ฆราวาส - บรรพชิต
โดย สารธรรม  21 พ.ค. 2551
หัวข้อหมายเลข 8688

ถาม การบวชกับการเป็นฆราวาส อันไหนจะมีโอกาสเจริญสติได้มากกว่ากัน



ความคิดเห็น 1    โดย สารธรรม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

สุ. ชีวิตจริงๆ ในขณะนี้เป็นใคร เริ่มระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏไปเรื่อยๆ ก็จะมากได้

ถาม แต่มีโอกาสหลงลืมสติมากครับ

สุ. เพราะฉะนั้น ก็อบรมเจริญสติค่ะ เพื่อที่จะได้หลงน้อย แต่ถ้าไม่อบรมเจริญสติ ยังไงก็ต้องหลงมากไปเรื่อยๆ

ถาม พยายามอบรม ส่วนมากเวลาทำงาน...

สุ. ไม่ใช่ตัวตนที่พยายาม อย่าลืมค่ะ ถ้าท่านผู้ฟังท่านใดพยายามจะเพียรให้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงเรื่องของการศึกษาตามลำดับไว้แล้ว

ถาม เวลาทำงาน...........

สุ. ท่านผู้ฟังจะฟังพระธรรม หรือท่านผู้ฟังจะทำสติ

ถาม ขณะที่ทำงาน โอกาสที่จะหลงไปในจิตอกุศล ะมีมากกว่า

สุ. ก็เพราะเหตุว่า ยังไม่ใช่ผู้ที่เจริญอินทรีย์ ๕ ถ้าเป็นผู้ที่เจริญอินทรีย์ ๕ ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งสติจะมั่นคง มีกำลัง เป็นพละได้ ต้องการสติแค่ ไหนคะ ในวันหนึ่งๆ

ถาม ยิ่งมากได้ก็ยิ่งดี

สุ. นั่นซิคะ สักเท่าไรคะ

ถาม ก็ตามเหตุตามปัจจัยล่ะครับ


ความคิดเห็น 2    โดย สารธรรม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

สุ. วันนี้ล่ะคะ อยากจะได้สติสักกี่ชั่วโมง

ถาม อยากได้ มันก็ไม่ได้

สุ. เพราะฉะนั้น ก็อย่าไปอยากซิคะ ก็รู้อยู่แล้วว่า ถึงอยากได้ก็ไม่ได้ จะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จากความเป็นปุถุชนผู้หลงลืมสติจะให้เหมือนพระอรหันต์ได้อย่างไร อยากจะมีสติเท่าพระอรหันต์ อยากจะมีสติเท่าพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน แต่ขณะนี้ระลึกทางตาที่กำลังเห็นหรือยัง ระลึกทางหูที่กำลังได้ยินหรือยัง ระลึกทางกายที่กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหรือยัง ถ้ายังไม่ระลึก ก็ไม่มีหนทางเลยค่ะ ที่จะไปทำอย่างอื่นได้ และถ้าไม่ระลึกก็ต้องทราบว่า เพราะอะไรจึงไม่ระลึก แต่ถ้าฟังไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัยให้สติเกิดได้ แต่เมื่อไม่ฟังแล้ว จะให้สติเกิดระลึก จะได้อย่างไร


ความคิดเห็น 3    โดย สารธรรม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

ถาม เพราะมันหลง จึงไม่ได้ระลึก

สุ. ไม่ใช่เพราะขาดการฟังหรือคะ

ถาม ฟังนี้ ผมฟังมาก

สุ. มากพอหรือยัง หรือต้องฟังอีก

ถาม ต้องฟังไปเรื่อยๆ ครับ

สุ. ต้องฟังไปเรื่อยๆ เท่าไรก็ยังไม่พอ ต้องฟังไปจนแม้ขณะที่กำลังฟังสติก็ยังเกิดระลึกได้บ้าง ทางกาย ขณะนี้กำลังกระทบสัมผัส ทางตากำลังเห็น ทางหู กำลังได้ยิน สติเกิดระลึกในขณะที่ได้ยินได้ฟังอย่างนี้หรือยัง ถ้ายัง ก็ฟังเพื่อที่ว่าจะได้เป็นปัจจัยให้สติระลึกได้ เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เป็นเรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจและสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้สติเกิดระลึกได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง


ความคิดเห็น 4    โดย สารธรรม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

ถาม ผมสงสัยอีก มีพระโสดาบัน ท่านสำเร็จแล้ว เป็นฆราวาส ท่านก็รู้ว่าเจริญสติในเพศฆราวาสได้ ทำไมท่านออกบวช

สุ. ใครคะ

ถาม พระอะไร ผมก็ไม่ทราบ กำลังโกนหัว ท่านก็ได้สำเร็จ ผมก็จำไม่ค่อยได้

สุ. ท่านอบรมเจริญอย่างไรคะที่สำเร็จ ข้อปฏิบัติสำคัญที่สุด ต้องรู้ข้อปฏิบัติว่า ผู้นั้นอบรมเจริญอย่างไร

ถาม ไม่ใช่ท่านเห็นว่า การบวชมีโอกาสมากกว่าหรือครับ ท่านถึงต้องบวชทั้งๆ ที่ท่านสำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว

สุ. ใครคะ ดิฉันก็ยังเรียนถามอยู่นั่นเอง ว่าใครคะสำเร็จเป็นพระโสดาบันและปฏิบัติอย่างไรจึงสำเร็จ ถ้าท่านปฏิบัติอย่างไรสำเร็จ ท่านก็ต้องชี้แจงข้อปฏิบัติให้คนอื่นได้ทราบ ซึ่งข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะบรรลุความเป็นพระโสดาบันจะไม่เป็นอย่างอื่นเลย นอกจากจะเป็นผู้มีปกติ เจริญสติปัฏฐาน รู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏตามปกติในชีวิตประจำวัน


ความคิดเห็น 5    โดย สารธรรม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

ถาม อาจารย์มีความเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวช ก็แล้วแต่ ถ้าเป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐานก็มีโอกาสที่จะบรรลุได้ อย่างนั้นใช่ไหมครับ

สุ. ค่ะ เพราะเหตุว่าแต่ละท่านสะสมปัจจัยที่จะเป็นแต่ละบุคคล แต่ละขณะวิจิตรต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง

ถาม มีโอกาสเท่ากัน เหมือนกันหรือครับ

สุ. แล้วแต่บุคคลค่ะ ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันก็มี ผู้ที่เป็นพระภิกษุไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรมก็มี แม้ในครั้งนั้น เพราะฉะนั้น ก็ย่อมแล้วแต่แต่ละบุคคล


ความคิดเห็น 6    โดย suwit02  วันที่ 21 พ.ค. 2551
สาธุ

ความคิดเห็น 7    โดย บักกะปอม  วันที่ 21 พ.ค. 2551

ขอบพระคุณค่ะ อนุโมทนา


ความคิดเห็น 8    โดย wannee.s  วันที่ 22 พ.ค. 2551
ขึ้นอยู่กับปัญญาและการสั่งสมมาต่างกันค่ะ

ความคิดเห็น 9    โดย Sam  วันที่ 23 พ.ค. 2551

บรรลุธรรมด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสถานภาพ

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 10    โดย baramees  วันที่ 23 พ.ค. 2551

เมื่อเข้าใจก็คือสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิกที่สะสมความเข้าใจมาว่าโดยความจริงก็คือ จิต เจตสิกที่สะสม ไม่มีสัตว์ บุคคลหรือเพศใดๆ

ปัญญาเป็นเจตสิก ทำกิจรู้ตามความเป็นจริง


ความคิดเห็น 11    โดย khampan.a  วันที่ 25 พ.ค. 2551

สภาพธรรมที่ปัญญาจะประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงได้นั้น คือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของจริงที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจในขณะนี้เอง สำคัญที่ปัญญาไม่ได้อยู่ที่ความเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิต ครับ


ความคิดเห็น 12    โดย orawan.c  วันที่ 25 พ.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 13    โดย เซจาน้อย  วันที่ 26 พ.ค. 2551
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 14    โดย Komsan  วันที่ 22 ม.ค. 2552
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

ความคิดเห็น 15    โดย เมตตา  วันที่ 19 ธ.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 16    โดย payon  วันที่ 19 พ.ค. 2555

ถ้ามีคนถามว่าท่านมีตัวตนหรือไม่ ถ้าเราเคยเห็นขันธ์ห้า และแยกมันได้เราจะไม่มีวันตอบว่ามี แต่ถ้าเราอ่านจากหนังสือ เราอาจจะตอบว่าไม่มีแต่ในใจยังมีความสงสัยอยู่ เพราะไม่ได้เห็นด้วยใจ แต่มีความเข้าใจจากการอ่าน การจำได้จากการอ่านไม่ใช่ปัญญาในการรู้ธรรม การแยกรูปนามนี้เป็นปัญญาเบื้องต้น เป็นการเปิดประตูด่านแรก ลองถามตัวเองดูว่าเรารู้จริงๆ หรือเปล่า ดูความสงสัยในใจ ถ้ารู้ความสงสัยจะหมดไปเป็นเรื่องๆ ระวังนิดนึงนะครับ อุบาย ไม่ใช่ปัญญา เป็นกำลังใจให้ทุกคนประสพความสำเร็จ และยินดีแลกเปลี่ยนพูดคุยกันครับ