ความเห็นผิดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โดย ธรรมทัศนะ  19 ธ.ค. 2554
หัวข้อหมายเลข 20196

พระธรรมเทศนาเตือนสติสำหรับผู้ที่ได้ยินได้ฟังอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ของผู้นั้น แต่ว่าจิตใจของคน เป็นไปตามการสะสม สะสมมาไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ตรัส แต่เพราะกิเลสที่สะสมหมักหมมอยู่ในจิตมาอย่างเนิ่นนานนี้เอง ทำให้ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เกิดศรัทธาที่จะน้อมรับฟังด้วยดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิเลสมีกำลังที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิเลส คือความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ถ้ามีความเห็นผิดแล้ว วาจาก็ผิด การกระทำทางกายก็ผิด ทุกอย่างย่อมผิดไปหมด

ความเห็นผิด จึงเป็นอันตรายมาก ถ้าความเห็นของแต่ละบุคคลคลาดเคลื่อนไป ผิดไปไม่ตรงกับความเป็นจริง ทุกอย่างก็จะผิดไปด้วย โดยที่สิ่งที่ผิดก็จะเห็นว่าถูก สิ่งที่ถูกก็จะเห็นว่าผิด นี่แหละคือความเห็นผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมประการต่างๆ มากมาย เป็นไปเพื่อความเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เลยทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น

การมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม มีประโยชน์อย่างยิ่ง ขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นกุศลธรรมเจริญขึ้น ศรัทธา ปัญญา เป็นต้น เกิดขึ้นเป็นการขัดเกลาละคลายความเห็นผิดรวมถึงอกุศลธรรมประการอื่นๆ ด้วย ขณะที่กุศลธรรมเกิด อกุศลธรรมจะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และความเห็นผิดจะถูกดับได้อย่างเด็ดขาดเมื่ออบรมเจริญปัญญาถึงความเป็นพระโสดาบัน เมื่อนั้นความเห็นผิดจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะต้องเริ่มสะสมอบรมความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ในขณะนี้ครับ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความเห็นผิด เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ดี ความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธองค์แสดงไว้ว่ามีโทษมาก อันตราย เพราะความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เมื่อเกิดขึ้นย่อมทำให้คิดผิด (มิจฉาสังกัปปะ) คือ คิดติดข้องในสิ่งต่างๆ (กามวิตก) คิดเบียดเบียนผู้อื่น (วิหิงสาวิตก) คิดปองร้ายผู้อื่น (พยาบาทวิตก) เมื่อคิดผิด ก็ทำให้มีวาจาที่ผิด (มิจฉาวาจา) คือ พูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียดและพูดเพ้อเจ้อ และเพราะเห็นผิด การกระทำทางกายก็ผิด (มิจฉากัมมันตะ) คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น และทำให้มีอาชีพที่ผิด (มิจฉาอาชีวะ) มีความเพียรที่ผิด ที่เป็นไปในอกุศล (มิจฉาวายามะ) มีความระลึกผิด มีความตั้งมั่นผิด และทำให้สิ่งต่างๆ และอกุศลธรรมประการต่างๆ เจริญขึ้น เพราะมีความเห็นผิด ความเห็นผิดจึงมีโทษมาก เพราะไม่สามารถทำให้สัตว์หลุดพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ และนำมาซึ่งทุกข์โทษประการต่างๆ มีการเกิดในอบายภูมิ เป็นต้นครับ

หากเราเข้าใจความจริงว่าความเห็นผิดเป็นสภาพธรรม ไม่ว่าเกิดกับใครก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี แต่ไม่มีใครหรือบุคคลใดที่เห็นผิด แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป ทำหน้าที่ให้ไม่รู้ความจริงและเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เมื่อเข้าใจดังนี้จึงเห็นใจและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น คือความเห็นผิดที่เกิดกับใครก็ตามและอนุเคราะห์เท่าที่ทำได้ แต่ไม่เสพคุ้นครับ

ที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงมิจฉาทิฏฐิที่ทำให้มีการทำอกุศลกรรมประการต่างๆ อกุศลธรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ อิสสา มานะ อคติ (ความลำเอียง) และอกุศลธรรมประการต่างๆ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้การกระทำทางกาย วาจา และใจ ไม่ตรงตามความเป็นจริงและเป็นไปในอกุศลธรรม ผู้ที่เห็นโทษของกิเลส จึงศึกษา อบรมปัญญา และเมื่อปัญญาเจริญขึ้น กาย วาจาและใจก็น้อมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมีความเห็นถูกเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะมีความเห็นถูกได้ ก็ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ด้วยความแยบคายและด้วยจุดประสงค์ที่ถูกต้องครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

หากศึกษาไม่ละเอียด จะทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิได้

มิจฉาทิฏฐิมีโทษมากกว่าอนันตริยกรรม


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย khampan.a  วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฏฐินั้น มีโทษมากอย่างยิ่ง เพราะเมื่อมีความเห็นผิดแล้ว ย่อมทำให้การกระทำทางกาย การกระทำทางวาจา และการกระทำทางใจก็ผิดไปทั้งหมด และถ้าเป็นความเห็นผิดที่มีกำลังเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดที่ดิ่ง) แล้ว ไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย มีอบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแน่นอน ยากที่จะพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ ความเห็นผิดตรงกันข้ามกับความเห็นถูกอย่างสิ้นเชิง ความเห็นถูกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้ามีความเห็นถูก กาย วาจา ใจ ย่อมเป็นไปในทางที่ถูกด้วย ก็จะเป็นหนทางนำไปสู่สุคติ คือมนุษย์ภูมิและสวรรค์ และสามารถทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นได้ แต่ถ้ามีความเห็นผิด กาย วาจา และใจ ย่อมเป็นไปในทางที่ผิด ผลที่จะเกิดขึ้น คือเป็นเหตุให้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ซึ่งน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นถูกจะค่อยๆ เจริญขึ้นได้ก็เพราะอาศัยการศึกษา การฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบ่อยๆ เนืองๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ด้วยความละเอียดรอบคอบ พร้อมทั้งน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม ด้วยความจริงใจด้วยครับ

... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...


ความคิดเห็น 4    โดย Sam  วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 5    โดย เซจาน้อย  วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 6    โดย pat_jesty  วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 8    โดย เมตตา  วันที่ 21 ธ.ค. 2554

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 20

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งมิจฉาทิฏฐิต่อไป.

สภาวะที่ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ ด้วยอรรถว่า เห็นตามความไม่เป็นจริง. ที่ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ (ความเห็นไปข้างทิฏฐิ) เพราะอรรถว่า ความเห็นนี้เป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย เพราะเป็นสภาวะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒. เนื้อความแห่งทิฏฐิแม้นี้ ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหลังนั่นแหละ. ทิฏฐินั่นแหละ ชื่อว่า ทิฏฐิคหณะ (ป่าชัฏคือทิฏฐิ) เพราะอรรถว่า ก้าวล่วงไปโดยยาก เหมือนชัฏหญ้า ชัฏป่า ชัฏภูเขา ทิฏฐินั่นแหละ ชื่อว่า ทิฏฐิกันดาร (กันดารคือทิฏฐิ) ด้วยอรรถว่า น่าระแวงและมีภัยเฉพาะหน้า เหมือนกันดารโจร กันดารสัตว์ร้าย กันดารทราย กันดารน้ำ กันดารทุพภิกขภัย. ที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสูกายิกะ (ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ) ด้วยอรรถว่าขัดแย้งและทวนกับสัมมาทิฏฐิ.

ผู้ที่มีความเห็นผิด ย่อมลูบคลำข้อปฏิบัติผิด เป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมได้เลย เพราะหนทางปฏิบัติที่ถูกต้องเริ่มจากมีความเห็นถูกคือสัมมาทิฏฐิ ดังนั้น ผู้ที่มีความเห็นผิดจึงเป็นตอของวัฏฏะ

... ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ ...


ความคิดเห็น 10    โดย bou  วันที่ 23 ธ.ค. 2554

ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 11    โดย surat  วันที่ 23 ธ.ค. 2554

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 12    โดย JANYAPINPARD  วันที่ 3 พ.ย. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 13    โดย สิริพรรณ  วันที่ 27 พ.ย. 2559

กราบนอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า
กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 14    โดย chatchai.k  วันที่ 15 ก.พ. 2564

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 15    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ (๗๖) บทภาชนีย์อกุศลธรรม

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ นี้ต่อไป.
ทิฏฐินั่นแหละชื่อว่าทิฏฐิคตะ เหมือนในประโยคทั้งหลายมีอาทิว่า คูถคตํ (คูถ) มุตฺตคตํ (มูตร) ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะอรรถว่าทิฏฐิคตะนี้เป็นเพียงการเป็นไปของทิฏฐิเท่านั้น เพราะไม่มีสิ่งที่ควรรู้ หรือเพราะไม่มีสิ่งที่ควรดำเนินไป. ที่ชื่อว่าทิฏฐิคตสัมปยุต เพราะอรรถว่าสัมปยุตด้วยทิฏฐินั้น.
ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิตนั้น บัณฑิตพึงทราบความเกิดขึ้น แห่งความเห็นผิด กล่าวคือทิฏฐิคตะนี้ ด้วยเหตุทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ
อสทฺธมฺมสวนํ การฟังแต่อสัทธรรม
อกลฺยาณมิตฺตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
อริยานํ อทสฺสนกามตาทีนิ ความเป็นผู้ไม่ต้องการเห็นพระอริยะเป็นต้น
อโยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย.
จริงอยู่ ความเห็นอันนั่น พึงทราบว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วยการฟังเว้นจากความใคร่ครวญก้าวล่วงความเป็นกลาง มีมานะหลายอย่างเป็นประธานแห่งอสัทธรรมที่ประกอบด้วยวาทะอันผิดเหล่านั้น ด้วยความเป็นผู้มีอกัลยาณมิตรกล่าวคือความเป็นผู้ซ่องเสพมิตรชั่วผู้มีทิฏฐิวิบัติเหล่านั้น ด้วยไม่ต้องการเห็นพระอริยะทั้งหลายและสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ด้วยความเป็นผู้ไม่ฉลาดในอริยธรรมและสัปปุริสธรรมอันต่างด้วยสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น และด้วยความไม่มีวินัยกล่าวคือการแตกแห่งสังวรในอริยธรรม และสัปปุริสธรรมอันมีปาฏิโมกขสังวร อินทรียสังวร สติสังวร ญาณสังวรและปหานสังวร ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันไม่แยบคายด้วยเหตุเหล่านั้นนั่นแหละ อันตนอบรมแล้ว และเพราะความเป็นผู้ขวนขวายในมงคลตื่นข่าวเป็นต้น. ก็พึงทราบความที่จิตนี้เป็นอสังขาร (ไม่มีการชักจูง) โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ


ความคิดเห็น 16    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

คำว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ความเห็นไม่มีตามความเป็นจริง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นคลาดเคลื่อนโดยถือเอาผิด. ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเป็นทิฏฐิอันบัณฑิตเกลียด เพราะนำมาแต่ความฉิบหายบ้าง. แม้ในมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้คนเห็นผิด หรือเห็นผิดเอง หรือทิฏฐินี้ เพียงเห็นผิดเท่านั้น.
         มิจฉาทิฏฐินั้นมีการยึดถือมั่นโดยอุบายไม่แยบคายเป็นลักษณะ (อโยนิโส อภินิเวส ลกฺขณา) มีความยึดมั่นผิดสภาวะเป็นรส (ปรามาสรสา) มีความยึดถือผิดเป็นปัจจุปัฏฐาน (มิจฺฉาภินิเวสนปจฺจุปฏฺฐานา) มีความไม่ต้องการเห็นพระอริยะทั้งหลายเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน (อริยานํ อทสฺสนกามตาทิปทฏฺฐานา) พึงเห็นว่าเป็นโทษอย่างยิ่ง. แม้ในมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นมีความต่างกันเพียงบทว่า มิจฺฉา เท่านั้น.


ความคิดเห็น 17    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

จริงอยู่ ความเห็นผิดเมื่อเกิดย่อมขัดแย้ง และทวนสัมมาทิฏฐิไป ที่ชื่อว่าทิฏฐิวิปผันทิตะ  (ความผันแปรแห่งทิฏฐิ) เพราะอรรถว่าผันแปรผิดรูปแห่งทิฏฐิ เพราะบางคราวก็ถือเอา ความเที่ยง บางคราวก็ถือเอาความขาดสูญ เพราะว่าคนผู้มีความเห็นผิดย่อมไม่อาจตั้งอยู่ในสิ่งเดียว คือบางคราวก็คล้อยตามความเที่ยง บางคราวก็คล้อยตามความขาดสูญ. ทิฏฐินั่นแหละ ชื่อว่าสัญโญชน์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องผูก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิสัญโญชน์. ที่ชื่อว่าคาหะ  (ความยึดถือ) เพราะอรรถว่าย่อมยึดอารมณ์ไว้มั่น เหมือนสัตว์ร้ายมีจระเข้เป็นต้น เอาปากงับคนไว้มั่นฉะนั้น. ที่ชื่อว่าปติฏฐวาหะ๑-  (ความตั้งมั่น) เพราะตั้งไว้โดยเฉพาะ.


ความคิดเห็น 18    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

จริงอยู่ ความตั้งมั่นนี้ตั้งมั่นแล้วยึดไว้โดยความเป็นไปอย่างมีกำลัง. ที่ชื่อว่าอภินิเวสะ  (ความยึดมั่น) เพราะอรรถว่าย่อมตั้งมั่นโดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น. ที่ชื่อว่าปรามาสะ  (ความถือผิด) เพราะอรรถว่าก้าวล่วงสภาวธรรมแล้ว ถือเอาโดยประการอื่นด้วยอำนาจแห่งความเที่ยงเป็นต้น. ที่ชื่อว่ากุมมัคคะ  (ทางชั่ว) เพราะอรรถว่าเป็นทางอันบัณฑิตเกลียด เพราะเป็นทางนำความพินาศมาให้ หรือเป็นทางแห่งอบายทั้งหลายที่บัณฑิตเกลียด.
         ที่ชื่อว่ามิจฉาปถะ  (ทางผิด) เพราะเป็นทางตามความไม่เป็นจริง ที่ชื่อว่ามิจฉัตตะ  (ภาวะที่ผิด) เพราะเป็นสภาพผิดเหมือนกัน. เหมือนอย่างว่า ชนผู้หลงทิศ แม้ยึดถือว่า ทางนี้ชื่อทางของบ้านโน้น ดังนี้ ก็ไม่ยังบุคคลนั้นให้ถึงบ้านได้ ฉันใด บุคคลผู้มิจฉาทิฏฐิ แม้ยึดถือว่าทางนี้เป็นไปสู่สุคติ ดังนี้ ก็ไม่สามารถถึงสุคติได้ ฉันนั้น. ชื่อว่าทางผิด เพราะเป็นทางตามความไม่เป็นจริง ทางนี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ เพราะมีสภาพผิด. ที่ชื่อว่าติตถะ  (ลัทธิเป็นดังท่า) เพราะเป็นที่ๆ พวกคนพาลข้ามไป โดยการหมุนไปมาในที่นั้นนั่นแหละ ติตถะ  (คือลัทธิ) นั้นด้วย เป็นอายตนะ (บ่อเกิด) แห่งความฉิบหายด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าติตถายตนะ  (ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ) .
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าติตถายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นอายตนะด้วยความหมายเป็นส่วนสัญชาติ และด้วยความหมายว่าเป็นที่อาศัยของพวกเดียรถีย์บ้าง.
         ที่ชื่อว่าวิปริเยสัคคาหะ (การถือโดยวิปลาส) เพราะอรรถว่าเป็นการถือสภาวะที่ใคร่ครวญผิด หรือว่าเป็นการถือสภาวะโดยตรงกันข้าม. อธิบายว่า ถือเอาคลาดเคลื่อน.


ความคิดเห็น 19    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย ท่านเรียกว่า อธิมุตติ (เพราะครอบงําความที่เป็นจริง) ไม่ถือเอาตามเป็นจริงปฏิบัติ. บทแห่งอธิมุตติทั้งหลาย ชื่อว่า อธิมุตติบท อธิบายว่า คําที่แสดงทิฏฐิ. บทว่า สฺี ได้แก่พรั่งพร้อมด้วยสัญญา. บทว่า อโรโค ได้แก่ เป็นของเที่ยง. 

๒. ปัญจัตตยสูตร ว่าด้วยความเห็นผิดต่างๆ


ความคิดเห็น 20    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

ทิฏฐิ ๖๒

(๒๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกแล ที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ที่ตถาคตทําให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง อันเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่านั้น ที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ที่ตถาคตทําให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง อันเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ เหล่านั้นเป็นไฉน.
๑. พรหมชาลสูตร เรื่องทิฏฐิ ๖๒


ความคิดเห็น 21    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

ศึกษาเพิ่มเติมที่

สักกายทิฏฐิ
นิยตมิจฉาทิฏฐิ
สัสสตทิฏฐิ
อกิริยทิฏฐิ
นัตถิกทิฏฐิ
อเหตุกทิฏฐิ
อุจเฉททิฏฐิ และ กามธาตุ คืออะไร
นัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิ


ความคิดเห็น 22    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ (เล่มที่ ๗๖) นิกเขปกัณฑ์ ติกะ

[๗๑๑] ทิฏฐาสวะ เป็นไฉน?

ความเห็นว่า โลกเที่ยงก็ดี ว่าโลกไม่เที่ยงก็ดี ว่าโลกมีที่สุดก็ดี ว่าโลกไม่มีที่สุดก็ดี ว่าชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นก็ดี ว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ไม่เป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์เป็นอยู่ก็มี ไม่เป็นอยู่ก็มีเบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ทิฏฐาสวะ. มิจฉาทิฏฐิ แม้ทั้งหมด จัดเป็นทิฏฐาสวะ.

ทิฏฐาสวะเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะโดยอวิชชาสวะ อวิชชาสวะเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะโดยทิฏฐาสวะ


ความคิดเห็น 23    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสอาสวทุกะ ต่อไป (เฉพาะทิฏฐาสวะ)
อาสวะคือทิฏฐิ ชื่อว่า ทิฏฐาสวะ ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐาสวะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประเภทแห่งทิฏฐิด้วยอาการ ๑๐ อย่างมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก (ความเห็นว่าโลกเที่ยง) บรรดาทิฏฐิเหล่านั้น คำว่า สสฺสโต โลโก (โลกเที่ยง) มีอธิบายว่า ทิฏฐิอันเป็นไปด้วยอาการแห่งการยึดถือว่า เที่ยง ของบุคคลผู้ยึดเบญจขันธ์ว่า เป็นโลก แล้วถือว่า โลกนี้เที่ยง ยั่งยืน มีอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์.

บทว่า อสสฺสโต (โลกไม่เที่ยง) อธิบายว่า ทิฏฐิอันเป็นไปด้วยอาการที่ยึดถือการขาดสูญ ของบุคคลผู้ยึดถือโลกนั้นนั่นแหละว่า ย่อมขาดสูญย่อมพินาศ.

บทว่า อนฺตวา (โลกมีที่สุด) ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอาการแห่งการยึดถือว่า โลกมีที่สุด ของบุคคลผู้ได้ฌานมีกสิณเล็กน้อยเป็นอารมณ์หรือผู้เข้าสมาบัติในกสิณมีประมาณเท่ากระด้งหรือขันน้ำ ผู้ยึดถือในรูปและอรูปธรรมอันเป็นไปภายในสมาบัติว่าเป็นโลก และว่ามีที่สุด ด้วยการกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้นเป็นสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) บ้าง เป็นอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) บ้าง. แต่บุคคลผู้ได้กสิณไพบูลย์เข้าสมาบัติกสิณนั้นยึดถือรูปธรรมอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติว่าเป็นโลก และเห็นว่าไม่มีที่สุด ด้วยการกำหนดกสิณ มีความเห็นเป็นไปด้วยอาการแห่งการยึดถือว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐิ (ความเห็น) นั้นเป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง เป็นอุจเฉททิฏฐิบ้าง.


ความคิดเห็น 24    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ (ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น) ความว่า ทิฏฐิอันเป็นไปด้วยอาการถือการขาดสูญว่า เมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะถือว่า ชีพของสรีระนั่นแหละมีความแตกดับเป็นธรรมดา.

แม้ในบทที่ ๒ ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอาการที่ยึดถือความเที่ยงว่า เมื่อสรีระแม้ขาดสูญอยู่ แต่ชีพจักไม่ขาดสูญ เพราะการยึดถือชีพเป็นอย่างอื่นจากสรีระ.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า โหติ ตถาคโต ปรํมรณา (สัตว์ยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะ) ดังนี้ สัตว์ชื่อว่า ตถาคต เมื่อยึดถือว่า สัตว์นั้นยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะดังนี้ เป็นสัสสตทิฏฐิข้อที่ ๑, เมื่อถือว่าไม่เป็นอยู่ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิข้อที่ ๒, เมื่อถือว่า เป็นอยู่ก็มี ไม่เป็นอยู่ก็มี ก็เป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิ (บางอย่างเที่ยง) ข้อที่ ๓, เมื่อถือว่าเป็นอยู่ก็มิใช่ ไม่เป็นอยู่ก็มิใช่ ก็เป็นอมราวิกเขปทิฏฐิ (สัดส่าย ไม่ตายตัว) ข้อที่ ๔.


ความคิดเห็น 25    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ (เล่มที่ ๗๖)

[๗๒๓] ทิฏฐิสัญโญชน์ เป็นไฉน?

ความเห็นว่าโลกเที่ยงก็ดี ว่าโลกไม่เที่ยงก็ดี ว่าโลกมีที่สุดก็ดี ว่าโลกไม่มีที่สุดก็ดี ว่าชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้นก็ดี ว่าชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่นก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ไม่เป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่ก็มีไม่เป็นอยู่ก็มีเบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ไม่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ทิฏฐิสัญโญชน์

ความเห็นผิดแม้ทุกอย่าง เว้นสีลัพพตาปรามาสสัญโญชน์เสียจัดเป็นทิฏฐิสัญโญชน์.


ความคิดเห็น 26    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ (๗๖) นิเขปกัณฑ์ ติกะ
ว่าด้วยนิทเทสทิฏฐุปาทาน

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสทิฏฐุปาทาน ต่อไป

บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ (ทานที่ให้แล้วไม่มีผล) ความว่า เขาย่อมรู้ว่าชื่อว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีอยู่ คือใครๆ อาจเพื่อให้อะไรๆ แก่ใครๆ ก็ได้ แต่ย่อมถือว่า ผลวิบากของทานไม่มี ดังนี้.

บทว่า นตฺถิ ยิฏฺํ (การบูชาไม่มีผล) ความว่า การบูชาใหญ่ (มหายาโค) ตรัสเรียกว่า ยิฏฺํ (การบูชา) คือ ย่อมรู้ว่า การบูชานั้นใครๆ อาจบูชาได้ แต่ย่อมถือว่า ผลวิบากของการบูชาไม่มี ดังนี้.

บทว่า หุตํ (การบวงสรวง) ความว่า กิริยาที่บูชา และนำของมาให้เพื่อมงคล บุคคลย่อมรู้กิริยาอันนั้นว่า ใครๆ ก็อาจทำได้ แต่ว่าเขาย่อมถือว่าผลวิบากของกิริยามงคลนั้นไม่มีผล.

ในบทว่า สุกฏทุกฺกฏานํ (ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว) นี้กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า กรรมที่ทำดี อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า กรรมที่ทำชั่ว. บุคคลย่อมรู้ถึงความที่กรรมดีกรรมชั่วเหล่านั้นมีอยู่ แต่ย่อมยึดถือว่าผลวิบากไม่มี ดังนี้.

บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก (โลกนี้ไม่มี) ความว่า บุคคลย่อมถือโลกนี้ด้วยคิดว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกอื่นของบุคคลผู้ทำกรรมดีกรรมชั่วเหล่านั้นไม่มี ดังนี้.

บทว่า นตฺถิ ปรโลโก (โลกอื่นไม่มี) ความว่า บุคคลผู้อยู่ในโลกนี้ย่อมถือเอาซึ่งโลกอื่นว่า ไม่มี

บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา (มารดาไม่มี บิดาไม่มี) ความว่าเขาย่อมรู้ความที่มารดาบิดามีอยู่ แต่เขาถือว่า ผลวิบากอะไรๆ ด้วยการทำอุปการะในมารดาบิดาเหล่านั้น ไม่มี ดังนี้.

บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา (โอปปาติกสัตว์ไม่มี) คือเขาถือว่า สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิ ไม่มี.

บทว่า สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา (ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ) ความว่า เขาย่อมถือว่า สมณะและพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ดำเนินไปสู่อนุโลมปฏิปทา ไม่มีในโลก.

บทว่า เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ (สมณพราหมณ์ที่กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มีในโลก) ความว่า ย่อมถือว่า ชื่อว่าสัพพัญญูพุทธะผู้สามารถรู้โลกนี้และโลกอื่นด้วยญาณอันวิเศษยิ่งโดยตนเท่านั้นไม่มี ดังนี้.




ความคิดเห็น 27    โดย สิริพรรณ  วันที่ 16 มี.ค. 2569

กิเลสโคจฉกะ นิเขปกัณฑ์ ติกะ

[๗๙๑] ธรรมเป็นกิเลส เป็นไฉน?

กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ.

[๗๙๖] ทิฏฐิ เป็นไฉน?

ความเห็นว่า โลกเที่ยงก็ดี ว่าโลกไม่เที่ยงก็ดี ว่าโลกมีที่สุดก็ดี ว่าโลกไม่มีที่สุดก็ดี ว่าชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นก็ดี ว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ไม่เป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่ก็มี ไม่เป็นอยู่ก็มี เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ว่าสัตว์ยังเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่เบื้องหน้าแต่มรณะก็ดี ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างหน้า ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดถือมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิดภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิแม้ทุกอย่างจัดเป็น ทิฏฐิ.