
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เราเป็นพาลอยู่ตรงนี้ที่ไม่รู้ความจริงไม่ใช่ที่อื่นเลย ไม่คบคนพาลคือไม่คบสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คบบัณฑิตคือคบสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งหมด พอโกรธเกิด ... คนพาลอยู่ตรงนี้ ... เริ่มรู้จักตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องรู้ประโยชน์ของการฟัง ฟังเพื่อขัดเกลา ฟังเพื่อรู้ความจริง ฟังเพื่อนละความไม่รู้ โกรธเกิดขึ้นก็เป็นธรรมะไม่ใช่เรา ไม่ใช่ยุยงส่งเสริมให้โกรธต่อไป พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสอย่างนั้น แต่ให้รู้ความจริงว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์
ฟังธรรมแล้วน้อมมาประพฤติปฏิบัติตาม กิเลสเกิดก็ขัดเกลา ขัดเกลาในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ขัดเกลาในชีวิตประจำวัน แล้วจะขัดเก่าเมื่อไหร่
ไม่มีใคร ไม่มีชาวไทย ไม่มีชาวเขมรไม่มีชาวอเมริกัน มีแต่ชาวพุทธที่เข้าใจธรรมะ ขณะที่เข้าใจเป็นบัณฑิตอยู่ตรงนี้ เป็นสิ่งที่มีค่ามาก ทุกอย่างคือขัดเกลาตรงนี้ทั้งนั้นเลย ธรรมะอยู่ตรงนี้ทั้งนั้นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ฟังธรรมะเหมือนในครั้งพุทธกาล อะไรมีเกิดขึ้นก็รู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นรู้ว่าขณะนั้นโกรธมีจริง เกิดแล้ว ไม่ต้องเรียกชื่อ ให้รู้ขณะนั้นว่าโกรธมีจริง
กว่าธรรมะจะค่อยๆ เติบโตจากการฟัง การไตร่ตรองเป็นปกติ เห็นโทษของการสะสมสิ่งไม่ดี เริ่มรู้สึกเริ่มเปลี่ยน คุณของพระพุทธเจ้ามหาศาล แต่ต้องเมื่อประพฤติปฏิบัติตามด้วย คุณมากจนกระทั่งว่าแม้จะปฏิบัติตามไม่ได้ ยังมีคุณจนถึงปฏิบัติตามได้ ... ปานนั้น ... ถ้าไม่มีคำของพระองค์ ยังไงๆ ก็ไม่ถึงเวลาไปปฏิบัติตามได้

มีเราในสีสันวรรณะ ... ธรรมะยังไม่ปรากฏ เพราะเราปรากฏ โต๊ะ เก้าอี้ปรากฏ อะไรๆ ปรากฏทั้งวัน มีแต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แม้มีก็เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เห็นไหมพระปัญญาของพระพุทธเจ้า แล้วเราไม่ประพฤติตามทีละน้อยจะถึงไหม ... ความจริง ... เห็นค่ามหาศาลของบารมี สัจจบารมี เมตตาบารมีขันติบารมีและต้องเป็นชีวิตประจำวัน ... แล้วจะเอาอะไรไปฝึกถ้าไม่ใช่ชีวิตประจำวัน จะเอากำลังที่ไหนมามันไม่มี แต่ชีวิตประจำวันกำลังมี จากไม่รู้เป็นค่อยๆ รู้จากเลวค่อยๆ ลดเป็นดี
เดี๋ยวนี้ไม่รู้ จึงต้องฟังจนกว่าจะรู้ ... จนกว่าจะรู้ว่าอะไรรู้ ... จนกว่าจะรู้ว่ารู้เมื่อไหร่ ... จนกว่าจะรู้ว่ารู้เพราะอะไร ไม่ใช่ว่าฟังแค่นี้พอแล้ว เข้าใจแล้ว ... ไม่ใช่ ... การไตร่ตรองต้องละเอียดและลึกซึ้งต่อไปอีก ... ต่อไปอีก ... ต่อไปอีก ... ต้องฟังต่อไปอีก พระธรรมถึงต้องแสดง 45 พรรษา ละเอียดทุกคำ แต่เราไตร่ตรองไม่พอสักคำ เกือบจะเรียกว่าไม่ได้ไตร่ตรอง ... แค่จำแล้วพูดตาม
สำคัญที่สุดฟังแล้วไตร่ตรองให้เข้าใจค่อยๆ สะสมไป ค่อยๆ เข้าใจทีละนิดๆ ค่อยๆ เข้าใจไป ... หนทางเดียว ... ไม่ใช่เราเลย ... เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
กำลังเห็น ก็ต้องคิดว่ามีเห็น ห่างไกลมาก ลึกซึ้งสุดประมาณ เพราะฉะนั้นฟังเพื่อละ ไม่ใช่ฟังเพื่อต้องการ เพื่ออยากได้ ละเพราะว่ารู้และเข้าใจจึงละได้ มันเกาะติดแน่นมาแสนนานแล้วก็ทุกอย่างด้วย ... กำลังเรียนวิชาละลายยางมะตอย ตกลงไปในถังยางมะตอย ... ยิ่งกว่ายางมะตอยอีก ยางมะตอยยังล้างได้ แต่นี่ต้องปัญญาระดับไหน?!

ปัญญาประเสริฐสุด เพราะสามารถที่จะละความไม่รู้และกิเลสทั้งหมดได้ ... ตราบใดหวังไปอะไรไปแต่ไม่มีความเข้าใจถูกต้องไม่หมดกิเลสเพราะติดข้อง แต่ถ้ารู้จริงๆ ใครจะไปติดข้องถ้าประจักษ์ว่ามันไม่ใช่เราเลย ... เห็นเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีสักขผงะไหนที่เห็นเกิดแล้วไม่ดับ ถ้ารู้จริงๆ ก็ค่อยๆ ละความไม่รู้และความติดข้อง ... จะเอาตัวเราไปละ ไม่มีทางยิ่งติดเข้าไปใหญ่ ... เกิดมานี่จะเอาอะไร??
เกิดมาได้พบท่านอาจารย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะเหตุว่าได้เข้าใจความจริงเท่านั้น ปาฏิหาริย์เหนือสิ่งใด จากความไม่รู้มารู้จนประจักษ์แจ้งได้ ยิ่งกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น ... ทุกคำที่พร่ำสอนบ่อยๆ 45 พรรษา ปาฏิหาริย์จนทำให้อกุศลหมดได้ไม่เหลือทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะอกุศล เพราะพอหมดกุศลก็ไม่มีเหตุที่จะให้เกิด พ้นจากการที่จะต้องเกิดเพราะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่อะไรเลย แต่ธรรมะเท่านั้นเกิดไปดับไป เกิดไปดับไป เป็นธรรมะแต่ละอย่างตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นพอไม่มีเรา ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรทั้งสิ้น
ต้องเห็นคุณของพระธรรมและพระรัตนตรัย ต้องฟังต่อไปจนกว่าจะมีกำลังของความเข้าใจ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ

กำลังเห็น ก็ต้องคิดว่ามีเห็น ห่างไกลมาก ลึกซึ้งสุดประมาณ เพราะฉะนั้นฟังเพื่อละ ไม่ใช่ฟังเพื่อต้องการ เพื่ออยากได้ ละเพราะว่ารู้และเข้าใจจึงละได้ มันเกาะติดแน่นมาแสนนานแล้วก็ทุกอย่างด้วย ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอบคุณ และยินดีในกุศลจิตค่ะ
ยินดีในกุศลจิตค่ะ
กราบอนุโมทนาค่ะ