
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นการปลูกฝังความละเอียดความเข้าใจความลึกซึ้งทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับขั้นตรงตามความเป็นจริง ขั้นที่กล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งนั้นอย่างนั้น อย่างนั้นๆ แต่ก็รู้ว่าในชีวิตประจำวันก็มี แต่ไม่ได้รู้ตรงขณะที่กำลังปรากฏ
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้ว่าคำถามจะเป็นอะไร ประเด็นจะเป็นเรื่องสติ เรื่องปัญญา เรื่องอะไรก็แล้วแต่
ท่านอาจารย์: ให้ไม่ลืมที่จะรู้ว่า ยังไม่ได้เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะเป็นระดับที่เริ่มฟังความจริงซึ่งลึกซึ้ง และต้องตรงตามความลึกซึ้งด้วย
เห็นอะไร? ยังคงเป็นเห็นคุณอรรณพ เห็นรองเท้า เห็นกระดาษ เห็นปากกา ยังไม่ได้เข้าใจธรรมะที่ปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับเรื่องสติ
ท่านอาจารย์: เข้าใจไหมๆ ที่ฟังเมื่อกี้นี้เข้าใจไหม?
อ.อรรณพ: เข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ สติแล้วก็ไม่รู้!!
อ.อรรณพ: อืม.. ที่เข้าใจว่าควรจะรู้สิ่งที่กำลังมีนั่นแหละ คือสติแล้ว สิ่งที่กำลังกระทบตานั่นแหละ แล้วก็เห็นนี่ก็มีจริงๆ นะ ขณะที่ ฟังอย่างนี้ๆ ขณะนี้กำลังฟังอย่างนี้มีทั้งความเข้าใจมีทั้งสติ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะไปกล่าวถึงเมื่อไหร่ล่ะ?
อ.อรรณพ: ก็ตอนนี้แหละที่กำลัง..
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะรู้ว่า ขณะไหนเป็นสติ แต่ก็ยังไม่รู้จักสติเหมือนเดี๋ยวนี้เห็น ก็ไม่รู้จักเห็น ฟังซะ!! จะได้รู้ความจริงว่าลึกซึ้งแค่ไหน!!
อ.อรรณพ: และในขณะที่ฟังแล้วก็เริ่มเห็นในความละเอียดว่า นี่ สิ่งที่กำลังมีอยู่นี่ สิ่งที่กระทบตา เห็นอยู่นี่ครับ มีอยู่ มีแน่ๆ เป็นธรรมะ ขณะที่รู้ว่าสิ่งที่กระทบตาก็เป็นธรรมะนะ ต้องมีจริงนะ ท่านอาจารย์บอกว่าไม่ใช่แก้ว ไม่ใช่ของไม่ใช่อะไรใช่ไหมครับ ขณะนี้ก็เป็นสติขั้นฟัง
และเห็น ธาตุรู้ต้องมี
ท่านอาจารย์: ฉะนั้นแล้ว จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ? จะบูชาพระคุณสูงสุดหรือ ถ้าไม่รู้ความละเอียดลึกซึ้ง!! ยิ่งกว่านี้อีกมาก
อ.อรรณพ: กลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้ที่ท่านอาจารย์แสดงการอธิบายแบบนี้เข้าใจยากมาก ถามเรื่องสติ ท่านอาจารย์กล่าวถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่กระทบตา ธาตุรู้ที่เห็น ก็ดู เอ๊ะ!! ผมก็เลยต้องถามให้ชัดเจนไป ก็ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับสติ แต่ท่านอาจารย์เป็นการตอบที่เข้าใจได้ไม่ง่ายเลยครับท่านอาจารย์ เพราะว่าขณะนี้ที่กำลังฟังเช่นนี้ รู้ฐานะของตนนะครับ และก็รู้ว่ายังไม่รู้อะไร
แต่เมื่อรู้ว่า ยังไม่รู้อะไร ก็เป็นความรู้ที่รู้ว่าควรจะรู้อะไรที่ยังไม่รู้นั่น ก็เป็นสติทั้งนั้นเลยที่กำลังฟังกำลังสนทนานะครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แค่เข้าใจอย่างนี้ ต่อไปก็ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น จะไม่ลืมว่าสติเป็นสติทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ละความเป็นเรามีสติ ทุกอย่างเป็นธรรมะ แค่มีจริงเมื่อเกิด แล้วก็ดับ
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ที่ท่านอาจารย์กล่าวคำอย่างนี้ในลักษณะอย่างนี้ โดยเฉพาะในช่วงปีหลังๆ มานี้ เข้าใจไม่ง่ายเลยเพราะว่าเข้าใจยากกว่าว่า เอาล่ะ เอาลักขณาทิจตุกะมาตั้งกัน สติมีการระลึกเป็นลักษณะ มีความไม่หลงลืมเป็นกิจ มีอาการปรากฏอย่างไร มีอาการอารักขาอาการปรากฏ นี่ก็ต้องนึกแล้ว แล้วมีอะไรเป็นเหตุใกล้ มีความจำที่มั่นคงบ้าง มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นเหตุใกล้นี่ โอ้โห.. เหมือนเราเอามาตั้ง ๑ ๒ ๓ ๔ ก็พูดว่ากันไปอย่างนี้ไม่มีความเข้าใจ
ท่านอาจารย์: แค่นั้นใครก็พูดได้ใช่ไหม? แล้วจะเป็นสติหรือ?
อ.อรรณพ: แล้วดีไม่ดีขณะที่พูดเรื่องลักขณาทิจตุกะด้วยความเพลินไปในเรื่อง ขณะนั้นก็พูดด้วยความหลงลืมสติ แต่ท่านอาจารย์กล่าวถึงสติในชีวิตประจำวัน พอที่จะเข้าใจได้เป็นเค้ามูลที่ถูกต้อง แล้วก็กล่าวสิ่งที่กำลังมี คือสิ่งที่กระทบตา ธาตุรู้ที่รู้สิ่งที่กระทบตา
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจความลึกซึ้ง จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม?
อ.อรรณพ: ไม่รู้จัก แต่หลงว่ารู้จัก หลงว่าพูดลักขณาทิจตุกะ ๔ ได้ อธิบายได้ แต่การที่กำลังเพลินไปในเรื่องลักขณาทิจตุกะ หรือกำลังงวยงงในลักษณะในเรื่องของลักขณาทิจตุกะ ขณะนั้นก็ไม่มีสติแต่ด้วยโลภะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง โอ้โห!
แต่การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่มีจริง แล้วก็เป็นจริงตลอดกาล คือสิ่งที่กระทบตา และมีจริงอยู่ตลอด
ท่านอาจารย์: และขณะที่ค่อยๆ เห็นความลึกซึ้ง นั่นสติใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ อันนี้แหละครับ ผมถึงบอกว่า ฟังยาก เพราะว่าไม่ได้ไปตามเรื่องที่ตั้งเอาไว้ แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้เรื่องที่ตั้งเอาไว้แล้วก็ว่ากันไปก็ม้ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะเป็นปัจจัยเป็นไปด้วยความหลงลืมไม่ระลึก
แต่ในขณะนี้ที่กำลังเข้าใจอย่างนี้แหละ ก็ค่อยเข้าใจว่า สติมีลักษณะที่เป็นการระลึกได้จริงๆ ระลึกได้ที่จะฟัง ระลึกได้ที่จะไม่ข้าม ระลึกได้ที่จะรู้ฐานะว่า ยังไม่รูอะไร แต่เมื่อรู้ว่ายังไม่รู้อะไร รู้ที่รู้นั่นแหละขณะนั้นก็มีปัญญามีสติเกิดขึ้น และสติก็ทำกิจระลึกแล้วนะครับ แล้วขณะนั้นก็มีลักษณะระลึกได้แล้ว แล้วก็มีหน้าที่คือไม่หลงลืม ไม่หลงลืม ไม่ใช่ไม่หลงลืมเรื่อง แต่ไม่หลงลืมที่จะละเอียดขึ้นที่จะเข้าใจตั้งแต่ต้นนะครับท่านอาจารย์ กราบเลยครับ
เพราะฉะนั้น ในขณะที่กำลังเข้าใจเป็นกุศล เพราะว่าสติเกิดขึ้นในการฟังเรื่อง เห็น และสิ่งที่ถูกเห็น ขณะนั้นอาการปรากฏก็เป็นอย่างนั้นแหละ แม้เราจะยังไม่ไปรู้โดยกระจ่างแจ้ง แต่เขาก็รักษาจิตแล้ว กั้นกระแสแล้ว กระแสของความไม่รู้ชั่วขณะที่เริ่มรู้นะครับ
เหมือนกับว่า ถ้าฟังไม่ดีเหมือนกับว่า ถามอย่าง แล้วท่านอาจารย์ไปพูดอีกอย่าง แต่ว่า ท่านอาจารย์พูดเพื่อให้สนใจในความละเอียด ฉันทะนี่เป็นมูลจริงๆ ที่จะสนใจในความละเอียดที่มีจริงในขณะนี้
และเมื่อวันอังคารที่แล้ว ท่านอาจารย์ก็กล่าวไว้ว่า เพราะสนใจจึงทำให้ใส่ใจ ตรงนี้ผมก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ครับ ความสนใจทำให้เกิดความใส่ใจอย่างไร เช่นขณะนี้มีความสนใจในความละเอียดที่จะไม่ข้าม ที่จะเห็นถึงประโยชน์ของการสนใจที่จะฟังที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ สิ่งที่กระทบตา หรือเห็นอย่างนี้นะครับ มีความสนใจในเรื่องนี้ แล้วก็จะเป็นปัจจัยให้ใส่ใจเพิ่มขึ้นละเอียดอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: คนที่ฟังคนถามเรื่องสติ แล้วไม่ได้ตอบว่าสติ แต่บอกว่าเดี๋ยวนี้มีเห็นไหม? สนใจไหมที่จะฟัง?
อ.อรรณพ: ก็คงจะมีทั้งคนที่สนใจ และไม่สนใจ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เข้าใจฉันทะแล้วใช่ไหม?
อ.อรรณพ: เขามีฉันทะที่จะให้ท่านอาจารย์ตอบเรื่องของสติ แต่เขาไม่มีฉันทะที่จะฟังในความละเอียดของสิ่งที่มีในขณะนี้ ที่ขณะนั้นมีความสนใจครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สนใจที่จะฟังสิ่งอื่นใช่ไหม?
อ.อรรณพ: สนใจที่จะฟังสิ่งอื่น คือฟังเรื่องของสติ ฟังเรื่องของลักขณาทิจตุกะเอามาว่ากันครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สภาพที่สนใจ สนใจทั้งในกุศลหรืออกุศลแล้วแต่ปัจจัย
อ.อรรณพ: ใช่ครับ เพราะฉะนั้น ฉันทะที่เป็นกุศลที่เห็นในความละเอียดลึกซึ้งของพระศาสนานี่ครับ ผมต้องกราบเท้าท่านอาจารย์อีกนัยยะหนึ่งที่กราบเท้าจริงๆ ก็คือคำของท่านอาจารย์เป็นปัจจัยให้มีกุศลฉันทะที่จะใส่ใจ มีกุศลฉันทะที่จะใส่ใจในความลึกซึ้งความละเอียดที่ยังไม่รู้ในความที่ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่รู้แล้วในสภาพธรรมะที่ละเอียด อย่างเช่น เห็น ครับ
เพราะฉะนั้น คำกล่าวอย่างนี้อนุเคราะห์เกื้อกูลให้มีกุศลฉันทะ และนำไปสู่ความใส่ใจ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม คุณอรรณพ เป็นธรรมะทั้งหมดแล้วใครจะรู้ว่าละเอียดปานใด
อ.อรรณพ: นี่ถ้าท่านอาจารย์ไม่สนทนาอย่างนี้ ไม่มีคุณประโยชน์ของการสนทนา ก็คงไม่ได้ไตร่ตรองอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่จะมีฉันทะแบบไหนนี่ จะมีฉันทะแบบอยากรู้เรื่อง เพราะฉันทะเกิดกับโลภะที่อยากรู้เรื่องของสติ ลักขณาทิจตุกะของสตินะครับ แต่คำของท่านอาจารย์ชักนำกระตุ้นเตือนให้เกิดกุศลฉันทะที่จะรู้จักตนเองที่จะอ่อนน้อมในพระธรรม ไม่ข้ามเพิ่มความละเอียดอย่างนี้จึงจะเป็นประโยชน์ที่สุดครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ มิเช่นนั้น ถ้าท่านอาจารย์ไม่กล่าวอย่างนี้ ฉันทะไม่เกิด ในมูลสูตรครับ คือการที่จะถึงสูงสุด คือวิชาวิมุติ นี่ก็มีฉันทะเป็นมูล แต่ต้องเป็นกุศลฉันทะ แต่ท่านอาจารย์ได้กล่าวคำที่ทำให้ผู้ที่มีอุปนิสัย กระตุ้นเตือนให้เกิดกุศลฉันทะ เกิดความสนใจในความละเอียดตรงนี้ เลยใส่ใจ ก็เป็นปัจจัยให้ฟังแล้วใส่ใจด้วยดีครับถึงจะเป็นความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์: กำลังเข้าใจธรรมะไหม? นี่คือประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ต้องการไปถึงไหน!! แต่เพียงธรรมะก็ไม่เคยปรากฏว่า เป็นธรรมะ เพราะเป็นเรามานานเท่าไหร่
เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เริ่มเข้าใจธรรมะ ก็เป็นการปลูกฝังปัญญาบารมีให้รู้ความจริงว่า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าใครไม่เห็นความลึกซึ้งของพระธรรม ก็มีแต่ชื่อ จำแต่ชื่อ คิดแต่ชื่อ ขณะนี้เป็นอะไรก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้
แต่เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดที่ถูกปกปิดไว้ไม่รู้เลย จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีทุกขณะตามความเป็นจริง อนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ