมพร: ค่ะ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรเกิดดับ จะมีอะไรปรากฏไหม?
อ.ชุมพร: ไม่มีแน่ๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไรปรากฏ หรือไม่มีอะไรปรากฏ?
อ.ชุมพร: มีสิ่งหนึ่งปรากฏ
ท่านอาจารย์: สิ่งนั้นเกิดหรือเปล่า?
อ.ชุมพร: เกิดค่ะ
ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับไหม? ถ้าไม่ดับ จะไม่มีสิ่งอื่นเลยทั้งสิ้น นี่ค่ะ กว่าจะปลูกฝังความเข้าใจถูกให้มั่นคงเป็นบารมีที่มั่นคงไม่เปลี่ยนว่า ความจริงรู้ยาก แต่ใครก็เปลี่ยนความจริงนี้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อความจริง ยิ่งขึ้นๆ ๆ ๆ จึงสามารถจะค่อยๆ รู้ว่า ความจริงเปลี่ยนไม่ได้
อ.ชุมพร: ค่ะ ขอกราบแทบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ ที่ท่านอาจารย์ให้คำที่สะกดความมั่นคงว่า ต้องมีสิ่งที่เกิดแล้วสิ่งที่ดับ ถ้าไม่มีสิ่งที่เกิดและดับอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ที่จะปรากฏเป็นคนสัตว์มาไม่ได้ เป็นเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น นี่เป็นบารมี
อ.ชุมพร: ค่ะ ค่อยๆ มั่นคงขึ้นค่ะ แต่ละคำ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น บารมีอีกนานไหมกว่าจะรู้ยิ่งขึ้นตามลำดับขั้น?
อ.ชุมพร: นานมากนานทีเดียวค่ะ
ท่านอาจารย์: นั่นล่ะ.. ละความหวัง ละความต้องการ เพราะรู้ว่าไม่ใช่เพราะต้องการ แต่เพราะเข้าใจขึ้นเท่านั้น
อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ ฉะนั้น เมื่อเห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขั้นการฟังขั้นที่สนทนานี่ค่ะ ก็จะเป็นปัจจัยให้ค่อยๆ ระลึกว่า สิ่งนี้ไม่มีอยู่จริง แค่เพียงปรากฏแล้วก็เกิดดับเท่านั้นเองค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อตามความเป็นจริงว่า ไม่มีเราไม่มีอะไรเลย แต่มีธรรมที่เกิดเพราะมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดปัจจัยเมื่อไหร่ก็เกิดอีกไม่ได้เลย
อ.ชุมพร: ค่ะ ยังมีปัจจัยให้ยังต้องถูกความไม่รู้ และความติดข้อง และความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดฉาบทาอีก มั่นคงก็ต้องทีละเล็กทีละน้อยที่จะได้รับคำแนะนำที่จะค่อยๆ มั่นคงขึ้น กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงประเสริฐเหนือสิ่งใดใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ค่ะ หาไม่ได้ค่ะท่านอาจารย์ ประเสริฐที่สุด และแต่ละคำที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงค่ะ
ท่านอาจารย์: เอาสิ่งใดมาแลก ยอมไหม?! ทรัพย์สินเงินทองชื่อเสียงเกียรติยศ รูปสมบัติอะไรๆ ทั้งสิ้น แล้วไม่เข้าใจไม่รู้ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ กับแม้เพียงได้เข้าใจ ก็เหนือกว่าทรัพย์สินใดๆ ชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ ทั้งหมด ไม่มีอะไรเปรียบได้กับความเข้าใจถูก
อ.ชุมพร: ก็เป็นสิ่งที่เลอค่าที่สุดสำหรับผู้ที่ได้เห็นความอัศจรรย์ของปัญญาที่จะค่อยๆ รู้ความจริงที่จะค่อยๆ ไถ่ถอนความไม่รู้ ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่จะเลอค่าเท่ากับการที่ได้รู้ความจริงค่ะ กราบท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เปรียบเทียบได้เลย รูปสมบัติเท่าไหร่ เพียงลอกหนังออกเป็นไง เอาไหม?! ชื่อเสียงก็แค่ผ่านหู จบแล้ว!! ทรัพย์สมบัติก็อยู่ไหนล่ะถ้าไม่คิดถึง
เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรประเสริฐเท่ากับขณะที่สามารถรู้ความจริง จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งความจริงได้โดยการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพื่อเข้าใจความเป็นจริงซึ่งประเสริฐสุด รัตนตรัย
อ.ชุมพร: ก็เป็นความซาบซึ้งมากๆ ค่ะ ทุกครั้งที่จะขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ก็จะค่อยๆ ปีติซาบซึ้ง เพราะว่า มีเริ่มที่จะสะสมความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นค่ะ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ