
[เล่มที่ 25] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 115
พรหมสังยุต
อรรถกถาอายาจนสูตร
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น. บทว่า ทุทฺทโส ความว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยากใครๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก. บทว่า สนฺโต ได้แก่ดับสนิท บทว่า ปณีโต ได้แก่ไม่รู้จักอิ่ม. สองบทนี้ท่านกล่าวหมายโลกุตระเท่านั้น. บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น.
อ.คำปั่น: ทำให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งของการศึกษาพระธรรมที่จะเป็นผู้ที่ประมาทไม่ได้เลยครับ แม้แต่ความหมายของบารมีครับ ก็เป็นประโยชน์มากที่จะได้เข้าใจครับ ซึ่งในความเป็นจริงบารมีเป็นคุณความดีทั้งหลายที่เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสทั้งหลายครับ ขัดเกลามลทินซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมอง ซึ่งก็คือกิเลสทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น บารมีทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่อการขัดเกลากำจัดมลทิน คือกิเลสของสัตว์ทั้งหลายครับ นี่ก็คือความเป็นจริงครับ แล้วก็ได้ฟังในความละเอียดในความลึกซึ้งของธรรมครับท่านอาจารย์ ก็น่าพิจารณาครับเพราะว่าในการศึกษา ก็กล่าวคำว่า ลึกซึ้งอยู่ตลอดครับ ซึ่งก็มีข้อความใน อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อายาจนสูตร ครับ ก็จะมีคำที่แปลว่า ลึกซึ้ง ครับมาจากคำว่า คัมภีร ซึ่งก็มีคำซึ่งก็จะขอโอกาสท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความละเอียดด้วยครับว่า
บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น นะครับ เป็นบทห้ามความตื้น นี่ก็คือกล่าวถึงว่า ธรรม ธัมโม นี่ครับ คัมภีโร ลึกซึ้งเพราะห้ามความตื้นครับ
ต่อไปนะครับ บทว่า ทุทฺทโส ความว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยากใครๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก ครับ ท่านอาจารย์ครับ นี่คือความลึกซึ้งความเห็นได้ยาก ความรู้ตามได้ยากของธรรมครับ
เพราะฉะนั้น กราบท่านอาจารย์ครับว่า การที่ได้เริ่มสะสมความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ธรรมคืออะไร ครับ จะเป็นไปเพื่อค่อยๆ ได้เห็นถึงความลึกซึ้งของธรรมอย่างไรครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: คุณคำปั่น ก็ยกคำที่คุณคำปั่นได้กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้มาทีละคำ
อ.คำปั่น: บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้นครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนใช่ไหม? ใครคิดว่า อ้อ! เห็นรู้แล้ว ได้ยินรู้แล้ว ทุกอย่างรู้แล้ว พูดมานี่รู้หมดเลย!! ตื้นไหม?
อ.คำปั่น: ละเอียดมากครับ ถ้าบอกว่ารู้แล้ว คือตื้นครับ
ท่านอาจารย์: ตื้นๆ
อ.คำปั่น: ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ห้ามความตื้น ไม่ใช่อย่างนั้นเลย!! พูดถึง เห็น ยังไม่รู้จักเห็น พูดถึง คิด ก็ยังไม่รู้จักคิด พูดถึงอะไรก็ยังไม่รู้จักความจริงของสิ่งนั้นเลย ถ้ารู้จักก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตัวเอง
เห็นไหม เพราะอะไรจึงไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดวยตัวเอง!! ลึกซึ้งแค่ไหนกว่าจะมีผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีเพื่อรู้ความจริงถึงที่สุดของเห็น และสิ่งที่มีจริงทั้งหมดทีละหนึ่ง
อ.คำปั่น: คือตรงนี้ซาบซึ้งมากเลยครับ เพราะว่า ถ้ากล่าวถึง คัมภีโร หรือว่า ลึกซึ้ง ก็คือกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นสัจจธรรมทั้งหมดเลยครับ สัจจธรรมทั้งหลายสัจจธรรมทั้งหมดนี่ครับคัมภีโร คือลึกซึ้งครับ เป็นการห้ามซึ่งความตื้น ก็คือไม่ตื้นนั่นเองครับ
ขอโอกาสท่านอาจารย์ต่อไปครับ บทว่า ทุทฺทโส ความว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ครับ ก็เนื่องกันเลยครับ
ท่านอาจารย์: ตอนนี้เห็นอะไร?
อ.คำปั่น: ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องสนทนา ก็เห็น อ.ธนากร เห็น อ.วิชัย ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจริงๆ เห็นคุณธนากร คุณวิชัย ได้ไหม?
อ.คำปั่น: จริงๆ ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งไหม ก็เห็นอยู่ทุกวันว่า เป็นคุณธนากร คุณวิชัย เห็นโต๊ะ เก้าอี้อะไรหมดเลย เห็นไหม!!
อ.คำปั่น: ครับ นี่คือเป็นคำที่ธรรมดา แต่ว่าเตือนอย่างยิ่งเลยครับ เพราะว่าเห็นนี่โดยความเป็นจริง เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาเท่านั้นครับ อ.ธนากร อ.วิชัย ไม่สามารถจะกระทบตาได้
ท่านอาจารย์: แค่นี้ก็ลึกซึ้งปานใด เห็นไหม?
อ.คำปั่น: เป็นข้อความที่อุปการะเกื้อกูลจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราไม่ผ่านไปโดยเร็ว หมด จบแล้ว และพูดถึงเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ทีละคำ ไตร่ตรองยิ่งไตร่ตรองยิ่งรู้ว่า ยากที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้ไม่ใช่คุณวิชัย ไม่ใช่คุณธนากร ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่ใช่มูลนิธิ ไม่ใช่ต้นไม้อะไรเลยทั้งสิ้น ปานนั้น!! นี่คือความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ปรากฏให้รู้ได้ แต่จะค่อยๆ รู้ได้ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง ไม่มีคุณธนากร ไม่มีคุณคำปั่น ไม่มีใครที่กำลังปรากฏให้เห็นเลย ปานนั้น!!
อ.คำปั่น: ครับ ปานนั้นเลยครับ เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะว่าถ้ากล่าวถึงขณะเห็น ก็ต้องเห็นเพียงสีเท่านั้นครับ
ท่านอาจารย์: ที่กระทบตาด้วย
อ.คำปั่น: ใช่ ที่กระทบตาด้วย
ท่านอาจารย์: ทีละหนึ่งขณะ เห็นไหมความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวงที่ผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีทรงตรัสรู้สิ่งที่มีอย่างนี้แหละธรรมดาปกติอย่างนี้ แต่พระปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้ปรากฏอย่างนั้นเลย จนกว่าจะค่อยๆ รู้ความจริง ค่อยๆ เข้าใจจนประจักษ์แจ้งได้ ความจริงทั้งหมดที่พระองค์ตรัส เพราะพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว
คนที่ไม่รู้ความจริง จะเข้าใจอย่างนี้ได้ไหม? เพียงแต่ได้ยินได้ฟัง และต้องไตร่ตรองจนกระทั่งมั่นคงตามที่พระองค์ตรัส เป็นความจริงถึงที่สุด ระดับไหม? ขั้นฟัง จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ลึกซึ้งแค่ไหน!!
อ.คำปั่น: ครับ ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่ ก็ยิ่งเห็นถึงประโยชน์ที่ควรอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษาเพื่อความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรม แต่ละหนึ่งๆ จริงๆ ครับ คือไม่ใช่ว่าไม่ควรศึกษา นี่ไม่ควรเห็นเลยว่าไม่ควรศึกษา แต่ว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อความเข้าใจจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะศึกษาตั้งต้นเมื่อไหร่ ก็เดี๋ยวนี้ทุกขณะ ไม่ต้องไปรอมาตั้งต้นกัน แต่ทุกขณะที่ได้ยินได้ฟังความจริงของสิ่งที่มี นั่นคือการศึกษา ค่อยๆ อบรมความเข้าใจถูกจนกว่าจะสามารถประจักษ์แจ้งความจริงตามที่เป็นจริงตั้งแต่เริ่มฟัง ไม่ใช่ฟังไปฟังไปแล้วที่แล้วมาไม่จริงไม่ใช่เลย ยิ่งฟังยิ่งจริง
อ.คำปั่น: ยิ่งฟังยิ่งจริงครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ คัดค้านไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตั้งต้นเมื่อไหร่? ก็เดี๋ยวนี้!! ตั้งต้นแล้วก็ตั้งต้นอีก ตั้งต้นไปเรื่อยๆ เพราะว่าจะมีความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้ประจักษ์แจ้งความจริงโดยนัยประการต่างๆ กว่าจะค่อยๆ เข้าใจปรุงแต่งกันไปจนถึงกาลที่จะมั่นคงเป็นบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี ต้องมีขันติบารมี และวิริยบารมีปานใด
อ.คำปั่น: ครับ คำอธิบายของท่านอาจารย์สอดคล้องกันทั้งหมดเลยครับ แม้แต่ข้อความที่ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ เป็นข้อความในอรรถกถาอายาจนสูตร ครับ แต่ละข้อความที่ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายก็เพิ่มพูนบารมีจริงๆ ครับที่จะเป็นผู้ที่จริงใจ อดทน มั่นคง มีความเพียร ที่จะศึกษาเพื่อความเข้าใจจริงๆ ครับ
ข้อความต่อไปครับ ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยากใครๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เกิดจะมีไหม?
อ.คำปั่น: ถ้าไม่เกิดไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ที่ปรากฏว่ามี นี่เกิดแล้วใช่ไหม?
อ.คำปั่น: เกิดแล้วครับ
ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ดับครับ
ท่านอาจารย์: ยากไหมที่จะรู้?
อ.คำปั่น: ยากที่จะรู้ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม!! ทุกอย่างที่พระองค์ตรัสแล้ว เปลี่ยนไม่ได้!! เป็นความจริงไม่ว่าจะกล่าวโดยนัยประการใด เช่นข้อความในอรรถกถาที่คุณคำปั่นยกขึ้นมา
อ.คำปั่น: ครับ เป็นประโยชน์มากซึ่งก็ผ่านข้อความนี้มาหลายครั้งครับ แต่วันนี้เห็นเลยว่าได้รับประโยชน์ได้รับความละเอียดเพิ่มขึ้นจากที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายครับ เป็นประโยชน์มากแล้วก็ในข้อความนี้ก็จะมีคำที่ได้ยินอยู่เสมอ ก็คือ คำว่า ธรรม ธัมโม ครับ สิ่งที่มีจริง ซึ่งก็ได้อธิบายว่า บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔ เห็นไหมครับนี้ก็เป็นความจริงเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลยครับ ในบทว่า ธรรม ครับ
ท่านอาจารย์: ต่อไปนี้ศึกษาธรรม ก็รู้แล้วใช่ไหม ศึกษาสิ่งที่มีเพื่อเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่ศึกษาเรื่องอื่นเลย ล้อมรอบตัวทั้งหมดนี่แหละมีจริง จนกว่าจะศึกษาแล้วเข้าใจความจริงของแต่ละหนึ่งที่ปรากฏได้แต่ละทาง
อ.คำปั่น: ครับ เป็นประโยชน์มากครับ ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ธรรมลึกซึ้งรู้ตามได้ยาก [อรรถกถาอายาจนสูตร]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ