ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม -
ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๑

~ ฟังพระธรรมเพื่ออะไร ต้องรู้จุดประสงค์ว่าเพื่ออะไร เพื่อปัญญา
ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
จะไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลยที่จะคิด ที่จะรู้
ที่จะเข้าใจธรรมได้ตามความเป็นจริง
~ ถ้ารู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้เคารพสูงสุดคืออย่างไร?
ต้องศึกษาทุกคำของพระองค์ จึงเคารพในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ
ในพระมหากรุณาคุณ เพราะฉะนั้น
กล่าวได้ว่าถ้ามีความเข้าใจพระคุณและเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส
จะไม่มีการทุจริตใดๆ
~ พุทธบริษัทจะชื่อว่าเป็น "กตัญญูกตเวทีบุคคล"
ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ต่อเมื่อศึกษาพระธรรมโดยละเอียดให้เข้าใจจริงๆ ปฏิบัติถูกจริงๆ
จึงสามารถดับทิฏฐิซึ่งเป็นความเห็นผิดได้
เพราะว่าทิฏฐิและข้อปฏิบัติที่ผิดเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาโดยละเอียด
มิฉะนั้นจะยึดถือในข้อปฏิบัติที่ผิดนั้นได้
~ การเป็นผู้รอบคอบ การเป็นผู้ละเอียด
การเป็นผู้ตรงต่อลักษณะของสภาพธรรม
จะทำให้สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้
แต่ถ้ายังมีความไม่ตรงอยู่แม้เพียงเล็กน้อย
ย่อมไม่สามารถเจริญหนทางข้อปฏิบัติที่จะดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้น
เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจริงๆ
ว่าแต่ละท่านยังเป็นผู้มีความไม่ตรงอยู่ในเรื่องอะไรบ้างหรือเปล่า
~ การศึกษาพระธรรมต้องรู้ว่าเพื่อประโยชน์อะไร
ถ้าศึกษาเรื่องของอวิชชา (ความไม่รู้) ก็เพื่อเห็นโทษและเมื่อเห็นโทษของอวิชชาแล้วจะได้หาทางอบรมเจริญปัญญาความรู้
เพื่อละความไม่รู้
และการรู้สภาพธรรมที่ละเอียดขึ้นควรรู้ประโยชน์ว่าเพื่อละคลายการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล
*** ~ ผู้ไม่มีปัญญา ก็ไม่รู้อะไรเลย อะไรเป็นนามธรรม
อะไรเป็นรูปธรรม เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป เป็นอนัตตา
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ก็ไม่รู้เลย
นั่นเป็นความมืดตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายไม่สามารถที่จะรู้ได้
เป็นความมืดของอวิชชา
ซึ่งไม่ว่าสิ่งใดจะปรากฏก็ไม่รู้ทั้งนั้น***
~ ทุกคนที่อยากรู้จักตัวเอง ต้องพิจารณาตัวเองตามความเป็นจริง
และต้องเป็นผู้ที่ตรงด้วย
ถ้าใครเห็นแต่ความดีของตัวเองหรือเห็นแต่กุศลที่ได้ทำแล้ว
ชื่อว่าพิจารณายังไม่ละเอียด ถูกไหม?
เพราะถ้ารู้แต่ว่าได้ทำกุศลอะไรบ้าง มีกุศลมาก อย่างนั้นอย่างนี้
แต่ลืมพิจารณาว่า อกุศลล่ะ มีพอๆ กับกุศล หรือมากกว่าเยอะแยะ
และเป็นอกุศลประเภทใด และอกุศลนั้นๆ ร้ายแรงน่ารังเกียจ
หรือไม่ดีสักแค่ไหน ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ นอกจากตัวเอง
เมื่อมีการพิจารณาตนเองในทุกๆ ทาง
จะทำให้เป็นผู้ที่เพิ่มกุศลจิตด้วยการ ทำดีทางกาย ทางวาจา
ต่อคนที่คิดว่าไม่เป็นมิตรกัน หรือว่าไม่ถูกกัน นี่คือ
บัณฑิตที่ย่อมฝึกตน และเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี
ทำกุศลทุกอย่างทันที
~ การดับอวิชชา ควรทราบว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องเร็ว
แต่เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ
ที่เคยมีความไม่รู้เต็มไปด้วยอวิชชามาก่อน
~ การพักผ่อนที่ถูกที่สุด คือ ขณะใดที่กุศลจิตเกิด
ขณะนั้นเป็นการพักผ่อนทั้งกายและใจ
กายก็ไม่เดือดร้อนไปด้วยอกุศลกรรม วาจาก็ไม่เดือดร้อนตามอกุศลจิต
ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นพักผ่อนได้ทันที เป็นการพักผ่อนที่แท้จริง
คือ พักจากการไหลไปของอกุศลในวันหนึ่งๆ
~ ทุกท่านที่มีความสุขในปัจจุบันชาตินี้
ระลึกถึงอดีตกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วไม่ได้ก็จริง
แต่ขณะใดที่เป็นกุศลวิบาก มีการรู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก
ทางลิ้น ทางกายที่ดี
ขณะนั้นสามารถพิจารณาได้ว่าต้องเป็นผลของกุศลเหตุที่ได้กระทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้ว
คือ ไม่สูญหาย
เมื่อเหตุได้กระทำไว้แล้วสะสมไว้แล้วก็เป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้น
~ คนอื่นไม่รังเกียจ รังเกียจตัวเองได้ไหม
หรือต้องให้คนอื่นรังเกียจก่อน
จึงพิจารณาตนเองว่าตนเองเป็นที่รังเกียจอย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาด ไม่ต้องรอให้ คนอื่นรังเกียจ
แต่สามารถพิจารณาเห็นอกุศลธรรมที่น่ารังเกียจของตนเพื่อละสิ่งที่
น่ารังเกียจนั้น
*** ~ ถ้าผูกโกรธใคร คิดดู จะเป็นพาลหรือจะเป็นบัณฑิต
ถ้าจะเป็นพาลก็ผูกโกรธต่อไป ใครก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจะเป็นบัณฑิต
ก็เห็นว่าความผูกโกรธไม่มีประโยชน์เลย เป็นอันตราย เป็นโทษ
เพียงแค่อภัยทานยังทำไม่ได้ จะปฏิบัติธรรมอะไรได้***
*** ~ ตามธรรมดา
มีใครเคยคิดสำรวจตัวเองโดยละเอียดบ้างไหมว่ามีอกุศลธรรมอะไรบ้าง
และแต่ละอย่างๆ ที่เป็นอกุศลธรรมนั้น
อย่างไหนมากแค่ไหนและอย่างไหนน้อยกว่าอย่างอื่นบ้างซึ่งคนอื่นไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย***
~ ปัญญาเป็นแสงสว่าง แต่ไม่ใช่แสงสว่างอย่างความสว่าง
แต่เป็นแสงสว่างเพราะสามารถแทงตลอดลักษณะของสภาพธรรมแม้ที่มืดสนิทได้
เช่น เวลาที่โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ยินเสียง
ในขณะนั้นไม่มีสีสันวัณณะปรากฏเลย
เวลาที่กายวิญญาณกระทบสัมผัสสิ่งที่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว
ขณะนั้นก็ไม่มี สีสันวัณณะต่างๆ ปรากฏเลย
แต่ปัญญาสามารถประจักษ์แจ้งในลักษณะที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมได้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ปัญญาเป็นแสงสว่างที่สว่างกว่าแสงสว่างอื่นใดทั้งสิ้น
เพราะแม้ว่าจะเป็นธรรมที่มืดสนิท ไม่มีแสงสว่างปรากฏเลย
ปัญญาก็ยังประจักษ์แจ้ง ในลักษณะที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมได้
*** ~ มั่นคงว่าไม่มีเรา แล้วความเป็นเราก็จะค่อยๆ น้อยลง
ความเห็นแก่ตัวเพราะเป็นเราก็ค่อยๆ ลดลง คุณความดีทั้งหลายก็จะค่อยๆ
เพิ่มขึ้น ไม่มีการที่จะต้องทำเพื่อตัวเรา***
~ เรื่องของการอบรมเจริญกุศล เรื่องของการอบรมเจริญปัญญา
ก็จะต้องประกอบพร้อมไปทุกอย่างเท่าที่สามารถจะเกิดได้ มิฉะนั้น
ก็จะเป็นผู้หนาแน่นด้วยอกุศล และยากจริงๆ
ที่จะละคลายอกุศลนั้นได้
~ คนที่กิเลสมีมากเป็นอย่างไร
พฤติกรรมทางกายทางวาจาเกิดจากใจซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสมากเท่าไหร่
การกระทำทางกาย ทางวาจา ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น
ถ้ากิเลสมีน้อยลง ความดีก็เพิ่มขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะค่อยๆ
ดับกิเลสตามลำดับขั้น
*** ~ วันหนึ่งๆ มีกุศลจิตมากหรือมีอกุศลจิตมาก
ถ้ารู้ว่าตัวเองมีอกุศลจิตมาก
ก็จะเพิ่มกุศลจิตขึ้นแทนที่จะสะสมอกุศลให้มากขึ้น***
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๐


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบอนุโมทนาค่ะ