
[เล่มที่ 39] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 336
บทว่า อุชุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความตรง. ผู้ใดตรงด้วยดีเหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุหุชู ผู้ตรงด้วยดี. ความว่าง่ายมีในผู้นั้น เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุวโจ ผู้ว่าง่าย. บทว่า อสฺส แปลว่าพึงมี พึงเป็น. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความอ่อนโยน. ผู้ใดไม่มีอติมานะ เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า อนติมานี ไม่มีอติมานะ.
[เล่มที่ 46] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้า 373-374
จะเป็นผู้ตรง ก็ต้องไม่ถึงความพอใจ ด้วยความเป็นผู้ตรงครั้งเดียว พึงเป็น ผู้ตรงให้ดีกว่า ด้วยการกระทำไม่ย่อหย่อนบ่อยๆ ตลอดชีวิต หรือเป็นผู้ตรง เพราะความเป็นผู้ไม่โอ้อวด เป็นผู้ซื่อตรง เพราะความเป็นผู้ไม่มีมายา เป็น ผู้ตรง ด้วยการละการคดทางกายและทางวาจา เป็นผู้ซื่อตรง ด้วยการละการ คดทางใจ หรือเป็นผู้ตรง ด้วยการไม่โปรยคุณที่ไม่มี เป็นผู้ซื่อตรง ด้วยการไม่รับลาภที่เกิดขึ้นด้วยคุณที่ไม่มี พึงเป็นผู้ตรงและเป็นผู้ซื่อตรง ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน ด้วยสิกขา ๒ ข้อข้างต้น และสิกขาข้อที่ ๓ และด้วยประโยคาสัยอันบริสุทธิ์.
อ.ธนากร: เมื่อสักครู่ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับ อ.อรรณพ มีประโยชน์อย่างยิ่งครับ มีข้อความที่เกี่ยวข้องในกรณียเมตตสูตร ในส่วนของอรรถกถา ครับซึ่งมีประโยชน์กับทุกท่านจริงๆ ครับ ที่จะได้รับฟังด้วย เพราะว่า สิ่งที่ได้สนทนาเมื่อสักครู่ก็ทำให้เห็นคุณค่าของความตรงครับ แล้วถ้ามีข้อความอะไรที่ลึกซึ้งก็จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ต่อไปครับ
ข้อความบางส่วนครับ ชื่อว่าตรง (อุชุ) เพราะทำด้วยความไม่อวดดี ชื่อว่าตรงดี (สุหุชู) เพราะไม่มีมายา หรือว่า ชื่อว่า ตรง เพราะละความคดทางกาย และวาจา ชื่อว่าตรงดี เพราะละความคดทางใจ หรือ ชื่อว่า ตรง เพราะไม่อวดคุณที่ไม่มีจริง ชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิดเพราะคุณที่ไม่มีจริง
และมีอีกข้อความหนึ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์มากครับ ภิกษุมิใช่พึงเป็นผู้ตรงและตรงดีอย่างเดียวดอก ที่แท้พึงเป็นผู้ว่าง่ายอีกด้วย ก็บุคคลใดถูกท่านว่ากล่าวว่า ท่านไม่ควรทำข้อนี้ ก็พูดว่า ท่านเห็นอะไร ท่านได้ยินอะไร ท่านเป็นอะไรกับเราจึงพูด เป็น อุปัชฌาอาจารย์เพื่อนเห็นเพื่อนคบหรือ หรือเบียดเบียนผู้นั้นด้วยความนิ่งเสีย หรือยอมรับแล้วไม่ทำอย่างนั้น ผู้นั้นชื่อว่า ยังอยู่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ ส่วนผู้ใดถูกท่านโอวาทก็กล่าวว่า ดีล่ะ ท่านขอรับ ท่านพูดดี ขึ้นชื่อว่า โทษของตนเป็นของเห็นได้ยาก ท่านเห็นกระผมเป็นอย่างนี้ โปรดอาศัยความเอ็นดูว่ากล่าวอีกเถิด กระผมไม่ได้รับโอวาทจากสำนักของท่านเสียนาน และปฏิบัติตามที่ท่านสอน ผู้นั้นชื่อว่า อยู่ไม่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ
เพราะฉะนั้น บุคคลรับคำของผู้อื่นแล้วกระทำอย่างนี้ พึงชื่อว่า เป็นผู้ว่าง่าย อนึ่ง เป็นผู้ว่าง่ายอย่างใด ก็พึงเป็นผู้อ่อนโยนอย่างนั้น
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์มาก และก็ตรงกับที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับ อ.อรรณพ เมื่อสักครู่นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่ง ไม่ง่ายเลยครับที่สามารถจะเป็นได้อย่างที่ทรงแสดงไว้ แต่ว่า ก็ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเพื่อที่จะข้ด เพราะว่า เมื่อสักครู่พอฟังท่านอาจารย์ก็รู้เลยว่า อัธยาศัยของสัตว์โลกที่แสดงไว้ ก็เหมือนกับหินดานที่หนากระด้าง กว่าน้ำคือพระธรรมจะไหลผ่าน หรือว่าจะทำให้ค่อยๆ อ่อนลงได้ก็ไม่ใช่ง่ายเลย ก็ต้องสะสมอย่างมากทีเดียวครับท่านอาจารย์ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: สนทนาเรื่องอะไร?
อ.ธนากร: ความเป็นผู้ตรงครับ
ท่านอาจารย์: รู้จักแล้วใช่ไหม ตรงต่ออะไร?
อ.ธนากร: ตรงต่อความเป็นจริงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้ว่า อะไรจริง จะตรงได้ไหม?
อ.ธนากร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วรู้เองได้ไหมว่า อะไรตรง?
อ.ธนากร: ไม่ได้ครับ ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้ที่รู้ตามครับ
ก็เหมือนเข้าใจนะครับ แต่แท้ที่จริงแล้วยากต่อการที่จะเข้าใจครับ เพราะว่า แม้แต่ที่ท่านแสดงว่า ชื่อว่า ตรง เพราะละความคดทางกาย และวาจา แล้วก็มีขยายว่า ตรงดี เพราะละความคดทางใจ ครับ แต่ว่า อย่างคำว่าทางกาย ทางวาจา แล้วก็ทางใจครับ จริงๆ แล้วเป็นธรรม แต่ก็ยากที่จะรู้ครับ เพราะว่าโดยมากอย่างพอผมอ่านข้อความนี้ ก็มักจะไปคิดถึงตัวเราแล้วก็ กายทำอะไรบ้าง คำพูดทำอะไรบ้าง หรือว่า คิดยังไง แต่ว่าลืมครับว่า จริงๆ เป็นเรื่องของธรรมครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องฟังละเอียดขึ้นใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: คุณธนากรเคยเห็นคนเรียบร้อยไหม?
อ.ธนากร: เคยเห็นครับ
ท่านอาจารย์: หมายความว่าอย่างไร?
อ.ธนากร: ก็ภายนอกครับ
ท่านอาจารย์: เป็นอย่างไรคะเรียบร้อย?
อ.ธนากร: ก็ไม่มีการกระทำ หรือคำพูดที่ไม่เหมาะสม หรือว่าดูสงบเสงี่ยม ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วใจล่ะ เข้าใจอะไรหรือเปล่า?
อ.ธนากร: อืม.. ไม่มีความเข้าใจอะไรครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นคนมีความประพฤติดีทางกายทางวาจาสะสมมา แต่ทางใจ!! เพียงแค่ทำให้ประพฤติดีเท่านั้น หรือว่าสามารถรู้ความจริงว่าเป็นธรรม
อ.ธนากร: อันนี้ละเอียดมากครับ เพราะว่าไม่มีความเข้าใจ ก็เป็นแต่เพียงภายนอกจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทบทวนที่อ่านอีกครั้งหนึ่ง
อ.ธนากร: ชื่อว่า ตรง เพราะละความคดทางกาย และวาจา ชื่อว่า ตรงดี เพราะละความคดทางใจ ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ก็เพิ่มอีกแล้วใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่พอเลย แค่การสะสมมาที่จะมีความประพฤติทางกายทางวาจาเรียบร้อยดี โดยที่ทางใจไม่ได้รู้อะไรเลย
อ.ธนากร: ครับ กราบท่านอาจารย์ครับ อย่างพูดถึงตัวผมเองที่ได้สะสมมา ก็รู้ตัวเลยครับว่า เป็นผู้ที่คดอย่างมาก เพราะว่าอย่างบางทีทางกายทางวาจาในบางสถานการณ์ ก็อาจจะดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยตามหน้าที่ครับ แต่ภายในใจก็คือชั่วมากครับ
ท่านอาจารย์: หมายความว่า เริ่มเข้าใจข้อความนี้ใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ไกลตัวเลย
อ.ธนากร: ใช่ครับ ถ้าไม่มีความเข้าใจ พระธรรมเป็นที่พึ่งนี้ก็ไม่มีทางออกจากความคดจริงๆ ครับ แต่ก็ประเสริฐอย่างยิ่งครับที่ได้รู้ว่า ความคดคืออะไร เพราะว่าถ้าไม่มีคำสอนแบบนี้ในโลกนี้ ผมคิดว่ามืดสนิทแล้วก็ไม่รู้ แต่ว่ากำลังคดหรือว่ากำลังเป็นอะไรบ้างที่ไม่ดี แล้วก็เป็นธรรมอะไรก็ไม่รู้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็แค่สอนให้มีกาย วาจา เรียบร้อย มีมารยาทสังคม มีอะไรๆ เท่านั้น
อ.ธนากร: ครับ แล้วก็มีอีกข้อความหนึ่งท่านแสดงไว้ครับ ชื่อว่า ตรง เพราะทำด้วยความไม่อวดดี และชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่มีมายา
ท่านอาจารย์: อวดดี อวดดีเป็นอย่างไร? ดีจริงหรือเปล่า?
อ.ธนากร: ไม่จริงครับ
ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจน
อ.ธนากร: อันนี้ชัดมากครับ คำธรรมดาแต่ลึกซึ้งครับ ชื่อว่า ตรง เพราะทำด้วยความไม่อวดดี
แล้วก็อีกข้อความหนึ่ง ชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่มีมายา ครับ
ท่านอาจารย์: แน่นอน ไม่ได้ลวงใครให้คิดว่าฉันดี
อ.ธนากร: ครับ แล้วก็ ชื่อว่า ตรง เพราะไม่อวดคุณที่ไม่มีจริง
ท่านอาจารย์: เคยได้ยินคนที่อวดคุณที่ไม่มีไหม?
อ.ธนากร: เคยได้ยินครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ ข้อนี้ใช่ไหม?
อ.ธนากร: ครับ แล้วก็ ชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิด เพราะคุณที่ไม่มีจริง ครับ
ท่านอาจารย์: สอบข้อความนี้ในพระไตรปิฎกแล้วยัง?
อ.ธนากร: ยังครับ ผมอ่านข้อความนี้ตอนแรกก็งง แต่ว่า พออ่านหลายครั้งก็เข้าใจว่า หมายถึงว่า ถ้าคนอาจจะให้ลาภเพราะอาศัยคุณความดีที่ไม่ได้มีอยู่จริงครับ อย่างเช่น ถ้าเป็นพระภิกษุที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ แล้วก็เหมือนมีผู้ที่ยกย่อง หรือว่าอาจจะให้ลาภอะไรต่างๆ ที่สำคัญว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าท่านก็ไม่อดกลั้นหมายความว่า ก็คือรับเลยว่ามีความดีอย่างนั้น
ท่านอาจารย์: เขาให้ลาภ หรือให้อะไร?
อ.ธนากร: ไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิดเพราะคุณที่ไม่มีอยู่จริงครับ ก็คือเหมือนเป็นลาภที่ได้มาเพราะว่าไม่ได้มีคุณความดีนั้น แต่ว่าคนให้เข้าใจผิดคิดว่ามีความดีนั้น
ท่านอาจารย์: และถ้าอดกลั้นล่ะ!!
อ.ธนากร: อดกลั้น ก็คือว่าทำเหมือนกับว่า รับมาเพราะตัวเองมีคุณอย่างนั้นครับ
ท่านอาจารย์: เอาใหม่ซิ
อ.ธนากร: ชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิด เพราะคุณที่ไม่มีจริงครับ
ท่านอาจารย์: ตรงดีไหม?
อ.ธนากร: อันนี้ตรงดีครับ
ท่านอาจารย์: อ่านอีกที
อ.ธนากร: ชื่อว่า ตรงดี
ท่านอาจารย์: ตรงดีนะ
อ.ธนากร: ใช่ครับ เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิดเพราะคุณที่ไม่มีจริง
ท่านอาจารย์: หมายความว่าไง?
อ.ธนากร: ไม่ยอมรับลาภที่เกิดเพราะคุณความดีที่คนอื่นเข้าใจผิดแต่ไม่มีจริงของต้วเองครับ
ท่านอาจารย์: เช่น?
อ.ธนากร: อย่างถ้าไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเขาให้เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ไม่อดกลั้นก็คือไม่รับไม่ยึดไม่ยินดีในในลาภนั้น
ท่านอาจารย์: ไม่อดกลั้น นั่นยินดีหรือไม่ยินดี
อ.ธนากร: ไม่อดกลั้น ก็คือไม่ยินดีต่อลาภนั้นครับ
ท่านอาจารย์: ไม่อดกลั้น แปลว่า?
อ.ธนากร: แต่โดยภาษาที่แปลมา ก็ชวนให้เป็นอกุศลครับ
ท่านอาจารย์: คือยังไงก็ตาม ถูกคือถูก ผิดคือผิด
อ.ธนากร: ครับ
ท่านอาจารย์: หนทาง หรือวิธีที่จะรู้ความจริง ก็คือว่าพูดความจริงให้คนอื่นเข้าใจถูกต้อง และไม่อดกลั้นหรืออดกลั้นอันนั้น?!
อ.ธนากร: อันนั้น ก็ถ้าตรงดีก็ไม่อดกลั้นครับ
ท่านอาจารย์: ไม่อดกลั้นหรือ? หรืออดกลั้น?
อ.ธนากร: ท่านใช้คำว่า ไม่อดกลั้นต่อลาภ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องสอบทานพระไตรปิฎกแล้วก็คำอธิบาย มีได้ทั้ง ๒ นัยยะ
อ.ธนากร: ใช่ครับ เพราะว่าผมก็คิดว่า การแปลคำในภาษาไทยอาจทำให้ คือ แรกๆ ก็งงครับ แต่ว่าก็พยายามหาความหมายที่คิดว่า
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่หาเอง ดูข้อความในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ก็ได้ถึง ๒ นัยยะ
อ.ธนากร: ครับ อ.คำปั่นกำลังหาเทียบเคียงครับ แล้วก็ถ้าเป็นอีกข้อความหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็น ภิกษุมิใช่พึงเป็นผู้ตรง และตรงดีอย่างเดียวดอก ที่แท้พึงเป็นผู้ว่าง่ายอีกด้วยครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนไหม?
อ.ธนากร: อันนี้ชัดเจนครับ ถ้าตรงถึงจะว่าง่าย ถ้าไม่ตรงก็ว่าง่ายไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: ตรง แต่ใครว่าไม่ได้ใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ตรง น้อมรับทุกคำที่คนอื่นกล่าวเพื่อประโยชน์
อ.ธนากร: ใช่ครับ แล้วพอท่านแสดงอันนี้เห็นตัวเองในบางครั้งครับ ก็บุคคลใดถูกท่านว่ากล่าวว่า ท่านไม่ควรทำข้อนี้ ก็พูดว่า ท่านเห็นอะไรท่านได้ยินอะไร ท่านเป็นอะไรกับเราจึงพูด เป็นอุปาฌาอาจารย์เพื่อนเห็นเพื่อนคบหรือ นี่ครับ อันนี้ก็พอรู้ตัวแล้วก็สะท้อนว่าอันนี้ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้เลยครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ควรเป็นอย่างนี้ คือไม่ควรเป็นยังไง?
อ.ธนากร: ก็คือว่า ไม่ว่าใครก็ตามถ้าพูดในข้อที่ไม่ดีของเราซึ่งมีอยู่จริง ก็ควรที่จะน้อมรับแล้วก็แก้ไขครับ ไม่มีข้ออ้างใดๆ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ มาว่าฉันทำไม!!
อ.ธนากร: ใช่ครับ เคยเป็นครับ แล้วก็พอข้อความนี้ เห็นความน่าอายครับ
ท่านอาจารย์: เป็นประโยชน์สูงสุดทุกคำที่ได้เข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริงไม่ว่าโดยนัยยะใด
อ.ธนากร: ใช่ครับ อันนี้ผมว่าละเอียดมากครับ เพราะว่าถ้าไม่มีพระธรรมเราจะไม่รู้เลยว่า นี่เป็นการเบียดเบียนครับ หรือเบียดเบีบนผู้นั้นด้วยความนิ่งเสียครับ คืออันนี้ชัดครับคือบางทีพอเมินเฉย พอเตือนเราก็ไม่ฟังครับ อันนี้ท่านแสดงว่าเบียดเบียนผู้พูดด้วยครับ ก็คือไม่ใช่แต่เพียงนิ่งเฉยๆ บางทีก็คิดว่า ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาไม่ได้แสดงอะไร ก็แค่นิ่ง แต่จริงๆ แล้วอันนี้ก็คือเป็นการเบียดเบียนผู้ที่เตือนครับด้วยความนิ่ง
ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่เบียดเบียนล่ะ?
อ.ธนากร: ก็คืออ่อนโยน ว่าง่าย แล้วก็น้อมรับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ความเป็นผู้ซื่อตรง และ อ่อนโยน
ความเป็นผู้ว่าง่าย [มังคลัตถทีปนีแปล]
พึงเป็นผู้ตรงและเป็นผู้ซื่อตรง [อรรถกถาเมตตสูตร]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ