ไม่สงสัยในขันติบารมีเพราะปัญญาบารมี
โดย เมตตา  10 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53200

[เล่มที่ 74] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้า 579

ขันติบารมี มีความอดทนเป็นลักษณะ. มีความอดกลั้นสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นรส (กิจหน้าที่) . มีความอดกลั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน. หรือมีความไม่โกรธเป็นปัจจุปัฏฐาน (อาการปรากฏ หรือผล) . มีเห็นตามความจริงเป็นปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด) .


มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๔ - หน้าที่ 185

แม้ในอรรถกถา สังคีติสูตร ท่านก็กล่าวไว้ว่า "ความอดทนคือความอดกลั้น ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า ในมาติกาที่ยกขึ้นตั้งไว้ว่า ขันตินั้น ขันติเป็นไฉน? คือ ความอดทน ความเป็นคือความอดทน ความเป็นคือความอดกลั้น ความเป็นผู้ไม่ดุร้าย การไม่ปลูกน้ำตา ความที่จิตเบิกบานอันใด นี้ เรากล่าวว่า ขันติ"

[๔๑๓] ฎีกาสัพพาสวสูตร ในมูลปัณณาสก์ว่า "ขันติ ชื่อว่า อธิวาสนา เพราะเป็นเครื่องอดกลั้น คือ อดทนแห่งบุคคล ได้แก่อโทสะ อันเป็นไปโดยอาการ คือ อดทนต่อหนาวเป็นต้น หรือได้แก่กุศลขันธ์ ๔ มีอโทสะนั้นเป็นประธาน "ขันตินั้นด้วย เป็นเครื่องอดกลั้นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อธิวาสนขันติ

ฎีกาสัพพาสวสูตรนั้นว่า "ขันติอันอดกลั้น ธรรมชาติมีความหนาว เป็นต้น ที่เข้ามาถึงแล้ว ย่อมเป็นประหนึ่งว่าให้ความหนาวเป็นต้นเหล่านั้นอยู่เหนือตน เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อาโรเปตฺวา วาเสติเยว บทว่า น นิรสฺสติ คือ ไม่กำจัด ก็ผู้ใด ไม่ทนความหนาว เป็นต้น ผู้นั้น ย่อมเป็นราวกับว่าสลัด คือ กำจัดอยู่ซึ่งความหนาว เป็นต้นนั้น"


อ.คำปั่น: วันนี้ก็ได้ฟังข้อความที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อความช่วงหนึ่งที่กระผมประทับใจอย่างยิ่งครับ ในความเกื้อกูลของท่านอาจารย์ครับ ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความอดทน ก็คืออดทนที่จะไม่ไปตามโลภะ และโมหะ

นี่คือ ข้อความที่ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลครับ ก็ทำให้นึกถึงข้อความในอรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎกครับ ปรมัตถทีปนี อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ที่แสดงถึงความเป็นจริงของบารมีประการหนึ่ง ก็คือขันติบารมี ครับก็จะขอโอกาสอ่าน และขอกราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นครับ

มีข้อความดังนี้ว่า ขันติบารมี มีความอดทนเป็นลักษณะ. มีความอดทนต่ออารมณ์น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นกิจหน้าที่ มีความอดกลั้น หรือมีความไม่โกรธเป็นอาการปรากฏ คือเป็นผล และมีการเห็นตามความจริงเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ครับท่านอาจารย์ครับ โดยเฉพาะเหตุใกล้ให้เกิด ก็คือมีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ครับ กราบท่านอาจารย์ครับว่า การได้ศึกษาแล้วก็ได้ฟังในเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ครับ ก็เห็นคุณของปัญญาจริงๆ ครับว่า เป็นประโยชน์จริงๆ

ความเกื้อกูลของปัญญาที่จะเกื้อกูลต่อความอดทน คืออย่างไรครับ ขอกราบท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ขันติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญามีไหม?

อ.คำปั่น: มีครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะเป็นอธิวาสนขันติไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำนี้หมายความว่าอะไร?

อ.คำปั่น: อธิวาสนขันติ ก็คือการยังกิเลสให้อยู่ทับ คือให้เป็นไปไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ทันทีได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยปัญญาใช่ไหม?

อ.คำปั่น: แน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ใช่ปัญญา จะเป็นบารมีที่อดทนต่อการที่จะไม่เป็นไปตามโลภะ และโมหะได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้เลยครับ ถ้าไม่มีปัญญาครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: และถ้าไม่เริ่มต้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย จะถึงขณะที่อดทนที่จะเข้าใจความจริงของขณะนั้นที่ไม่ใช่เราไม่ใช่อะไรเลย แต่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

อ.คำปั่น: ครับ ถ้าไม่เริ่มในขณะนี้ถ้าไม่เริ่มในชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย ก็ไม่มีทางถึงตรงนั้นได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่คุณคำปั่นกล่าวตอนต้น มาถึงข้อสุดท้ายใช่ไหม ต้องเป็นปัญญา?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทวนใหม่ตั้งแต่ต้นตอนที่ยังไม่ได้พูดถึงปัญญา แต่ต้องมีปัญญาแน่นอน!! อีกครั้งหนึ่ง

อ.คำปั่น: ได้ครับ ข้อความใน ปรมัตถทีปนี อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มีข้อความว่า ขันติบารมี มีความอดทนเป็นลักษณะ

ท่านอาจารย์: อย่าลืมนะ บารมีเพื่ออะไร?

อ.คำปั่น: ครับ เพื่อถึงการดับกิเลสครับ

ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่มีปัญญาทีละเล็กทีละน้อยด้วยความอดทน จะดับได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้แต่ชื่อก็ต้องรู้ว่า กำลังพูดถึงขันติอะไร ใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ชันติบารมี มีความอดทนเป็นลักษณะ มีความอดทนต่ออารมณ์ที่น่าปราถนา และไม่น่าปราถนาเป็นกิจหน้าที่

ท่านอาจารย์: แค่นี้ก่อน .. เห็นไหม ชีวิตประจำวันไหม? อีกครั้งหนึ่ง สั้นๆ

อ.คำปั่น: มีความอดทนต่ออารมณ์ที่น่าปราถนา และไม่น่าปราถนา เป็นกิจหน้าที่ ครับ

ท่านอาจารย์: วันนี้มีไหม?

อ.คำปั่น: กราบท่านอาจารย์ครับ พิสูจน์ได้เลยจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม พูดไปเถอะธรรม ทำไมไม่คิดถึงความจริงว่า ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่แม้แต่อดทนก็มีหลายอย่าง อดทนด้วยความต้องการที่จะได้ เป็นอกุศลก็มีแต่ไม่ใช่บารมี เพราะไม่ได้อดทนที่จะไม่มีอกุศล แต่อดทนที่จะพยายามเป็นไปตามอกุศลให้ได้ เห็นไหม?

อ.คำปั่น: ละเอียดมากเลยครับท่านอาจารย์ ก็ต้องได้ฟังทบทวนในคำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวอีกครั้งหนึ่งด้วยครับ เพราะว่าเป็นคำที่ไพเราะ และเป็นประโยชน์เกื้อกูลจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: และไม่ข้ามทุกคำในเบื้องต้น คือหัวข้อ พูดถึงขันติบารมี ไม่ได้พูดถึงขันติที่เป็นไปด้วยอำนาจของโมหะ และโลภะ อย่างงั้นก็ทับถมไปปิดบังไปเรื่อยๆ ไร้ประโยชน์ แต่กว่าจะเห็นประโยชน์จริงๆ ของการที่จะไม่เป็นไปตามโมหะ และโลภะ ซึ่งเป็นมาโดยตลอดทุกขณะก็ว่าได้ แม้แต่อยากนอน อยากหลับ อยากพักผ่อน เห็นไหม จะเป็นบารมีได้ไหม?

อ.คำปั่น: ความอยากเป็นบารมีไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็ทำตามความอยากทุกวันทุกคืน ใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? กว่าจะเข้าใจความหมายของ บารมี ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นปัจจัยให้อดทนได้ที่จะไม่เป็นไปตามอกุศลทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่เป็นไปได้ทันที เพราะยังไม่มีกำลังของปัญญา

อ.คำปั่น: ครับ ได้ฟังอย่างนี้ก็เหมือนกับจะอยู่ในภาวะในความเป็นจริงที่ห่างไกลมากเลยครับ กับการที่จะค่อยๆ ขัดเกลาละคลายกิเลสจนถึงการดับกิเลสได้ ครับ

ท่านอาจารย์: ต้องอดทนใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ต้องอดทนครับ

ท่านอาจารย์: ไม่สงสัยเลยในขันติบารมีเพราะปัญญาบารมี รู้ความจริงว่า ไกลแสนไกลจากความเป็นไปด้วยโลภะ และโมหะ กับการที่จะไม่เป็นไปด้วยโลภะ และโมหะ และความเห็นผิด

อ.คำปั่น: ครับ ก็ซาบซึ้งมากครับ ข้อความต่อไปนะครับ

มีความอดกลั้น หรือมีความไม่โกรธเป็นอาการปรากฏ คือเป็นผล ครับ

ท่านอาจารย์: ชัดเจนว่า อะไรจะสามารถรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

โลภะ รู้ยากใช่ไหม? เป็นไปตามเหตุการณ์ทุกอย่างทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

แต่ โทสะ บางครั้งบางคราวบางขณะ

แต่โทษ ก็คือว่า เป็นไปตามกำลังของกิเลส เพราะโมหะ ด้วยความไม่รู้

ด้วยเหตุนี้ จะรู้ความจริงไม่ใช่หรือ? แล้วยังเป็นไปตามความไม่รู้กระนั้นหรือ? แล้วเมื่อไหร่จะรู้ความจริงว่า โทสะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นภัยมหาศาลด้วย นำมาซึ่งการกระทำตามกิเลสทางกายทางวาจาปานใด ที่ปรากฏเป็นโทษต่างๆ ทุจริตต่างๆ ไม่มีความเมตตาเลย ทำได้ทุกอย่าง

อ.คำปั่น: เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ ทั้งกระผม และทุกท่านด้วยที่มีโอกาสได้ฟังครับ เป็นประโยชน์จริงๆ เป็นประโยชน์กับสังคม ชาติบ้านเมืองด้วยครับ เป็นประโยชน์มากๆ ครับท่านอาจารย์ครับ

และก็สุดท้ายครับ และมีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ครับ ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงปัญญาครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่าทุกขณะเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ของใครเลย แล้วไม่กลับมาอีกเลย ควรที่จะประจักษ์ความจริงจนประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่แค่พูด พูดไปยิ้มไปก็ได้ใช่ไหม? นั่นแหละ เห็นโทษของขณะนั้นที่เกิดแล้วดับ

แต่ทุกอย่างบังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดแล้วต้องมีปัจจัยให้เกิดเป็นอย่างนั้น ซึ่งปัจจัยขององคุลีมาลต่างกันตั้งแต่ก่อนได้ฟังได้พบพระพุทธเจ้า กับหลังจากที่ได้ฟังแล้ว

ทุกอย่างต้องเป็นไปตามการสะสมทุกขณะ ซึ่งไม่ปรากฏให้รู้เลยว่าสะสมอะไรมามากน้อยแค่ไหน ปรากฏบางส่วนในชีวิตประจำวันให้รู้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะทั้งหมดสะสมมายาวไกลมากนานมากไม่มีการรู้ได้เลยว่า ปัญญาแค่ไหน อกุศลแค่ไหน ประเภทใดแค่ไหน

อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ยิ่งฟังยิ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ ยิ่งฟังยิ่งเห็นคุณค่าของปัญญา ยิ่งเห็นประโยชน์ของการได้ค่อยๆ สะสมความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมแม้ทีละเล็กทีละน้อยก็เป็นประโยชน์อย่างมากครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าขาดทีละเล็กทีละน้อย จะมากได้ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่ได้แน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญาทีละขณะเหมือนหยาดน้ำที่ละหยดลงในมหาสมุทรจนกว่าจะเต็ม

ไม่ต้องอุปมาก็ได้ หรือจะอุปมาอย่างอื่นก็ได้ ไม่อุปมาเลยก็เข้าใจได้ในความลึกซึ้ง ในความละเอียด ในความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถจะดลบันดาลอะไรได้เลย

ถ้าไม่ฟัง จะเข้าใจไหม จะเห็นประโยชน์ไหม!!

ฟังแล้วเบื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีอยู่ประจำวัน ก็ยังมาพูดอีกก็เบื่อ เห็นไหม?

เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ประโยชน์จริงๆ ปัญญาเห็นความจริง ธรรมที่เป็นฝ่ายดีไม่ให้โทษเลย ธรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดีเข้าใจผืดคิดว่าดีเยอะเยะ

วันนี้มีไหม? แน่นอนที่สุด ชอบสิ่งที่น่าพอใจ เห็นไหม? เอามาทำไม หมดแล้ว!! ถ้ารู้จริงอย่างนั้นก็ลดความติดข้องลงไป

แต่ว่าอะไรจะเกิดตามการสะสมมาเปลี่ยนแปลไม่ได้ ปรากฏให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น!!

อ.คำปั่น: ครับ ก็ซาบซึ้งมากเลยครับ เป็นประโยชน์มากๆ เลยครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อบย่างยิ่งครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ลักขณาทิจตุกะของบารมี ๑๐ [จริยาปิฎก]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ