
[เล่มที่ 25] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 111
พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัยเบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน
[เล่มที่ 25] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 115
บทว่า อธิคโต แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น. บทว่า ทุทฺทโส ความว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยากใครๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก. บทว่า สนฺโต ได้แก่ดับสนิท บทว่า ปณีโต ได้แก่ไม่รู้จักอิ่ม. สองบทนี้ท่านกล่าวหมายโลกุตระเท่านั้น. บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น.
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องละตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้มีอะไร!! รู้หนทางแล้วยัง? มรรค ไปไหน? จากไม่รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร!!
อ.อรรณพ: หนทางที่จะออกจากความไม่รู้
ท่านอาจารย์: หนทางที่จะรู้เพื่อละความไม่รู้ อะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงอะไรเท็จ เห็นไหม? ต้องมั่นคงในความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผลตั้งแต่เริ่มแรก
ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เบื้องแรก จะเข้าใจถูกต่อไปได้อย่างไร จนถึงการประจักษ์แจ้งขณะนี้ สภาพธรรมคืออะไรไม่มีความสงสัย แต่ต้องเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ทุกขณะ
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็เคยปรารภในการสนทนาปัญหาธรรมในวันอังคารในเรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ท่านอาจารย์ก็ถามว่า สัจจะทั้ง ๔ นี่ สัจจะใดต้องมีก่อน ท่านอาจารย์ก็เลยกล่าวถึง มัคคสัจจะ นี่ต้องมีก่อน แต่ว่ามัคคสัจจะ นี่เห็นได้ยากเพราะลึกซึ้งครับ เห็นได้ยากยิ่งเพราะลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์: ต้องตรงใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ลึกซึ้งไหม?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้เมื่อฟังพระธรรมแล้วก็เริ่มเข้าใจไตร่ตรองในระดับหนึ่งว่าต้องลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์: แค่คำว่าลึกซึ้งไม่พอ ต้องอะไรลึกซึ้ง!!
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ลอยๆ ว่า ลึกซึ้ง
อ.อรรณพ: สิ่งที่ปรากฏจริงๆ นั่นแหละลึกซึ้ง เพราะว่าปรากฏไม่จริง ปรากฏแบบไม่จริง ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้คืออะไร นี่แหละ เริ่มรู้ ไม่ใช่ว่าต้องไปแสวงหาที่ไหน เดี๋ยวนี้เองถ้ายังไม่เริ่มรู้เดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้เลย
เห็นไหม ลึกซึ้งไหม!! และนี่เป็นหนทางจริงๆ ที่จะรู้ใช่ไหม เพราะเดี๋ยวนี้ไม่รู้
หนทาง ก็คือว่า เริ่มรู้ สิ่งที่เคยไม่รู้มาก่อน ทำไมไม่รู้ปานนั้นเพราะลึกซึ้ง สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนมีอยู่ตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น เหมือนมีอยู่ตลอดเวลา ลึกซึ้งไหม ธรรมดาเหมือนมีอยู่ตลอดเวลา แต่ตามความเป็นจริงที่ลึกซึ้งหาเป็นเช่นนั้นไม่ ถ้าไม่มีการเกิด ไม่มี และทันทีที่เกิดก็ดับ
ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองว่า จริงไหม? ก่อนเห็นไม่มีเห็น ก่อนได้ยินไม่มีได้ยิน แล้วเห็นก็เกิดขึ้น มีเห็นเมื่อเห็นเกิดขึ้น แต่ว่าเกิดเห็นแล้วก็ดับ เพราะได้ยินแล้ว คิดแล้ว จำแล้ว อย่างอื่นเกิดต่อทันทีเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่เห็นรอยต่อเลยเพราะเกิดดับเร็ว เกิดก็เร็ว ดับก็เร็ว แล้วก็เกิดต่ออีกก็เร็วต่อกันเหมือนไม่ดับเลยไม่เกิดเลย แต่ความจริงไม่เกิดมีไหม? แล้วเดี๋ยวนี้ถ้าไม่ดับก็ยังอยู่สิ! อย่างเดียวอย่างอื่นมีไม่ได้ถ้าสิ่งนั้นยังอยู่
อ.อรรณพ: ลึกซึ้งจริงๆ ครับท่านอาจารย์ เพราะว่า สืบต่อกันรวดเร็วแนบเนียนสนิทเหมือนไม่มีอะไรดับเลย เหมือนกับอยู่อย่างนั้น พัดลมก็วางอยู่ตรงนี้ ตัวเราก็อยู่ตรงนี้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเหมือนเดิม ทุกอย่างปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา ไม่ใช่อนัตตา (ไม่คือนะ อนัตตา) ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดทุกชาติเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตั้งแต่เกิด เราเกิด เราเห็น เราได้ยิน เราชอบ แล้วก็จากโลกนี้ไป เราไหนทุกวันนี้ เมื่อวานนี้เรา แต่เดี๋ยวนี้เมื่อวานนี้ไม่เหลือเรา ฉันใด ขณะนี้เป็นเรา พรุ่งนี้ก็ไม่เหลือเราแล้วของวันนี้
คิดห่างๆ คิดหยาบๆ แต่ถ้าละเอียดต้องทุกขณะจิตที่หลากหลายมากรวดเร็วมาก ปกปิดความจริงแน่นหนามากนานแสนนานมาแล้ว
อ.อรรณพ: ซาบซึ้งครับ ตรงตามพระธรรมทุกข้อทุกประการ อาการปรากฏของจิต ก็คือความสืบต่อ เพราะฉะนั้น ความสืบต่อสืบต่อจนไม่เห็นรอยต่อ สืบต่อเร็วจนไม่เห็นรอยต่อ สุดๆ ที่จะลึกซึ้ง
เมื่อคืน อ.คำปั่น ก็ถามว่า มีอะไรที่จะลึกซึ้งยิ่งกว่าความจริงของสิ่งที่ปรากฏ โอ้! ไม่มี ไม่มีแน่ๆ ถ้ามีก็คือต้องมีคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีเพราะความจริงอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็คืออย่างนี้จริงๆ เป็นความจริงที่ไม่ใช่คน สัตว์ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป โดยเฉพาะนามธรรมเกิดดับสืบต่อแนบเนียนที่สุด อาการปรากฏของโดยทั่วไปนะครับ จิตทั้งหลายโดยรวมก็คือมีความสืบต่อเป็นอาการปรากฏ เนียนที่สุดครับท่านอาจารย์ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้น พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่สุดประมาณจริงๆ
ยิ่งแม้ฟังเรื่องอวิชชา อ.วิชัย บอกเห็นบาปโดยความเป็นบาป ที่บอกเดี๋ยวนี้บาปไหม บาปแล้ว! บาปแล้วก็ไม่รู้นะครับ รู้ได้ไงว่าเป็นธรรม ยังไม่ต้องพูดถึงรู้ว่าเกิดดับ กราบเท้าท่านอาจารย์ที่ได้กล่าวถึงหนทางอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วนะครับ ถ้าไม่มีหนทางที่พระองค์ทรงแสดง ก็มืดสนิทด้วยอวิชชา อวิชชาก็ท่วมทับก็เป็นธาตุใหญ่ ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นอีก ก็กราบเท้าท่านอาจารย์
อ.คำปั่น: ก็ขอกราบขอบพระคุณ อ.อรรณพอย่างยิ่ง กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นประโยชน์จริงๆ ครับ แม้แต่ที่ท่านอาจารย์ได้ถามอยู่เสมอนะครับ เดี๋ยวนี้มีอะไร? ก็เป็นประโยชน์มากครับที่จะเตือนให้ไม่ลืมในความเป็นจริงของธรรม แล้วก็เป็นข้อความที่จะต้องเก็บไว้ในหทัยในวันนี้ ก็คือไม่รู้ไปเรื่อยๆ ก็บาปไปเรื่อยๆ ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นประโยชน์ทั้งหมดเลยนะครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ธรรมลึกซึ้งรู้ตามได้ยาก [อรรถกถาอายาจนสูตร]
อริยสัจจ์ ๔ [พระอภิธรรมปิฎก]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ