
[เล่มที่ 44] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 77
๓. ตติยโพธิสูตร
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม
[๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด ๗ วัน ครั้งนั้นแล พอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมด้วยดี ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ดังนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการอย่างนี้
[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 445
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้วในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์นี้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในปฏิจจสมุปบาทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอวิชชาไว้แต่ต้น แม้อวิชชาก็ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นเหตุเดิมของโลกเหมือนความคงที่ของพวกปกติวาทีหรือ?
ตอบว่า อวิชชา มิใช่ไม่มีเหตุ เหตุแห่งอวิชชา พระองค์ตรัสว่า อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย (อวิชชาเกิดขึ้น เพราะอาสวะเกิดขึ้น) ดังนี้.
อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ ชีวิตประจำวันก็ไม่พ้นจาก รูปธรรม และนามธรรม ครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะกราบเรียนท่านอาจารย์ในความละเอียด ผมก็จะกล่าวถึงข้อความใน พระสูตรตันตปิฎก ขุททกนิกาน อุทาน ที่กล่าวถึง ปฏิจจสมุปปาทะ ครับว่า เพราะมีสิ่งนี้ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งนี้ เป็นต้นครับ ข้อความก็กล่าวว่า ในธรรมเหล่านั้น อวิชชา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีความหลงลืมเป็นกิจ มีการปกปิดเป็นอาการปรากฏ มีอาสวะเป็นเหตุใกล้
กราบท่านอาจารย์ครับ การที่เราจะค่อยๆ รู้จักสภาพธรรมตามความเป็นจริงนี่ครับ ก็ต้องอาศัยข้อความที่แสดงถึงความจริงซึ่งเป็นความละเอียดอย่างยิ่งที่กล่าวถึงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ กล่าวถึงกิจของสภาพธรรมนั้นๆ กล่าวถึงสิ่งที่กำลังปรากฏของสภาพธรรมนั้นๆ แล้วก็เหตุใกล้ที่จะทำให้สภาพธรรมนั้นๆ เกิด
อย่าง อวิชชา นี่ครับ เมื่อพิจารณาตามก็พอที่จะเข้าใจได้ว่า มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีความหลงลืมเป็นกิจ มีการปกปิดเป็นอาการปรากฏ มีอาสวะเป็นเหตุใกล้
ช่วงแรกตรงนี้ครับ ก็จะกราบท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์มีอะไรที่จะให้ความละเอียดเพิ่มเติมขึ้นจากนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ทบทวนทีละหนึ่งค่ะ
อ.ณภัทร: อวิชชา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ ครับ
ท่านอาจารย์: ก็เปลี่ยนไม่ได้เลยใช่ไหม? ไม่รู้ แต่ไม่รู้อะไร?
อ.ณภัทร: ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีที่กำลังปรากฏ ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้ความจริงแน่นอน ถ้าใช้คำว่า ไม่รู้
ถ้ารู้ ต้องรู้ความจริง แต่เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่รู้ลักษณะที่ไม่สามารถจะรู้ได้ มีจริง นั่นคือสภาพธรรมที่เป็นอวิชชา ไม่รู้
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ไปถามคนที่เขาเดินไปตามท้องถนน รู้ไหมนี่อะไร? เขาจะตอบว่าไง? รู้หรือไม่รู้?
กำลังเห็น นี่เห็นอะไร? เขาจะรู้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่สามารถจะรู้ได้ แล้วอาจจะงงกับคำถามที่เราถามด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ภาวะที่ไม่รู้มีจริง นั่นแหละ คืออวิชชาเจตสิก โมหะเจตสิก
อ.ณภัทร: ครับ ข้อความต่อไปครับ มีความหลงลืมเป็นกิจ ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังเดี๋ยวนี้ลืมแล้วว่า ไม่ใช่เราที่ไม่รู้ ใช่ไหม?
เป็นเราไม่รู้ เราเห็น หลงลืมแล้วว่า เห็นไม่ใช่เรา
อ.ณภัทร: ครับ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ แล้วก็ มีการปกปิดเป็นอาการปรากฏ
ท่านอาจารย์: มีสิ่งที่เกิดดับปรากฏ อวิชชารู้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่สามารถจะรู้ได้ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่ขณะอื่น เดี๋ยวนี้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: นั่นไง กว่าจะรู้!! เป็นชีวิตจริงๆ ในสังสารวัฏฏ์
อ.ณภัทร: ครับ ขณะนี้ก็กำลังปกปิดอย่างนั้นจริงๆ ครับ แล้วก็ มีอาสวะเป็นเหตุใกล้ อันนี้จะรวมถึงอาสวะทั้ง ๔ อย่างเลยหรือเปล่า ครับ หรือว่าเป็นอวิชชาสวะเพียงอย่างเดียวครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าพูดถึง อวิชชา ก็ต้องโมหะอย่างเดียวใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ อันนี้ก็เข้าใจได้ครับ ก็ขอกล่าวถึงข้อความต่อไปครับ แต่ผมอาจจะไม่ได้กล่าวถึงทั้งหมดของปฏิจจสมุปปาทะนะครับ จะกล่าวถึงแค่ นามรูป ที่จะเป็นชีวิตประจำวันที่ไม่พ้นจากนามรูป แต่ว่าข้อความต่อไปก็จะขอกล่าวว่า สังขาร มีความปรุงแต่งเป็นลักษณะ เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร เพราะฉะนั้น สังขารมีความปรุงแต่งเป็นลักษณะ มีการประมวลมาเป็นกิจ มีการจัดแจงเป็นอาการปรากฏ และมีอวิชชาเป็นเหตุใกล้ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สังขาร ในปฏิจจสมุปปาทะ หมายความถึงอะไร?
อ.ณภัทร: หมายถึงเจตนาเจตสิก ครับ
ท่านอาจารย์: ที่เป็นไป
อ.ณภัทร: ครับที่ปรุงแต่งอย่างยิ่งครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีอะไรบ้าง เจตนาเจตสิก?
อ.ณภัทร: ก็ปรุงไปในทางที่เป็นปุญญาภิสังขารในทางกุศล ครับ แล้วก็อปุญญาภิสังขาร
ท่านอาจารย์: เท่านั้นหรือ?
อ.ณภัทร: แล้วก็อาเนญชาภิสังขาร ครับ
ท่านอาจารย์: ประมวลหมดทุกกรรมที่เป็นเหตุให้กุศล หรืออกุศล ประเภทไหน จนกระทั่งแม้เป็นอรูปพรหม มีเจตนาที่สามารถที่จะบรรลุถึงความสงบที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ก็เพราะความไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งปะปนกันไม่ได้
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ภพไหนภูมิไหนทั้งสิ้น ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏโดยประการต่างๆ โดยภาวะความเป็นต่างๆ แม้เป็นรูปพรหม อรูปพรหม ก็ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมอะไร เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
อ.ณภัทร: ครับ แล้วมีการจัดแจงเป็นอาการปรากฏ ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ทำให้เกิดกรรมต่างๆ เหล่านั้นใช่ไหม เพราะไม่รู้
อ.ณภัทร: ก็ชัดเจนครับ แล้วก็ มีอวิชชาเป็นเหตุใกล้ ต่อไปนะครับท่านอาจารย์ เมื่อมีอวิชชาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร แล้วก็เมื่อมีสังขารก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
เพราะฉะนั้น วิญญาณก็มีข้อความกล่าวว่า วิญญาณมีการรู้แจ้งเป็นลักษณะ มีการเป็นหัวหน้าเป็นกิจ มีปฏิสนธิเป็นอาการปรากฏ มีสังขารเป็นเหตุใกล้ ครับ
ท่านอาจารย์: ก็อย่างที่เราได้ฟังตั้งแต่ต้นใช่ไหม ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีปัจจัยให้เกิดขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้วิญญาณ ก็คือปฏิสนธิของวิญญาณ
ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า ปฏิจจสมุปปาทะ แสดงเงื่อน ๓ อดีตเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจุบัน และก็ปัจจุบันเป็นปัจจัยให้เกิดอนาคต
เพราะฉะนั้น อวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งปวงในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร จึงเป็นปัจจัยให้เกิด สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณที่นี่มาจากกรรมที่ได้กระทำที่ต้องเกิดตามปัจจัยนั้นๆ
อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็มีวิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ครับ ตรงนี้ก็จะขอกล่าวต่อไปครับว่า นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ มีสัมปโยคะเป็นกิจ มีไม่แยกจากกันเป็นอาการปรากฏ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้ ครับท่านอาจารย์ ตรงนี้ที่อยากที่จะให้ท่านอาจารย์ให้ความละเอียดเพิ่มเติม เพราะว่า ชีวิตประจำวันไม่พ้นจาก นามและรูป ซึ่งถ้าจะรู้จัก นามและรูป ยิ่งขึ้น ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจในความเป็นธรรมที่เป็นนามและรูป ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ตรงนี้ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กล่าวถึงเงื่นในอดีต เหตุที่ในอดึตที่จะทำให้เกิดปัจจุบัน
เพราะ อวิชชามี จึงมีสังขารที่เป็นกรรมทุกประเภท เมื่อมีกรรมแล้ว ก็ต้องมีผลของกรรมใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: นี่ก็คือ ชาติปัจจุบันมาจากกรรมหนึ่งกรรมใดในอดีต
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ
ข้อความต่อไปก็ชัดเจนว่า ขณะนั้นมีอะไรบ้าง
อ.ณภัทร: ครับ เมื่อปฏิสนธิแล้ว ก็ต้องมีนามรูป ครับ แล้วก็นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นไหม?
อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้มีเห็น ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธาตุรู้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้แต่ขณะปฏิสนธิเป็นวิญญาญก็ต้องรู้ต้องมีอารมณ์
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น น้อมไป ก็คือน้อมไปสู่อารมณ์
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องน้อมได้ไหมนี่ แปลจากภาษาหนึ่งมาอีกภาษาหนึ่ง ก็ติดวิธีที่ภาษานั้นใช้ เราก็ต้องน้อมกันอยู่นั่นแหละ
แต่ถ้าคิดถึงว่า ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ก็พอแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวจะไปคิดถึงอาการน้อมอีก น้อมเสร็จหรือยัง หรือกำลังเริ่มน้อม
อ.ณภัทร: แต่ถ้าพิจารณาตาม ก็พอที่จะเข้าใจได้ครับว่า การน้อมไปนี่คืออย่างไรครับ ก็พอที่จะเข้าใจ
ท่านอาจารย์: ก็คืออย่างไร? ก็คือรู้
อ.ณภัทร: ครับ ก็คือไม่ได้น้อมไปอย่างที่เข้าใจว่ามีตัวตนที่น้อม ครับ
ท่านอาจารย์: หมายความว่า ต้องรู้อารมณ์เท่านั้น!! จะไปไหนล่ะ? เกิดมาแล้วรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ก็รู้อารมณ์นั้นแหละที่ถูกรู้ ไม่รู้อารมณ์อื่น
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น กิจต่อไป คือนามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ มีสัมปโยคะเป็นกิจ ครับ
ท่านอาจารย์: เกิดตามลำพังได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ ครับ
ท่านอาจารย์: ต้องมีสภาพธรรมเกิดร่วมกัน อาศัยการเกิดขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ ขอความละเอียดเพิ่มเติมครับที่ต้องอาศัยการเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์: มีอะไรบ้างไหมที่เกิดเดี่ยวๆ ตามลำพัง
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ ยกตัวอย่าง เห็น ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องมีที่อาศัยให้เกิดขึ้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
อ.ณภัทร: อย่างเช่น เห็น ก็ต้องอาศัยจักขุปสาทรูปกระทบกับรูปารมณ์อย่างนี้ใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: เป็นเจตสิกเกิดร่วมกัน
อ.ณภัทร: ครับ เข้าใจครับ ข้อความต่อไปครับ มีไม่แยกจากกันเป็นอาการปรากฏ ก็โดยนัยยะเดียวกันหรือเปล่า ครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนไหมว่า แยกกันไม่ได้ จิตกับเจตสิก เพราะต่างอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ ชัดเจนครับ
ท่านอาจารย์: อัญญมัญญปัจจัย อีกภาษาหนึ่งว่าอย่างนั้น แต่ความหมายก็คือว่า ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน
อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้น สภาพธรรมที่เกิดร่วมกันก็เกิดไม่ได้
อ.ณภัทร: แล้วก็ รูป ครับ เพราะมี วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป เพราะฉะนั้น รูปมีการสลายไปเป็นลักษณะครับ
ท่านอาจารย์: สลาย แปลว่าอะไร?
อ.ณภัทร: ดับ เสื่อม ชรา ครับ
ท่านอาจารย์: ดับไปเลยไม่เกิดอีกเลย จะใช้คำไหนก็ต้องให้เข้าใจความจริงนั้นแหละ ใช้คำไหนก็ได้
อ.ณภัทร: ครับ รูป มีการสลายไปเป็นลักษณะ มีการไม่รู้อารมณ์เป็นกิจ
ตรงนี้ท่านอาจารย์กล่าวเสมอๆ ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่กล่าวเสมอหรอก ให้รู้ว่าจริงไหม มีหรือเปล่า สภาพที่ไม่รู้อะไร!!
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: มีการไม่รู้อารมณ์เป็นกิจ
อ.ณภัทร: มีภาวะสัมปโยคะเป็นอาการปรากฏ ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ปรากฏ ก็ไม่รู้ว่าเป็นรูป
อ.ณภัทร: แล้วก็ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้ ทำไมรูปจึงมีวิญญาณเป็นเหตุใกล้ ครับ
ท่านอาจารย์: ตอนปฏิสนธิมีวิญญาณไหม!?
อ.ณภัทร: อ้อ เข้าใจครับกราบท่านอาจารย์ครับ ก็คงยกข้อความมาประมาณนี้ เพราะว่าถ้ากล่าวมันจะยาวไปทั้งหมดนะครับ
ท่านอาจารย์: แล้วก็เป็นสิ่งที่เราเข้าใจแล้วทั้งนั้นเลย แต่แสดงโดยอดีตเป็นปัจจัยแก่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นปัจจัยแก่อนาคต
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ทุกขณะ ขณะนี้ก็มีรูป มีเหตุปัจจัยให้เกิดรูป ไม่เกิดก็ไม่ได้เพราะมีปัจจัยแล้วปรุงแต่งแล้วทำให้รูปเกิดแล้ว
แล้วก็มีนามเกิดแล้ว เห็น มีปัจจัยมีกรรมที่ทำแล้ว ทำให้เห็นแล้ว จะห้ามไม่ให้เห็นก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น การที่เราศึกษาแล้วก็อ่านข้อความ แล้วก็ค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงของลักษณะของสภาพธรรมที่ทรงแสดงนี่ครับ จะค่อยๆ มั่นคงๆ ขึ้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: จนรู้ว่า ไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น ธรรมแต่ละหนึ่งเป็นธรรมที่เกิดแต่ละหนึ่งแล้วก็ดับไป
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นผู้ที่รู้จริงๆ ว่า ความจริงเป็นอย่างนั้น แล้วก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นว่า ความจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์: เข้าใจความจริงซึ่งไม่เคยรู้อย่างนี้มาก่อนเลย
อ.ณภัทร: ครับ เป็นประโยชน์ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
อวิชชาเกิดขึ้น เพราะอาสวะเกิดขึ้น [วิภังค์]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ