ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๖
โดย khampan.a  13 ก.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53103

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483866f1122435.jpg?v=1787909972

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๖

pic000762628c0d9d8b2.jpg?v=1789256291



~ กัลยาณมิตรสูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม มีใครจะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่สามารถคิดเองและเข้าใจเองได้ แม้ว่าขณะนี้ก็กำลังมีอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้เลย ด้วยเหตุนี้กัลยาณมิตรก็คือผู้ที่เหนือกว่ามิตรธรรมดา สูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากให้ปัญญาก็ยังให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วย เพราะเหตุว่าเมื่อมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาเป็นสภาพที่มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่มีปัญญาความเห็นถูก ความคิดต่างๆ จะถูกไหม? (ถูกต้อง) เป็นไปตามปัญญา
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)



~ ไม่มีใครที่จะเปรียบเสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระปัญญาคุณซึ่งทำให้ทรงดับกิเลสถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ รู้ว่าคนอื่นไม่สามารถที่จะดับกิเลสซึ่งมีมากยากแสนยากที่จะดับได้ แต่ก็มีหนทางที่จะดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้นั้นก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรมไว้ดีแล้ว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 845)



~ ต้องอาศัยการฟังเรื่องของนามธรรม ของรูปธรรม และรู้ว่ามีนามธรรมและรูปธรรมกำลังปรากฏ และสติก็ระลึกได้ จึงระลึกรู้ในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จนกระทั่งรู้ในลักษณะที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของนามธรรมนั้นๆ ของรูปธรรมนั้นๆ นี่คือลักษณะของสติ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 291)



~ ผู้ที่ได้ตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงจนหมดสิ้นกิเลส แม้กิเลสอย่างละเอียดซึ่งเป็นอนุสัยก็ไม่มี เมื่อบุคคลอื่นพยายามที่จะขัดขวางด้วยการกระทำทั้งที่น่ายินดีและน่ายินร้ายต่างๆ บุคคลผู้ไม่มีกิเลส ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะเหตุว่าได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 298)



~ ทุกอย่างเป็นธรรม ถ้าท่านพิจารณาละเอียดขึ้น ท่านจะไม่เกิดอกุศลจิตมาก เพราะเหตุว่าการร้องไห้ก็ดี การเศร้าโศกก็ดี เป็นอกุศลจิต กำลังเศร้าโศกกำลังร้องไห้ จิตใจไม่ผ่องใส อะไรทำให้จิตไม่ผ่องใส ก็เพราะยังมีกิเลสอยู่ จึงทำให้มีความโศกเศร้ามีการร้องไห้มีความเสียดายเกิดขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 217)



~ ถ้าท่านมีสมบัติ และสมบัตินั้นหมดไป รู้สึกเดือดร้อนมาก เป็นผู้ที่ไร้สมบัติเสียแล้ว แต่ตราบใดที่ท่านเป็นผู้ที่เจริญด้วยปัญญา ย่อมดีกว่าการที่ท่านจะยังคงมีทรัพย์สมบัติมาก แต่ว่าเป็นผู้ที่ไร้ปัญญา หรือว่าเป็นผู้ที่เสื่อมจากปัญญา ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้ฟังจะพิจารณาว่าการเสื่อมอย่างไหนเป็นการเสื่อมที่ชั่วร้ายที่สุด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 218)



~ การที่จะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ สุข ได้โภคสมบัติ ทรัพย์สมบัตินั้น เป็นผลที่มาจากเหตุที่ได้กระทำแล้ว การที่จะเสื่อมจากลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โภคสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ก็ต้องเป็นผลที่มาจากเหตุที่ได้กระทำแล้วเช่นกัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เมื่อมีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ผลก็ย่อมมี ทั้งได้ลาภ ทั้งเสื่อมลาภ ทั้งได้ยศ ทั้งเสื่อมยศ ทั้งได้สรรเสริญ ทั้งได้นินทา ทั้งได้สุข ได้ทุกข์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 218)



~ สติเกิดน้อย เพราะเหตุว่าหมกมุ่มเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ถ้าใคร่ในธรรม ฟังธรรมบ่อยๆ จะทำให้ละคลายการที่หมกมุ่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะลงได้ ต้องเป็นผู้ที่ใคร่ต่อธรรมจริงๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 186)



~ ถ้าไม่มีความเห็นชอบ อกุศลธรรมย่อมเกิดอยู่เรื่อยๆ มีความติด มีความยึดมั่นเหนียวแน่นในตัวตน ในสัตว์ ในบุคคล ในเรา ในเขาอย่างเต็มที่ทีเดียวตามความเห็นผิด ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ถ้ามีความเห็นถูกเกิดขึ้น และเจริญพอกพูนขึ้น อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด เพราะมีความเห็นถูกเกิดขึ้นแล้วหรือแม้อกุศลธรรมที่เกิดแล้ว ย่อมเสื่อมไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 228)



*** ~ เรื่องทุกเรื่องในพระไตรปิฏก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคลที่กระทำอกุศลกรรม ก็เป็นอนุสติเตือนให้ท่านผู้ฟังเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท โลภะยังมี โทสะยังมี โมหะยังมี อิสสายังมี อกุศลธรรมอื่นยังมี วันหนึ่งจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านกระทำกรรมที่เป็นอกุศลกรรม ที่จะทำให้ไปสู่นรกขุมต่างๆ และได้รับความทุกข์ทรมาน***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 254)



~ เป็นความจริงที่จะต้องจาก ที่จะพลัดพรากไป หมดสิ้นด้วยความตายในชีวิตนี้ขณะนี้ท่านก็พอจะระลึกได้ว่าผู้เป็นที่รักเหล่านั้น ใครจากพรากไปบ้างแล้วและหายไปไหน ไม่เหลือเลย เหลือแต่เยื่อใย หรือว่าความผูกพันซึ่งก็จะเป็นความผูกพันเป็นความติดข้อง เป็นโลภะ เป็นสภาพธรรมที่เพิ่มขึ้นจากภพหนึ่งชาติหนึ่งเรื่อยๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 287)



~ ควรที่จะพิจารณาว่ามีความหวั่นไหวมากน้อยเท่าไรในความยินดียินร้ายในโลกธรรม ทั้งฝ่ายอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ซึ่งถ้าไม่ประจักษ์สภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่จะไม่หวั่นไหวเป็นไปได้ไหม ที่จะไม่ให้เกิดโลภะ ไม่ให้เกิดโทสะ ไม่ให้เกิดโมหะ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทั้งหลายนั้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 298)



*** ~ ปัญญาเห็นถูกต้อง ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ปัญญานั่นเองก็จะรู้ว่าควรจะอบรมเจริญสิ่งใดให้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญญาแล้ว ความดีทั้งหลายก็เจริญขึ้น ความไม่ดีทั้งหลายก็ลดน้อยลงจนไม่เหลือได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 848)



*** ~ คนที่เราโกรธไม่เดือดร้อน แต่ผู้โกรธนั่นแหละเดือดร้อน เพราะฉะนั้น อะไรทำให้เดือดร้อน ไม่มีใครทำให้ใครเดือดร้อนได้นอกจากกิเลสของตนเอง เพราะฉะนั้น กิเลสก็คือความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอกุศลเรื่อยๆ แล้วจะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ไหม? เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการที่จะเป็นกุศล มิเช่นนั้นแล้วก็เป็นอกุศล***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 841)



~ การฟังธรรม ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อชื่อเสียง หรือเพื่ออะไรทั้งสิ้น แต่เพื่อมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้อง ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา เพราะฉะนั้น ไม่เผินเลย แม้ทรงแสดงสิ่งที่มีจริงในแต่ละวันตั้งแต่เกิดจนตาย รู้แค่ไหน รู้หรือยัง ถูกต้องตามความเป็นจริงตามที่ได้ยินได้ฟังมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่บุคคลนั้นเป็นผู้รู้เอง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 564)



~ น่าสงสารไหมถ้าเขาทำกรรมที่เป็นทุจริต และถ้าเราทำกรรมที่ทุจริต ก็เหมือนกัน เพราะเหตุว่าเป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด อกุศลจิตเกิดเพราะอกุศลเจตสิก เป็นศัตรู ไม่ใช่มิตร ทุกกาล ไม่ว่าเมื่อไร ขณะไหน จะเปลี่ยนโลภะ โทสะ โมหะให้เป็นมิตรไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้ามีความติดข้องต้องการก็เป็นเหตุให้ขวนขวายแสวงหากระทำทุจริตต่างๆ ซึ่งก็เป็นอกุศลกรรม เมื่อเป็นอกุศลกรรม ก็เป็นภัยที่มองไม่เห็น เพราะเหตุว่ายังไม่ได้นำมาซึ่งผลของกรรมนั้น แต่มองไม่เห็นว่าขณะนั้นมีภัยที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงกาลที่จะเกิด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 545)



~ ไม่เข้าใจขณะไหนก็จริง กำลังไม่เข้าใจจะให้เป็นเข้าใจได้อย่างไร และขณะที่เข้าใจก็ไม่ใช่ขณะที่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ขณะที่ไม่เข้าใจก็เป็นธรรม ขณะที่เข้าใจก็ต่างกับธรรมที่ไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่สามารถเข้าใจ ด้วยเหตุนี้ปัญญาเป็นอีกชื่อหนึ่งของวิชชาหรือความเห็นถูก ตรงกันข้ามกับโมหะหรืออวิชชา ทั้งหมดเป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงว่าเป็นธรรมทั้งหมด และไม่ใช่ของใคร มีปัจจัยก็เกิดขึ้นและหมดไปอย่างเร็วมาก ถ้าไม่ฟังธรรมด้วยการค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น จะไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกชาติด้วย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 560)



~ เมื่อท่านเป็นผู้ที่ใคร่ที่จะละกิเลส
ดับกิเลส เพราะเห็นว่าสะสมกิเลสมามากเหลือเกิน ซึ่งถ้ายังคงสะสมอกุศกรรมและกิเลสต่อไป เมื่อไรจะดับหมดได้สักที แต่ทั้งๆ ที่อยากจะดับกิเลส รู้ว่ากิเลสที่มีนี้มากเหลือเกิน ถ้าท่านยังไม่อบรมเจริญกุศลทุกประการ จะดับกิเลสได้อย่างไร เพราะเหตุว่าขณะใดที่จะกระทำอกุศลกรรม ขณะนั้นก็เป็นการสะสมเพิ่มพูนกิเลสอีก และขณะใดที่หลงลืมสติ ขณะนั้นก็เพิ่มพูนกิเลสมากขึ้นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 320)



*** ~ มิตรต้องไม่ใช่ศัตรูแน่ มิตรตรงกันข้ามกับศัตรู มิตรคือผู้ที่หวังดีต่อหน้าและลับหลัง ทั้งกาย วาจา ใจไม่คิดร้ายต่อเพื่อน เพราะฉะนั้น หายากหรือหาง่าย เห็นกัน เดี๋ยวก็โกรธกัน เป็นมิตรหรือไม่ขณะที่โกรธ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)



~ สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ต้องเรียกชื่อเลย ไม่ต้องเรียกโกรธว่าธรรมก็ได้ แต่โกรธก็มีจริงๆ แล้วเป็นใครโกรธหรือไม่ หรือเป็นธรรมชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดแล้วต้องมีลักษณะอย่างนั้น ประทุษร้าย ไม่สบายใจเลยในขณะนั้น มีจริงๆ ใช่ไหม วันหนึ่งๆ ซึ่งไม่สบายใจ ขณะนั้นให้ทราบว่า หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดแล้วประทุษร้าย จึงไม่สบาย ลักษณะนั้นคือโทสเจตสิก เป็นสภาพที่ประทุษร้าย เวลาที่ประทุษร้าย สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น ความรู้สึกขณะนั้นก็เป็นโทมนัส หรือเป็นทุกข์ จะเป็นสุขหรือโสมนัสหรืออุเบกขาไม่ได้เลย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 602)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๕

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic000762627d4ac664b.jpg?v=1789256291



ความคิดเห็น 1     โดย jaturong  วันที่ 13 ก.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2     โดย swanjariya  วันที่ 13 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 3     โดย chatchai.k  วันที่ 13 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 4     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 14 ก.ย. 2569

~ สติเกิดน้อย เพราะเหตุว่าหมกมุ่มเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ถ้าใคร่ในธรรม ฟังธรรมบ่อยๆ จะทำให้ละคลายการที่หมกมุ่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะลงได้ ต้องเป็นผู้ที่ใคร่ต่อธรรมจริงๆ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 186)

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 5     โดย shsso2551  วันที่ 14 ก.ย. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ