มารดาเหมือนกระท่อม [กุฏิกาสูตร]
โดย พุทธรักษา  16 ต.ค. 2552
หัวข้อหมายเลข 13987

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 97-99

กุฏิกาสูตร

ว่าด้วยมารดาเหมือนกระท่อม เป็นต้น

[๔๐] เทวดากล่าวว่า กระท่อมของท่านไม่มีหรือรังของท่านไม่มีหรือ เครื่องสืบต่อของท่านไม่มีหรือ ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกหรือ

[๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละ เครื่องสืบต่อของเราไม่มีแน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก

[๔๒] เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นกระท่อม ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นรัง ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นเครื่องสืบต่อข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นเครื่องผูก

[๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านกล่าวมารดาว่า เป็นกระท่อมท่านกล่าวภรรยาว่า เป็นรังท่านกล่าวบุตรว่า เป็นเครื่องสืบต่อท่านกล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องผูกแก่เรา เทวดาฟังพระดำรัสแล้ว ชื่นชมอนุโมทนาว่า ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มีดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก

อรรถกถากุฏิกาสูตร

วินิจฉัยในกุฏิกาสูตรที่ ๙ ต่อไป :-

บทว่า กจฺจิ เต กุฏิกา เป็นต้น อธิบายว่า เทวดานี้ ประมวลปัญหาเหล่านี้ มาผูกเป็นคาถา โดยกระทำมารดา ให้เป็นดังกระท่อมเพราะหมายเอาการอยู่ในท้อง ๑๐ เดือน กระทำภรรยาให้เป็นดังรัง (รังนก) ด้วยอำนาจแห่งความอาลัยเหมือนพวกนก เที่ยวหาอาหารตลอดวันแล้วก็มาเกาะอยู่ในรัง ในเวลาราตรี ฉันใดสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกันแม้จะไปในที่นั้นๆ แล้วก็ย่อมมาสู่สำนักแห่งมาตุคามกระทำบุตรทั้งหลายให้เป็นดังเครื่องสืบต่อเพราะหมายเอา การสืบต่อตระกูลและประเพณี แล้วจึงทูลถามกะพระผู้มีพระภาคเจ้า

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหาแก่เทวดานั้น จึงตรัสคำว่า ตคฺฆ เป็นต้น แปลว่าแน่ละ กระท่อมของเราไม่มีแน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละ เครื่องสืบต่อของเราไม่มีแน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาต ในคำโดยส่วนเดียว

บทว่า นตฺถิ ได้แก่ ละได้แล้ว เพราะความที่เราเป็นบรรพชิต อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ไม่มีเพราะไม่มีการอยู่ในท้องของมารดาในวัฏฏะอีก ไม่มีการเลี้ยงดูภรรยา ไม่มีการเกิดขึ้นแห่งบุตร. เทวดาดำริว่า ปัญหาอันไม่เปิดเผย ที่เราผูกดุจมัดไว้ แล้วทูลถามและสมณะนี้ ก็วิสัชนาปัญหาสักว่าอัน เราถามแล้วทีเดียวพระองค์จะทรงทราบอยู่ ซึ่งอัธยาศัยของเราหรือไม่หนอ จึงตรัสแก้แล้ว หรือว่า พระองค์ไม่ทรงทราบคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตรัสแล้วเพียงคล่องปาก ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า กินฺตาหํ เป็นต้นอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺตาหํ แก้เป็น กึ เต อหํ แปลว่าข้าพเจ้า (กล่าว) กะท่านว่าอะไร

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสบอกแก่เทวดานั้นจึงตรัสคำว่า มาตรํ เป็นต้น แปลว่าท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อมท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องผูกแก่เรา

เทวดาฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ยินดีชื่นชมอนุโมทนา ด้วยคาถาว่า สาหุ เต เป็นต้น แปลว่าดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มีดีจริง เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ดังนี้ร่าเริงยินดี แล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอมและดอกไม้ทั้งหลายแล้วไปสู่เทวสถาน ดังนี้แล

จบ อรรถกถากุฏิกาสูตร ที่ ๙

ขออนุโมทนาขออุทิศกุศลแด่คุณพ่อ คุณแม่และ สรรพสัตว์.



ความคิดเห็น 1    โดย wannee.s  วันที่ 17 ต.ค. 2552

สุขอื่นที่ยิ่งกว่านิพพานไม่มีค่ะ


ความคิดเห็น 2    โดย suwit02  วันที่ 19 ต.ค. 2552

สาธุ


ความคิดเห็น 3    โดย michii  วันที่ 26 ต.ค. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย chatchai.k  วันที่ 23 พ.ย. 2563

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น