บุคคลผู้ไม่กลัวตาย
โดย Saifa  23 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52277

มีคำกล่าวของลูกศิษย์จากสำนักหนึ่งที่ไม่เอาอภิธรรมกล่าวว่าตนเองไม่กลัวตาย ไม่กลัวเจ็บ พอได้ศึกษาพุทธวจนแล้วก็ไม่กลัวอะไรแล้วทั้งสิ้น และยังกล่าวว่าการกลัวเจ็บ กับ กลัวตาย นั้นไม่เหมือนกัน

ส่วนมุมมองผมคิดว่าบุคคลที่จะดับความกลัวได้เป็นสมุทเฉทต้องเป็นอริยบุคคลเท่านั้นไม่ใช่เสกขบุคคล และสภาพจิตที่กลัว ก็คือ กลัว ไม่ว่าจะกลัวอะไร กลัวเจ็บ กลัวผี ก็เป็นสภาพจิตประเภทเดียวกัน

อย่างนี้ทุกท่านจะมีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 25 เม.ย. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

บุคคลผู้กลัวตาย ก็มี บุคคลผู้ไม่กลัวตาย ก็มี ตามข้อความในอภยสูตรดังนี้

๔. อภยสูตร ว่าด้วยบุคคลที่กลัวและไม่กลัวตาย ๔ จําพวก

ผู้ที่จะไม่มีความกลัวใดๆ ก็ต้องเป็นพระอนาคามีบุคคลขึ้นไป

ประโยชน์ที่ควรจะได้พิจารณา คือ แต่ละบุคคลที่เกิดมา ล้วนมีความตายเป็นที่สุดด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะตายช้าหรือตายเร็วเท่านั้น ขณะที่กลัวต่อความตายในลักษณะที่กล่าวมานั้น เป็นอกุศล เป็นจิตที่เศร้าหมองไม่สบายใจ แต่ควรที่จะได้พิจารณา ว่า ความตาย (สิ้นสุดความเป็นบุคคล) ก็เป็นธรรมประการหนึ่ง เป็นจิตสุดท้ายของภพนี้ชาตินี้เกิดขึ้น คือ จุติจิต ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ ไม่สามารถกลับมาเป็นบุคคลนี้ได้อีกเลย ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป เท่านั้น จะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่มีใครทราบได้เลยเรื่องตาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่ คือ ในขณะที่ยังไม่ตาย ควรทำอะไร จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม บุคคลผู้ไม่ระลึกถึงความตายว่าตนเองจักต้องตายแน่นอน ก็เป็นผู้ที่ประมาทมัวเมา ประมาทในชีวิต และไม่เจริญกุศลประการต่างๆ อันจะเป็นที่พึ่งสำหรับตนเอง เมื่อถึงคราวใกล้ตาย ย่อมเกิดความกลัวเพราะที่ผ่านมากระทำแต่อกุศลกรรม ไม่ได้สร้างกุศลไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ภพต่อไปย่อมไม่พ้นไปจากอบายภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานนานาประการ กล่าวได้ว่าเดือดร้อนในโลกนี้ยังไม่พอ ยังจะต้องเดือดร้อนในโลกหน้าอีกด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบด้วยข้ออุปมาที่เห็นได้ชัด คือ คนที่ประมาทมัวเมาในชีวิต ไม่ระลึกถึงความตายอันจะเป็นเครื่องเตือนให้กระทำความดีนั้น เป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีเครื่องป้องกัน เปรียบเหมือนกับผู้ที่เห็นอสรพิษเมื่อจวนตัวแล้ว (คืออยู่ใกล้ตัวแล้ว) หมดทางป้องกัน มีแต่จะถูกอสรพิษกัดทำร้ายอย่างเดียว ผู้ประมาทในชีวิต ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต เป็นผู้ที่เจริญกุศล สะสมความดีเป็นที่พึ่งสำหรับตนเอง ย่อมเป็นผู้ไม่หวั่นกลัว หรือไม่เดือดร้อนเมื่อถึงคราวใกล้ตาย เพราะได้กระทำที่พึ่งสำหรับตนเอง กล่าวคือ กุศลทุกประการไว้พร้อมแล้ว มีเครื่องป้องกันที่ดีแล้ว เนื่องจากว่าตั้งอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ นั่นเอง ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าอุปมาเหมือนกับ ผู้ที่เห็นอสรพิษมาแต่ไกล ย่อมมีเวลาที่จะหาทางป้องกันให้ตนเองรอดพ้นจากอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากอสรพิษดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้น ในเมื่อทุกคนต้องตายอย่างแน่นอน จึงควรพิจารณาอยู่เสมอว่า ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง เราควรทำอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นที่พึ่งสำหรับตนเองอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องรอไปทำความดีเมื่อใกล้ตาย ถ้ารอ ก็แสดงว่าประมาทแล้ว และอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำก็ได้ การละอกุศลกรรม (ความชั่ว) แล้วเจริญกุศล (ความดี) จีบ่อยๆ เนืองๆ ตามกำลังของตน และไม่ละเลยในการอบรมเจริญปัญญา ด้วยการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรมให้เข้าใจเพื่อน้อมประพฤติปฏิบัติตาม นั้น เป็นความดีที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าบุคคลผู้ไม่ประมาทในชีวิตอันมีประมาณน้อยนี้ ย่อมจะไม่เดือดร้อนทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ครับ

..ยินดีในกุศลของคุณ Saifa และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...


ความคิดเห็น 2    โดย chatchai.k  วันที่ 25 เม.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ