
อ.วิชัย: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ขอโอกาสร่วมสนทนา จากเมื่อวานนี้ก็ได้ฟังคลิปที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเอาไว้ในรายการแนวทางเจริญวิปัสสนา ข้อความที่ท่านอาจารย์กล่าวบางตอน ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเพิ่มเติมนะครับ ขออนุญาติอ่านข้อคำที่ถอดจากคำบรรยายท่านอาจารย์ว่า
ถ้าศึกษาเรื่องของจิต เจตสิก และรูปมาก แต่ไม่เข้าใจเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีประโยชน์ไหม? รู้แต่เรื่องของจิตของเจตสิกของรูปมาก แต่ไม่เข้าใจเรื่องของการเจริญสติ เพราะฉะนั้น ในขณะที่กำลังเห็น ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ เพราะว่า สติไม่เกิดไม่ระลึก ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ศึกษาเป็นเรื่องมาแล้วว่า จักขุวิญญาณมีกี่ดวง กำกิจอะไร เกิดเมื่อไหร่
ท่านอาจารย์ครับ อย่างที่ฟังตั้งแต่ต้นมา ท่านอาจารย์ก็ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาด้วยความเข้าใจในสิ่งที่มี ไม่ใช่เป็นไปในเรื่องราวต่างๆ และก็คิดเรื่องโดยไม่เข้าใจตัวจริงเดี๋ยวนี้ครับ แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ศึกษาธรรมครับแล้วถ้าไม่เข้าใจเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะมีประโยชน์ไหม?
ตามความเข้าใจของกระผมก็คิดว่า ถ้าจะเป็นผู้เบื้องต้นที่จะศึกษา ก็ต้องรู้จักธรรมก่อน แต่พอเริ่มมีความเข้าใจธรรมขึ้น การรู้หนทางของการเจริญปัญญา หรือการอบรมเจริญสติปัฏฐานนี่จึงจะรู้ได้ครับ ก็ขอกราบท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจตรงนี้ว่า การที่จะศึกษาธรรมโดยที่ต้องมีความเข้าใจเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานด้วยคืออย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะว่า ตอนเริ่มต้นเราก็เริ่มว่า สภาพรู้มีอะไรบ้าง? เห็นไหม? ไม่ใช่ให้ไปเลือกเลย แต่ทั้งวันมีอะไรบ้าง กว่าจะรู้ว่า สติคืออะไร!!
ต้องเริ่มจากมีอะไรบ้าง? จะได้รู้ว่า นั่นเป็นสติหรือเปล่า?
เพราะฉะนั้น ยังไม่ได้เข้าใจความจริงอะไรเลยทั้งสิ้น มีแต่สติปัฏฐานให้รู้ตรงนั้นตรงนี้เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้ระลึกตรงนั้นที่กาย นั่นไม่ใช่เลย!!
เพราะฉะนั้น เริ่มจริงๆ นี่ต้องเป็นความรู้ของผู้ฟัง ไม่ใช่บอกให้ไปจำให้ไปทำ แต่ให้รู้ความจริงว่า รู้จักธรรมหรือยัง? ธรรมต่างกันเป็นธาตุรู้ กับสิ่งที่ไม่รู้อะไร มีอะไรบ้าง? สิ่งที่ไม่รู้อะไรมีอะไรบ้าง และธาตุรู้มีอะไรบ้าง? จึงเห็นความหลากหลายว่า ธาตุรู้ที่มีอะไรเยอะเยะต่างกันนั้น เป็นแต่ละหนึ่ง ส่วนสิ่งที่เป็นใหญ่ที่ทุกคนลืมนั้น ก็คือธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเพราะจิตรู้ จิตรู้อะไร ขณะนั้นสภาพธรรมอื่นที่เกิดร่วมกันเป็นธาตุรู้ก็รู้ แต่ไม่ใช่โดยฐานะที่รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่เป็นปัญญา แต่เป็นสภาพที่รู้แจ้ง เพราะเห็นจริงๆ หนึ่งขณะเดี๋ยวนี้เอง แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียงแค่จิตดับแล้ว แต่รู้แจ้ง นั่นหน้าที่ของจิต ไม่ใช่ชอบ ไม่ใช่เข้าใจ ไม่ใช่จำ เห็นไหม กว่าเราจะค่อยๆ เข้าใจธรรม ไม่ใช่กระโจนไปหาสติปัฏฐานเลย
อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ การศึกษาธรรมตั้งแต่ต้นก็เริ่มพิจารณาได้ว่า ขณะที่เริ่มรู้ลักษณะของสติ แม้ในขั้นการฟัง อย่างฟังเรื่องของ ธาตุรู้ อย่างท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับว่า มีหลายๆ อย่าง อย่างเห็น อย่างได้ยิน เป็นธาตุรู้ที่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏครับ อย่างเห็นก็เห็นสีสันวัณณะต่างๆ ได้ยินก็ได้ยินเสียง ขณะที่ฟังอย่างนี้ก็พอรู้ได้ว่า ขณะที่ไตร่ตรอง หรือพิจารณา แล้วก็เข้าใจในความเป็นธรรมเพราะมีจริงๆ ขณะนั้นก็เป็นอาการของสติที่เกิด แต่ก็ไม่ใช่เป็นการรู้ในตรงลักษณะของสภาพธรรมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: พอจะคิดถึงสภาพรู้ที่มีจริง ก็คิดถึงสติเลยหรือ?
อ.วิชัย: คือ ก็พอพิจารณาถึงความต่างกันครับ เพราะว่าฟังเรื่องของสติ ก็เห็นถึงอกุศลมากในแต่ละวัน ก็ขณะนั้นก็พอรู้ได้ว่าขณะที่เป็นอกุศลไม่มีสติ แต่ว่า พอฟังพระธรรมแล้วมีความเข้าใจก็ค่อยๆ พิจารณาถึงความต่างกัน กับขณะที่เพลินไปด้วยอำนาจของอกุศล กับขณะที่ฟังแล้วก็ค่อยๆ ไตร่ตรองแล้วก็พิจารณา แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็เป็นความต่างกันครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังเรื่องของสติเลย จะเข้าใจไหม?
อ.วิชัย: ยังไม่สามารถเข้าใจได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็พูดถึงเรื่องสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้ในชีวิตจริงๆ เลย ยังไม่ต้องไปพูดถึงสติหรืออะไรเลย เพื่อจะค่อยๆ รู้ว่า ลักษณะที่มีจริงนั้น คืออะไรที่ต่างกันไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะกำลังมีจริงขณะนั้น ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ใช่ครับ เป็นความต่าง
ท่านอาจารย์: ก็ที่กำลังใส่ใจสนใจเข้าใจ นั่นก็มีสติแต่ไม่ได้พูดถึงเลยยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาเพียงว่า วันนี้ทั้งวันมีอะไรบ้าง
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวข้อความที่ท่านอาจารย์บรรยายไว้ในแนวทางเจริญวิปสสนา ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจในการอบรมเจริญสติ ซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก เพราะว่า หนทางของการเจริญอบรมปัญยาไม่ง่ายเลยครับ แล้วท่านอาจารย์ก็โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็มีมาก อย่างบางบุคคลศึกษาอภิธรรม ปรมัตถธรรม ก็มีการตั้งสำนักปฏิบัติ นี่ก็รู้ว่า ขณะนั้นเป็นความคิดเห็นที่ผิดครับ แต่ว่า การศึกษาธรรมจริงๆ ที่จะเป็นการอุปการะต่อการเจริญสติ ก็ต้องรู้จักหนทางว่า การอบรมเจริญสติคืออย่างไรด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เลยหรือ?
อ.วิชัย: ยังไม่ใช่เดี๋ยวนี้ครับ
ท่านอาจารย์: นั่นสิ! เพราะฉะนั้น ก็ต้องเริ่มต้นนะ กำลังพูดถึงเรื่องธาตุรู้ ก็ให้ค่อยๆ เข้าใจความละเอียดของธาตุรู้ก่อน แล้วก็กำลังมีจริงๆ ด้วยในชีวิตประจำวัน และถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในชีวิตประจำวัน จะไปเข้าใจชื่อเท่านั้นโดยสภาพธรรมนั้นในชีวิตประจำวันก็ยังไม่รู้เลยว่าอะไร
เอาเพียงแค่เริ่มรู้ธาตุรู้ทีละเล็กทีละน้อยที่ปรากฏว่ามีในชีวิตประจำวันก่อน จะได้รู้ว่าเป็นสติหรือเปล่า? แต่ไม่ใช่ไปบอกให้เข้าใจว่า สติ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่สติก็มีแต่ไม่รู้
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ แม้เพียงขั้นฟังที่จะเข้าใจ ก็ยังยากอย่างยิ่งเลยครับ
ท่านอาจารย์: นี่จึงเป็นการที่เราสนทนากันไง!! เพื่อที่จะไม่ลืมความลึกซึ้งของสภาพธรรม เพราะว่าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงความลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ จนแม้กำลังมีเดี๋ยวนี้ต้องบำเพ็ญบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะตรัสรู้ ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
มิเช่นนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เลย
เฉพาะฉะนั้น ก็ไม่รีบร้อน กว่าจะรู้จักลักษณะของสติ ไม่ใช่ไปหวังสติ จะทำสติ จะให้สติเกิดรู้นั่นรู้นี่ แต่ต้องรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร จะได้รู้ว่าไม่ใช่สติเลย แล้วก็ไปพูดถึงสื่งที่ยังไม่ได้ปรากฏโดยที่ยังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ปรากฏว่ามีแล้วเดี๋ยวนี้
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ โดยมากจะรีบร้อนครับ จะรีบด่วนจะเร่งรีบเสมอเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเห็นความละเอียดลึกซึ้งว่า กว่าจะรู้ และเข้าใจขึ้นต้องลึกซึ้ง ไม่ใช่ผ่านไปๆ เหมือนเข้าใจ แต่ความจริงไม่เข้าใจเลย มีแต่คำที่จำได้นิดๆ หน่อยๆ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ไม่เห็นมีใครไม่พูดคำนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง และอะไรล่ะที่เป็นจิตที่รู้แจ้งอารมณ์ เห็นไหม!! ปิดสนิท แล้วก็พูดถึงสติปัฏฐาน แล้วสติปัฏฐานปรากฏหรือยัง?!
ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ จะไม่เข้าใจสติปัฏฐานแน่นอน!!
อ.วิชัย: ครับ ไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ไม่เข้าใจสติปัฏฐานแน่นอนครับ นี่ก็เป็นคำที่เตือนอย่างยิ่งเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ต้องละเอียด ต้องไม่รีบร้อน ต้องเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีก่อนแล้วจึงจะเข้าใจว่า สติหรือไม่สติ ใช่ไหม? ไม่ใช่ไปบอกว่า สติ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ว่าสภาพธรรมอื่นที่ไม่ใช่สติก็ยังไม่รู้เลย!!
อ.วิชัย: ก็เข้าใจเพิ่มขึ้นครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับรย์:
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ