เริ่มรู้จักภาวะของความเพียร
โดย เมตตา  21 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52152

[เล่มที่ 30] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้า 354

๒. สติสูตร

ว่าด้วยสติ

[๖๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน ใกล้กรุงเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.

[๖๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล.


อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ได้ฟังการสนทนาเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ประโยชน์มากในเรื่องศึกษาพระธรรม เพราะว่าจุดประสงค์ของการศึกษาจริงๆ ก็คือเข้าใจความเป็นธรรมะที่กำลังมีในขณะนี้ครับ แม้ในเรื่องของ สติ ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการที่จะหยิบวัตถุสิ่งของให้ใคร เป็นสติหรือเปล่า? ถ้าไม่มีโอกาสได้ศึกษา ก็ไม่รู้เลยครับท่านอาจารย์ว่า ขณะนั้นเป็นสติ หรือไม่ใช่สติ

แต่พอมีโอกาสได้ศึกษา ถ้าว่าเป็นความดีงามที่เกิดขึ้นเป็นกุศล ก็พอเข้าใจได้ว่า ขณะนั้นเป็นสติ อย่างการหยิบของให้บุคคลอื่นที่มีความประสงค์มีความต้องการ หรือต้องการความช่วยเหลือครับ ขณะที่จิตเป็นจิตที่เป็นกุศลความเป็นมิตรปราถนาดีก็เข้าใจในความเป็นธรรมะที่ดีครับที่กระทำสิ่งนั้นก็เข้าใจว่าเป็นสติ แต่ก็ยังไม่รู้จักสติครับ แต่ก็เป็นเบื้องต้นของการศึกษา

แต่ในประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ครับว่า การศึกษาพระธรรมต้องเป็นไปตามลำดับนะครับ ก็ต้องรู้ว่าเป็นความเข้าใจพระธรรมในเบื้องต้นที่จะรู้ว่า สิ่งนี้เป็นแต่ละอย่างเป็นธรรมะ ไม่ได้เจาะจงที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดครับ แต่ก็มีธรรมะหลากหลายที่ต้องอาศัยพระธรรมที่จะเป็นเหตุให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

แต่การศึกษาอย่างข้อความในพระสูตรครับ อย่างข้อความในสติสูตรครับที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ก็รวมถึงเวทนาในเวทนา จิตในจิต และก็ธรรมะในธรรมะอยู่ ซึ่งก็รู้พุทธประสงค์ของะรัผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสถึงการที่ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติและสัมปชัญญะ ก็ไม่ใช่เป็นสติทั่วๆ ไปอย่างขั้นทาน ขั้นศีล หรือแม้แต่ความสงบของจิตครับท่านอาจารย์

ดังนั้น การศึกษาธรรมะที่จะรู้ความต่างกันของสติที่มีระดับต่างๆ กัน ที่เกิดกับกุศลในระดับต่างๆ กันนะครับ ในเบื้องต้นหมายความว่า ขั้นความเข้าใจนี่ คือเป็นเหตุไม่เข้าใจผิดว่า ขณะที่เข้าใจธรรมะ แล้วก็รู้ว่าเป็นธรรมะ เมื่อศึกษาความละเอียดในเรื่องของสติปัฏฐานก็รู้ว่า นั่นยังไม่ใช่สติปัฏฐาน

ดังนั้น การศึกษาที่จะเข้าใจในพยัญชนะต่างๆ ที่จะแสดงความละเอียดของสติที่มีระดับต่างๆ กันครับท่านอาจารย์ ซึ่งความเข้าใจก็รู้ว่า รู้ในเบื้องต้นตามที่เรียนท่านอาจารย์ว่า ขั้นเป็นกุศลก็มีสติก็พอเข้าใจได้ แต่การศึกษาความละเอียดของสติที่ยิ่งๆ ขึ้นไปครับจะศึกษาแล้วเป็นความเข้าใจอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: กำลังหยิบของให้คนอื่นที่เขาต้องการ มีปัญญารู้อะไรไหม?

อ.วิชัย: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: แต่มีสติใช่ไหม?

อ.วิชัย: มีสติครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ถึงระดับของสติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา แล้วปัญญาจะมาจากไหนที่สติจะเกิดพร้อมกับปัญญา?

อ.วิชัย: ปัญญามาจากการที่ได้ฟังแล้วเกิดความเข้าใจครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะที่เข้าใจก็มีสติ และก็มีปัญญาระดับฟังด้วย ถูกต้องไหม?

อ.วิชัย: ถูกต้องครับ

ท่านอาจารย์: ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคงว่า เดี๋ยวนี้เองเป็นสติระดับไหนที่กำลังฟังแล้วเข้าใจ

อ.วิชัย: โอ้ .. ครับท่านอาจารย์ ก็เข้าใจถึงการค่อยๆ ปรุงแต่งจริงๆ ครับท่านอาจารย์ ต้องอาศัยความเข้าใจตามลำดับจริงๆ

ถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีความเข้าใจเลย แล้วก็ไปพูดเรื่อง หรือศึกษาเรื่อง หรืออ่านเรื่องสติปัฏฐานโดยไม่เข้าใจในความเป็นสติ หรือลักษณะของสติที่จะเจริญขึ้นตามลำดับ ก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ในความเป็นสติปัฏฐานเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นสติต่างขั้นตามลำดับว่า มีอะไรเกิดร่วมด้วยระดับไหน

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ อย่างความประสงค์ หรือว่าความเหมือนกับเมื่อศึกษาก็เหมือนกับมีฉันทะ หรือความต้องการที่จะรู้ในความเป็นธรรมะที่ละเอียดขึ้นครับ อย่างสติในขั้นของทาน ศีล อย่างความเป็นมิตร ความปราถนาดีก็พอเข้าใจได้ครับ แต่ว่า ในขั้นของที่จะถึงพร้อมด้วยสัมปชัญญะที่จะรู้ในลักษณะของสภาพธรรมะ ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจว่า ต้องพร้อมด้วยปัญญานะ ความเข้าใจนะ แต่พูดถึงระดับนั้นหมายถึงว่า ก็ต้องมีการสะสมเพิ่มขึ้นอย่างนี้แหละ จนปัญญาพร้อมหรือบริบูรณ์ที่จะเกิดขึ้น จึงสามารถจะรู้ได้อย่างนี้หรือครับ

ท่านอาจารย์: ปัญญารู้อะไรล่ะ?

อ.วิชัย: รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏแต่ละอย่างครับ

ท่านอาจารย์: อะไรล่ะ?

อ.วิชัย: อย่างเห็น เป็นต้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีเห็น ปัญญามีไหม?

อ.วิชัย: ตอนนี้ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สติจะมีไหมที่จะพร้อมด้วยปัญญา?

อ.วิชัย: ก็ย่อมยังเกิดไม่ได้ยังไม่มีในขณะนั้นครับ

ท่านอาจารย์: แต่มีขั้นอื่นใช่ไหม?

อ.วิชัย: แต่มีขั้นฟังที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจแม้การรู้ว่าขณะนั้นไม่มีก็เป็นสติครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องตรงตามความเป็นจริง เป็นปัญญาระดับหนึ่งซึ่งขณะนั้นก็เพราะสติเกิดจึงรู้ว่า เป็นปัญญาระดับที่ฟังเข้าใจเรื่องของสิ่งที่กำลังปรากฏทีละเล็กทีละน้อยว่า อะไรแน่ ทีละหนึ่งๆ ที่มีในขณะนั้น

อ.วิชัย: ครับ ก็เห็นประโยชน์ของการมีความอดทนไม่ละทิ้งการศึกษาครับท่านอาจารย์ แต่ต้องอาศัยคำแนะนำของผู้รู้ที่จะรู้ว่า ศึกษาจริงๆ คืออย่างไรครับ ไม่อย่างนั้นก็เป็นไปในเรื่องราวทั้งนั้นเลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เริ่มรู้จักภาวะของความเพียร สภาพธรรมะที่มีจริง เห็นไหม!! ชีวิตทั้งหมดเป็นธรรมะ แต่ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริง ความจริงจึงเปิดเผยกับปัญญาที่สามารถเข้าใจได้

อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ก็เป็นเหตุให้ฟังและเข้าใจขึ้นครับ เปิดเผยแก่ปัญญานะครับ คือไม่ใช่เป็นตัวเราแม้สักนิดหนึ่งเลยครับท่านอาจารย์ที่จะพยายามจะรู้ พยายามที่จะเข้าใจ หรือพยายามจดจ้อง แต่ต้องเป็นเรื่องของธรรมะที่อาศัยเหตุต่างๆ ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรมะนั้นๆ แม้แต่ปัญญาเองครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เราสนทนากันเป็นบารมี ทุกครั้งที่ใครคนหนึ่งคนใดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นบารมี และทุกครั้งที่ได้เข้าใจธรรมะ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการที่จะให้ธรรมะเป็นที่เข้าใจถูกต้องยั่งยืนต่อไปก็เป็นบารมี

เห็นไหม!! บารมี ถ้าจะกล่าวว่ามากมายเหลือล้นในชีวิตนี้ที่ได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างนี้ ก็น่าปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่งนะ เพราะขณะนั้นก็เป็นปัญญาที่เห็นประโยชน์ของการที่จะให้ได้มีความเข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น กว้างขวางขึ้น

อ.วิชัย: ครับ ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้ให้ความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้นครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ...

๒. สติสูตร ว่าด้วยสติ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 23 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ