ความมืดของความไม่รู้มหาศาล
โดย เมตตา  22 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52745

[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้า 891

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนอชิตะ

โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่ (เพราะความประมาท) เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.

[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้า 893

อรรถกถาอชิตสูตรที่ ๑

ก็ในปัญหานั้น บทว่า นิวุโต หุ้มห่อ คือ ปกปิดไว้. บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออชิตมาณพทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้.

บทว่า เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสติ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่และเพราะความประมาทเป็นเหตุ. จริงอยู่ ความตระหนี่ไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีทานเป็นต้นของเขา และความประมาทไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา คือตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ดุจตังดักลิง ฉาบทาลิงไว้ฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น.


[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 73-74

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น.


ท่านอาจารย์: ปรากฏตามความเป็นจริงหรือเปล่าว่า ทางตาเท่านั้นที่ปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิด สว่างไสวก็ชั่วขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น

สว่างไสวชั่วขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น แค่นี้!! ลึกซึ้งแค่ไหน?

ไม่เคยคิด ถึงแม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้คิดว่า ที่สว่างไสวเดี๋ยวนี้เพียงชั่วขณะที่จิตเห็นธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็นเท่านั้นแล้วก็มืด ดับเร็วมาก

เพราะฉะนั้น สว่างแค่ไหน!! นิดเดียว แต่ปรากฏเหมือนทั้งวัน ต่อกันจนกระทั่งไม่รู้ความจริงว่า ต้องมีความมืดคั่นแน่นอน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า แต่ละหนึ่งปะปนกันไม่ได้ ต้องแยกขาดจากกันโดยความมืดที่คั่น สามารถจะรู้ได้ว่า สิ่งที่ปรากฏ ๑ และความมืดคั่น มีสิ่งที่ปรากฏอีก ๑ ไม่ใช่อันเก่า

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ คือปรารภว่า ทำไมถึงโง่ขนาดนั้นที่ไม่รู้จัก สว่างก็ไม่รู้จัก มืดก็ไม่รู้จัก แม้สว่างก็ไม่รู้จัก มืดก็ไม่รู้จัก แล้วก็ฟังว่ามืดมากกว่าสว่าง แล้วก็วันอังคารที่แล้ว อ.วิชัย กราบสนทนาท่านอาจารย์ว่า บุคคลครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมใส่ใจในสิ่งนั้นครับ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราขณะนี้จะครุ่นคิดด้วยกุศลที่พยายามที่จะไตร่ตรองตามคำท่านอาจารย์ แต่ว่าก็เหมือนกับก็สว่างตลอด แต่ก็ไม่ได้สนใจในความสว่าง

เพราะฉะนั้น ก็ไม่รู้จักสว่างด้วย แล้วมืดก็ไม่รู้จักสว่างก็ไม่รู้จักอย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งหมดในความมืดหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ครุ่นคิดในความมืดครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะค่อยๆ มั่นคงว่า ความมืดของความไม่รู้มหาศาล

เพราะฉะนั้น ฟังทุกคำด้วยความละเอียดด้วยความลึกซึ้ง จึงจะรู้ว่าความจริงเป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้ เพราะว่าสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงของการที่เกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันหลากหลายมากอย่างรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้

อ.อรรณพ: วันนี้ผมว่าเป็นประโยชน์มากที่ได้มีโอกาสกราบสนทนากับท่านอาจารย์ ที่ อ.คำปั่น นำสนทนานี่ครับ ที่จะได้เข้าใจถึงสภาพอกุศลธรรม ๒ อย่าง ซึ่งลึกซึ้งมากเลย คือความไม่รู้ อวิชชา และก็ความติดข้อง ตัณหา นี่ครับ ว่า โอ้โห! เห็นพอที่จะเข้าใจในขั้นปริยัติเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง ในทั้ง ๒ สภาพธรรม คือความไม่รู้นี่ ทำไมได้ปกปิดอารมณ์ได้แนบเนียมสนิทสนมได้เช่นนั้น

แล้วเมื่อปกปิดแล้วก็เป็นเหตุให้โลภะอาศัยเกิด ติดข้องทาบทาในอารมณ์นั้น แล้วก็มืด โมหะก็มืด โลภะก็มืด สภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ทั้งหมดก็มืด แต่ว่า โลภะ มืด แต่โมหะมืดทำให้ปกปิดให้มืดด้วยบอดด้วยความไม่รู้เข้าไปอีกครับท่านอาจารย์ ถึงปรารภว่า การที่จะรู้ความจริงจนดับความไม่รู้และโลภะได้หมดเป็นพระอรหันต์ ช่างยากเหลือเกิน แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ฟังธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ครับ ก็โอ้โห! ยาวไกลครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยากแสนยากเท่าไหร่ที่จะรู้พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่ไม่สามารถจะรู้ได้เลยไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะว่าถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ และความติดข้อง ทำให้ไม่มีอะไรเกิดดับเลย แล้วก็ปรากฏสิ่งที่แค่กระทบตา แค่กระทบตา!! เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเต็มโลก!! มืดแค่ไหน?! แค่สิ่งนั้นกระทบตาแล้วดับ มีความมืดคั่นอย่างรวดเร็วแล้วก็กระทบตาอีก แล้วก็ดับอีกอย่างรวดเร็วจนไม่ปรากฏเลยในความมืดที่คั่นอยู่

เพราะฉะนั้น ก็เหมือนเป็นแสงสว่างที่ทำให้เกิดรูปร่างสัณฐานต่างๆ ติดต่อกันรวดเร็วมาก จนกระทั่งจำได้หมายรู้ว่าอะไร อะไร!! ไม่ได้รู้เลยว่าหมดแล้ว แต่ไปจำได้หมายรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร แค่ไหนความมืด!!

มืดตั้งแต่ไม่รู้ว่า สิ่งนี้เกิดจึงปรากฏแล้วดับแน่นอน และมีความมืดคั่นด้วย แต่ว่าความสว่างปรากฏสืบต่ออย่างเร็วมาก ไม่ว่าจะห่างกันแต่ละหนึ่งขณะ ใครรู้?! จนกว่าเมื่อ ปรากฏๆ เป็นรูปร่างสัณฐานให้จำได้หมายรู้ว่า นั่นอะไร!!

แต่นั่นอะไร!! ถ้าไม่กระทบตา ปรากฏได้ไหม?

นั่นอะไร!! ถ้าไม่ปรากฏมากมายหลายขณะจนต่อกันเป็นรูปร่างสัณฐาน จะรู้ได้ไหมว่า แต่ละหนึ่งดับแล้ว แต่ที่ปรากฏสืบต่อว่า ยังไม่หมดกระแสของการที่จะกระทบตา โดยที่มีแม้สิ่งที่มืดสนิทคั่นอย่างเร็วมากก็ไม่ได้ปรากฏ

เพราะฉะนั้น พระปัญญาคุณที่ตรัสรู้ความจริง เมื่อตรัสรู้แล้วตรัสว่า ธรรมละเอียดลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ เพราะต้องบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่? แล้วคนอื่นล่ะ ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งไหม? เกินวิสัยที่จะรู้ได้อย่างเร็ว เกินวิสัยที่ใครจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เกินวิสัยที่จะค่อยๆ หมดความมืดไปจนค่อยๆ สว่างขึ้น

เพราะฉะนั้น จึงเห็นคุณสูงสุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้ความจริงนี้ได้?! เห็นไหมๆ ว่า อยู่ตรงนี้ ใครจะรู้ความจริงนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.อรรณพ: เห็นพระคุณสูงสุดจริงๆ ท่านอาจารย์ประกาศพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ อรรถกถาท่านก็แก้ว่า ปกปิด แล้วก็อันตัณหาฉาบทา แล้วก็อีกเยอะเลยครับที่พระองค์ทรงทรง อวิชชา และตัณหา นี่มากมาย

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องตามคำ แต่เราสามารถเข้าถึงคำที่กล่าวถึงความจริงถึงที่สุดที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แค่นี้!! อยู่ในความมืดตลอดเวลา แต่ก็ปรากฏเป็นสว่างตลอดเวลา เพียงสว่างนิดเดียวเท่ากันหมดความเล็กน้อยของสิ่งที่ปรากฏเมื่อมีความมืดคั่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่กระทบตา แสงสว่างแดง แสงสว่างเขียวหรืออะไรก็ตามแต่ กับเสียงเล็ก เสียงใหญ่ เสียงโน่นเสียงนี่ กับไม่ว่ากลิ่นใดๆ ทั้งหมด ทีละหนึ่งกระทบแล้วดับแล้วก็มีความมืดคั่น

เพราะฉะนั้น อวิชชาความไม่รู้ทุกอย่างทุกขณะ และก็เพราะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ จากการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็ว ก็ทำให้จำได้หมายรู้ว่า เรา เขา โน่น นี่ นั่น เต็มโลกไปหมด นานเท่าไหร่ และอยู่ในความมืดสนิท ใช่ไหม? แต่ความมืดไม่ได้ปรากฏเลย ตราบใดที่แสงสว่างจากขณะที่เห็น ปรากฏสืบต่ออย่างเร็วจนเป็นรูปร่างสัณฐานให้จำได้หมายรู้ว่าเป็นอะไร แม้ไม่ต้องใช้สักคำ ไม่พูดสักคำ แต่สิ่งที่ปรากฏก็เป็นอย่างนี้

กว่าจะรู้ว่า นี่จริง และกำลังมืด แต่ต้องเป็นปัญญาที่มั่นคงแค่ไหน จึงสามารถที่จะรู้แต่ละหนึ่งต่างกัน จึงจะรู้ว่า ที่ต่างเพราะคั่นด้วยความมืด เพราะสิ่งนั้นดับแล้วจึงมืด เพราะสิ่งใดเกิดในความมืดแล้วก็ดับ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นรส

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 23 ก.ค. 2569

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยากแสนยากเท่าไหร่ที่จะรู้พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่ไม่สามารถจะรู้ได้เลยไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะว่าถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ และความติดข้อง ทำให้ไม่มีอะไรเกิดดับเลย แล้วก็ปรากฏสิ่งที่แค่กระทบตา แค่กระทบตา!! เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเต็มโลก!! มืดแค่ไหน?! แค่สิ่งนั้นกระทบตาแล้วดับ มีความมืดคั่นอย่างรวดเร็วแล้วก็กระทบตาอีก แล้วก็ดับอีกอย่างรวดเร็วจนไม่ปรากฏเลยในความมืดที่คั่นอยู่

น้อมอ่านด้วยความเคารพ

กราบท่านอาจารย์

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ


ความคิดเห็น 2     โดย chatchai.k  วันที่ 23 ก.ค. 2569

ยินดีในกุศลจิตครับ