
อ.ณภัทร: ได้ฟังเรื่องของจิตปัณฑระ ขาว บริสุทธิ์ หรือแม้กระทั่งปภัสสร ก็มีความสงสัยนิดหนึ่ง ก็คือว่าถ้ากล่าวถึง จิต เป็นสิ่งที่มีจริง ก็คงจะไม่กล่าวถึงเจตสิกไม่ได้ เพราะว่าจิตเกิดก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความเข้าใจเรื่องจิตที่เป็นปภัสสร แล้วก็ปัณฑระ ก็มีความเข้าใจ
แต่ว่าที่ที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือโสภณเจตสิก อาจจะไม่กล่าวถึงอกุศลเจตสิกนะครับ ก็คือโสภณเจตสิก จะกล่าวว่าเป็นปัณฑระ แล้วก็ปภัสสรได้ไหมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: และความจริงก็เป็นโสภณเจตสิก นั่นเองใช่ไหม จะต้องกล่าวอะไรอีก!!
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น ที่กล่าวถึงจิตเป็นปภัสสร ก็หมายรวมถึงจิตที่มีโสภณเตจิกเกิดร่วมด้วยอย่างนั้นใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: แสดงความเป็นจิต ไม่ต้องไปคิดถึงปภัสสร ขาว สะอาด อะไรทั้งสิ้น เพราะนั่นเป็นคำเปรียบเทียบอุปมา และเป็นคำที่ส่องไปถึงว่าจะเข้าใจได้อย่างไรถึงความต่างกันของจิตซึ่งไม่ใช่เจตสิกใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งอกุศลเจตสิก กุศลเจตสิก อะไรๆ ถึงระดับไหน จิตอย่างเดียว ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องทำหน้าที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เข้าใจอย่างนี้แล้วยังจะสงสัยในคำอื่นอีกไหม ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับอะไร
อ.ณภัทร: ครับ ตรงนี้เข้าใจครับท่านอาจารย์ เพียงแต่ว่า อย่างที่กราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือว่าศรัทธาเจตสิก ก็มีความ..
ท่านอาจารย์: เป็นจิตหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ไม่ใช่จิตครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นโสภณเจตสิก จะต้องการอะไรอีก!!
อ.ณภัทร: ก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องปัณฑระ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องของปภัสสร อย่างนั้นใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: เข้าใจแล้ว ไปจำชื่อทำไมล่ะ!! ภาษาอังกฤษว่าอย่างไรปภัสสร ภาษาไทยว่าอย่างไร รู้ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ไม่ใช่เรื่อง คำ แต่เป็นคำที่บ่งถึงลักษณะที่แท้จริง จะใช้คำอื่นก็ได้ อุปมาอย่างอื่นก็ได้ให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่จุดประสงค์ คือเพื่อเข้าใจลักษณะจริงๆ ของธรรมแต่ละหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เวลาที่เข้าใจธรรม ต้องมีคำว่าปภัสสรเข้ามาไหม? จะต้องมีคำว่า ขาวผ่องอะไรของในภาษาไทยไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ต้องครับท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็ให้เข้าใจว่า จิตก็มีปภัสสรอย่างนี้ ส่วนเจตสิกก็มีลักษณะ ..
ท่านอาจารย์: จิตไม่ใช่เจตสิกแน่นอนตลอด ไม่ว่าจิตประเภทไหนทั้งสิ้น
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ที่ศึกษาก็เพื่อให้เข้าใจว่า จิตไม่ใช่เจตสิกแน่นอน แล้วก็จิตก็มีกิจของจิต ส่วนเจตสิกก็มีกิจของเจตสิกที่เกิดขึ้นกระทำกิจของตน
ท่านอาจารย์: ถ้ามัวไปนั่งปภัสสร ไม่ปภัสสร ก็ไม่ต้องรู้ลักษณะของจิต เจตสิก
อ.ณภัทร: ครับ ตรงนี้ก็เข้าใจชัดเจนครับ
ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ในประเด็นต่อไป ก็คือว่า จงใส่ใจให้ดี ครับ
ท่านอาจารย์: ค่ะ
อ.ณภัทร: จะเรียกว่า ก็คือมนสิการเจตสิก ถูกไหมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ค่ะ
อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น มนสิการเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง เป็นสัพพจิตตสาธารณะ เพราะฉะนั้น จงใส่ใจให้ดี ซึ่งมนสิการะก็เกิดขึ้นทำกิจของตนอยู่แล้ว แต่การที่จงใส่ใจให้ดีนี่จะมีความแตกต่างอย่างไรที่เป็นมนสิการะที่เกิดขึ้นทำกิจ ของตนๆ อยู่แล้วครับ
ท่านอาจารย์: ก็ฟังไม่รู้เรื่องไง!! ใส่ใจดีไหม?
อ.ณภัทร: ครับ แสดงว่ามนสิการะนั้นยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: มนสิการะเกิดกับจิตทุกดวงพร้อมเจตสิกที่เกิดร่วมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นไปหลากหลายมาก ตามประเภทตามระดับขั้น
อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น อย่าง เห็น ก็ต้องมีมนสิการะเกิดกับเห็น แต่ยังไม่ได้ใส่ใจให้ดีในเห็น อย่างนั้นใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: เห็นเป็นชาติอะไร?
อ.ณภัทร: เห็นเป็นชาติวิบากครับ
ท่านอาจารย์: เกิดจากอะไร?
อ.ณภัทร: เกิดจากกรรมเป็นปัจจัยครับ
ท่านอาจารย์: ทำให้มนสิการะใส่ใจในสิ่งที่กระทบตา ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วก็ดับ จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับขณะอื่นที่เป็นกุศล อกุศล!!
อ.ณภัทร: ครับ แล้วการที่ใส่ใจให้ดีในเห็น จะมีความแตกต่างอย่างไรครับ?
ท่านอาจารย์: วิบากใส่ใจให้ดีได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: อกุศลใส่ใจให้ดีได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ตอบได้แล้วไง!!
อ.ณภัทร: ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ