
[เล่มที่ 55] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 304
๗. อภิณหชาดก
ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ
[๒๗] พระยาช้างไม่สามารถจะรับเอาคำข้าว
ไม่สามารถจะรับเอาก้อนข้าว ไม่สามารถจะรับเอาหญ้า
ทั้งหลาย ไม่สามารถจะขัดสีกาย ข้าพระบาทสำคัญ
ว่า พระยาช้างตัวประเสริฐ ได้ทำความรักใคร่ในสุนัข
เพราะได้เห็นกันเนืองๆ .
จบอภิณหชาดกที่ ๗
อ.อรรณพ: เมื่อวานก็ได้นำข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ ซึ่งมีผู้ถามท่านอาจารย์ ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เบื้องต้นครับ แต่ก็มีคุณค่ากับทุกชีวิตที่สนใจพระธรรม ก็มีผู้มากราบเรียนถามท่านอาจารย์ตั้งแต่ที่จังหวัดขอนแก่นเมื่อ ๔ - ๕ ปีที่แล้วว่า เริ่มต้นฟังธรรมอย่างไร? ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า ต้องรู้ว่า ฟังธรรมทำไม!! แล้วก็ในอีกหลายๆ ประเด็น แต่ประเด็นสุดท้ายท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้จบข้อความเสียงพอดีว่า ฟังธรรมสะสมการฟังพระธรรมไปจนกว่าจะมีความคุ้นเคยในความเป็นธรรมจนมีกำลัง
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ฟัง สะสมความคุ้นเคยในความเป็นธรรมจนมีกำลังคืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: คือ เดี๋ยวนี้!! ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่เป็นธรรม
ได้ยินได้ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในความเป็นธรรม
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ที่กำลังฟัง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเรื่องอะไรใช่ไหมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องที่แสดงความจริง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ด้วยคำว่า ธรรมคำเดียว สิ่งที่มีจริงทั้งหมด แค่นี้พอไหมฟัง!!
อ.อรรณพ: สิ่งที่มีจริงทั้งหมด แค่นี้พอไหม? ก็ต้องฟังไปอีก ไม่พอครับ
ท่านอาจารย์: นี่คือการเริ่มต้น
อ.อรรณพ: เพราะว่า ผู้ถามก็ถามได้ดีนะครับว่า เริ่มต้นศึกษาธรรม เริ่มต้นอย่างไร กราบท่านอาจารย์ครับ แต่ว่า ไม่ได้คุ้นเคยในความเป็นธรรม แม้กำลังฟังธรรมอยู่ แม้จะมีความยินดีในธรรมบ้าง แต่ก็คุ้นเคยกับความเป็นเราที่มีจิตใจที่ดีงามที่จะกระทำความดีประการต่างๆ ด้วยความเป็นเราที่ดีนะที่มาฟังธรรมกันอย่างนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังธรรมกันก็ต้องรู้ว่า ธรรมคืออะไร? อยู่ดีๆ มาฟังธรรมกันแล้วไม่รู้ว่า ธรรมคืออะไร? ชื่อว่าฟังธรรมหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: ไม่ชื่อว่าฟังธรรมครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องเริ่มต้น แล้วเข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมคืออะไร จึงฟังธรรมต่อไปได้
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น จะฟังธรรมต่อไปได้ ก็ต้องเข้าใจว่าธรรมคืออะไร ไม่เช่นนั้น จะฟังอะไรล่ะ ในเมื่อไม่เข้าใจว่าสิ่งที่จะฟังนี่คืออะไร เพื่ออะไร?
ท่านอาจารย์ครับ แต่ว่าการสะสมคุ้นเคยในความเป็นเราที่ไม่ใช่ธรรมนี่มากมายมหาศาล
ท่านอาจารย์: รู้อย่างนี้ก็ต้องฟังทีละคำจนเข้าใจในความลึกซึ้งของธรรม
อ.อรรณพ: ซึ่งเราก็ได้ยินคำนี้บ่อยว่า ธรรม ถ้ามีคนถามว่าธรรมลึกซึ้งไหม ถ้าตอบ ใครก็ได้ตอบก็ตอบว่า ธรรมลึกซึ้ง แต่ว่าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร แล้วจะตอบว่าธรรมลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์: ก็ต้องเข้าใจโดยถ่องแท้ว่า ธรรมคืออะไรเสียก่อน มิเช่นนั้น ไม่ชื่อว่า ศึกษาธรรม ฟังอะไรก็ไม่รู้เพราะไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร สำคัญที่สุดที่จะต้องมั่นคงว่า ธรรมคืออะไร?
อ.อรรณพ: ครับ เวลาท่านอาจารย์ถามแม้กระทั่งท่านอาจารย์ถามผมเอง หรือใครก็แล้วแต่ ผู้ที่ศึกษาธรรมมาแล้วพวกคณะอาจารย์ ท่านอาจารย์ถามว่า ธรรมลึกซึ้งไหม? เราก็ตอบว่าลึกซึ้ง แต่ก็นึกอยู่ในใจว่า สมควรหรืออยู่ในฐานะที่จะตอบว่าธรรมลึกซึ้งไหม ในเมื่อยังไม่ได้เห็นในความลึกซึ้งจริงๆ ของธรรมซึ่งสุดประมาณ แม้เราจะบอกว่าธรรมลึกซึ้งสุดประมาณนี่ เหมือนเราพูดออกไปเกินฐานะหรือเปล่าว่า ธรรมลึกซึ้งสุดประมาณ ในเมื่อเราไม่มีปัญญาที่สุดประมาณที่จะรู้ในความลึกซึ้งของธรรมนั้นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: พูดแล้วว่า ธรรมลึกซึ้ง รู้ไหม? ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร จะตอบว่าลึกซึ้งได้ไหม? อย่ารีบไปไหน!! ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไรมั่นคงจริงๆ ก่อนที่จะตอบว่าลึกซึ้ง ต้องตอบว่ายังไม่รู้จักธรรม แล้วจะตอบได้อย่างไรว่าลึกซึ้งหรือเปล่า!!
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ได้เริ่มต้นเกื้อกูลท่านผู้ถามว่า ต้องตรงต่อความเป็นจริง ซึ่งอันนี้ก็เป็นประการหนึ่งซึ่งแสดงถึงความตรงต่อความเป็นจริง เช่น กล่าวว่า ธรรมลึกซึ้ง แต่รู้หรือเปล่าว่า ธรรมคืออะไร ในเมื่อยังไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร แล้วตอบว่าธรรมลึกซึ้ง นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ตรง ดูเหมือนดีเขาถามว่าธรรมดีไหม? ธรรมก็ดี แต่ธรรมคืออะไรก็ไม่รู้ แล้วถามว่าธรรมลึกซึ้งไหม? ตอบว่าลึกซึ้ง ลึกซึ้งแค่ไหน? ตอบว่าลึกซึ้งมากที่สุดไม่มีประมาณ
แต่พูดไปนี่ แต่ไม่เข้าใจว่าธรรมคืออะไรครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องตรงตั้งแต่ต้น ทีนี้แม้จะฟังพระธรรมแล้ว พอเข้าใจบ้างว่า ธรรมในขั้นฟังขั้นไตร่ตรอง ก็คือแสดงถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งเป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พอเข้าใจขึ้นที่ได้ศึกษาต่อเนื่องกันมาหลายๆ ปี เป็นหลายๆ สิบปีกันครับ แต่ว่า ก็ยังเหมือนกับว่า ยังไม่สมควรยังไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกว่า ธรรมลึกซึ้ง เพราะว่ารู้ว่าธรรมคืออะไรในขั้นฟังเท่านั้นเองครับท่านอาจารย์ แล้วจะบอกว่าธรรมลึกซึ้งได้ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขั้นฟัง ธรรมคืออะไร?
อ.อรรณพ: ธรรม ก็คือสภาพที่มีจริงที่กำลังมีในขณะนี้ แต่ละอย่างๆ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีธรรมอะไรที่กำลังมี?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้มี คิด ที่กำลังคิดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิดเป็นเราหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: คิดก็เป็นสภาพของสิ่งที่มีจริงที่ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์: กำลังคิด แล้วก็ตอบเพียงแค่ว่า ไม่ใช่เราพอไหม?
อ.อรรณพ: ไม่พอครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องฟังว่า ทำไมจึงไม่ใช่เรา
อ.อรรณพ: เพราะว่า ก็เกิดตามเหตุปัจจัย
ท่านอาจารย์: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้คิด และคิดคืออะไร?
อ.อรรณพ: คิด คือสภาพรู้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำไมเป็นคิดล่ะ?
อ.อรรณพ: เพราะไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน
ท่านอาจารย์: แล้วก็เป็นธรรมหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: เป็นครับ
ท่านอาจารย์: ใครพูด?
อ.อรรณพ: พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่คุณอรรณพกำลังพูดหรือ?
อ.อรรณพ: แท้จริงแล้วก็เป็นความเป็นไปของธรรม
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่จะแท้จริง?
อ.อรรณพ: ถ้าแท้จริงเมื่อไหร่ก็สบายซื!
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พูดไปโดยแท้จริง แล้วรู้จักโดยแท้จริงแค่ไหน?
อ.อรรณพ: นั่นซิครับ เพราะฉะนั้น ผมเลยปรารภว่าแม้ฟังธรรมกันมาหลายๆ สิบปี แล้วเราจะกล่าวว่าธรรมลึกซึ้งก็ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอย่างนั้นจริงๆ ครับ ก็เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์เตือนให้เห็นถึงความลึกซึ้งของพระธรรม เพิ่มขึ้นๆ ว่า ไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริงอย่างที่ได้ฟังอย่างที่ได้เข้าใจอย่างที่ไตร่ตรองครับ ก็ยังมีความคุ้นเคยกับความเป็นเราอยู่มหาศาลครับท่านอาจารย์ อย่างไรๆ ก็คุ้นเคยในความเป็นเราที่จะฟังที่จะคิดที่จะถามที่จะอะไรก็ยังเป็นเรา
ท่านอาจารย์: นี่แหละ คือความลึกซึ้งของธรรม พูดอย่างไรๆ ก็ยังเป็นเรา
อ.อรรณพ: ใช่ครับ พูดอย่างไรๆ ก็ยังเป็นเรา ท่านอาจารย์เมตตากล่าวตอนท้ายคลิปตอบม่านผู้ถาม ท่านอาจารย์บอกสะสมการฟังที่จะคุ้นเคยในความเป็นธรรมจนมีกำลังครับ จนความคุ้นเคยนั้นมีกำลัง ซึ่งยากเหลือเกินเพราะว่า ความคุ้นเคยฝ่ายเดิม คือคุ้นเคยว่าเป็นเราที่ไม่ใช่ธรรม แต่จะค่อยๆ คุ้นเคยว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เราเป็นคนละโลกกัน โลกของอัตตา ซึ่งอยู่ในโลกของอัตตามามากจริงๆ แม้ฟังธรรมก็ยังเป็นเราฟังเป็นท่านอาจารย์ ยังไม่ได้คุ้นในการที่จะเป็นธรรม แต่คุ้นว่าเป็นเราเป็นท่านอาจารย์เป็นคณะอาจารย์ต่างๆ ครับ จึงดูเหมือนว่า จะเริ่มต้นนะ ไม่ยากนะคำถามนี้ เขาถามว่า เริ่มต้นฟังธรรมอย่างไร
แต่เมื่อฟังคำอธิบายของท่านอาจารย์มามากมายหลายประเด็น ยากเย็นมหาศาลที่จะเปลี่ยนความคุ้นเคย เปลี่ยนความคุ้นชินจากความเป็นเราที่ไม่ใช่เป็นธรรม ที่จะค่อยๆ คุ้นค่อยๆ ชินว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา สวนทางคนละโลกกันจริงๆ นะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: นี่แหละ ความลึกซึ้งเท่าที่พรรณามาทั้งหมด
อ.อรรณพ: คือความเข้าใจที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ
ท่านอาจารย์: ของธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม แค่นี้ก็ลึกซึ้งแล้ว!! ไม่ใช่แค่พูด
อ.อรรณพ: เป็นประโยชน์มากๆ ครับ เพราะฉะนั้น ผมเองก็ปรารภตัวเอง ก็คิดเหมือน อ.วิชัย ก็เป็นพวกตัดต่อธรรมเหมือนกันเลย บางทีเราฟังๆ ไป ทีแรกผมคิดนะครับว่า ท่านอาจารย์ ก็คือผมเพิ่งตัดต่ออันนี้เร็วๆ นี้เมื่อ ๓ วันที่แล้ว ทำธรรมเตือนใจ เริ่มต้นฟังธรรมอย่างไร? แล้วผมก็คิดว่า เอ๊ะ! เราจะเอาดีไหมเรื่องนี้ เพราะท่านอาจารย์ก็กล่าวเรื่องนี้มามากมายแล้ว เดี๋ยวก็จะเป็นอะไรที่ซ้ำๆ แล้วก็พื้นๆ อะไรอีก แต่พอทำเสร็จแล้วมาฟังทวนอีกที ทำไมดีอย่างนี้ล่ะ!! ทำไมถึงเป็นประโยชน์ทำไมถึงลึกซึ้งอย่างนี้!!
ก็เลยมาปรารภว่า การที่จะค่อยๆ เห็นในความละเอียดลึกซึ้งของพระธรรมนี่ครับ บางทีเราไปมุ่งที่เรื่องว่า โอ้โห! ถ้าเป็นเรื่องที่แสดงอริยสัจจ์ ๔ น่าจะดูดี หรือว่าตรงนี้ไม่มี ไปหาประเด็นที่ยังไม่ค่อยมี แต่เมื่อฟังท่านอาจารย์กล่าวนี่ ยากที่จะมีใครตอบคำถามนี้ได้ว่า เริ่มต้นฟังธรรมอย่างไร? ในยุคนี้ใครนะที่จะกล่าวตรงนี้ได้ ท่านอาจารย์กล่าวเป็นลำดับด้วยดี ตั้งแต่ว่าต้องตรงตั้งแต่ต้น แล้วก็เข้าใจว่า ฟังธรรมทำไม ถ้าไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมาฟังธรรม
เพราะฉะนั้น ก็จะเริ่มต้นไม่ได้ ต้องเริ่มต้นที่ ธรรมคืออะไร? แล้วก็ฟังธรรมทำไม? แล้วขณะนี้มีธรรมไหม? แล้วธรรมขณะนี้คืออะไร? และสิ่งที่มีเกิดเองได้ไหม? เกิดจากปัจจัยใช่ไหม? แล้วก็เป็นธรรม แต่ละอย่างๆ เห็นเป็นเห็น จำเป็นจำ ชอบเป็นชอบ ไม่ชอบเป็นไม่ชอบ ซึ่งถ้าคนทั่วไปเขาฟังแล้ว เห็นก็เป็นเห็น จำก็เป็นจำ ชอบก็เป็นชอบ ไม่ชอบก็เป็นไม่ชอบ ก็ดูเหมือนจะธรรมดาก็ยังไม่เห็นว่าจะลึกซึ้งอะไรครับ แต่ถ้าไตร่ตรองไปจริงๆ เป็นการประกาศความจริงของสิ่งที่เป็นอนัตตาที่ไม่ใช่ตัวตนเลยในแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเห็น จะทำ จะชอบ ไม่ชอบ อย่างนี้
แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวไปถึงข้อความสุดท้ายที่ผมนำมากราบถามท่านอาจารย์ สะสมการฟังในความเป็นธรรม คุ้นเคยในความเป็นธรรมจนมีกำลัง ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
การเห็นกันบ่อยๆ [อภิณหชาดก]
คุ้นเคยหรือยังกับความเป็นธัมมะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ