ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เนื่องในโอกาส ๙๙ วัสสา พุทธสาวิกา ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ บ้านธัมมะภาคเหนือ ได้ขอโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการสนทนาธรรม ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ที่ บ้านธัมมะภาคเหนือ จังหวัดลำพูน และ ที่ โรงแรม เดอะ แกรนด์ ชัยพฤกษ์ นิมมาน จังหวัดเชียงใหม่



โดยในวันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ทางเจ้าภาพได้จัดให้มีการสนทนาธรรมที่ บ้านธัมมะภาคเหนือ เลขที่ ๑๑๐ หมู่ ๘ บ้านใหม่สันมะนะ ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และ ในวันที่ ๑๓ - ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ การสนทนาธรรมได้จัดขึ้น ณ ห้องสุวรรณนภา โรงแรม เดอะ แกรนด์ ชัยพฤกษ์ นิมมาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (ท่านสามารถติดตามชมและฟัง บันทึกการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ได้ตามลิงก์ที่แนบไว้ในตอนท้าย)


(ภาพสนทนาธรรม ที่ บ้านธัมมะภาคเหนือ จังหวัดลำพูน เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ โดย คุณนภา จันทรางศุ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๕๘๑ และ คุณเจษฎาภรณ์ สีทินันท์ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๒๓๐)


อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาบางตอน จากการสนทนาธรรมในช่วงเช้าของวันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ณ ห้องสุวรรณนภา โรงแรม เดอะ แกรนด์ ชัยพฤกษ์ นิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ มาประกอบกับภาพบรรยากาศการสนทนาธรรมที่ได้บันทึกไว้



ท่านอาจารย์ : ทุกคนเกิดมาแล้วใช่ไหม ก็ต้องมีวันแรกที่เกิด ซึ่งจะไม่มีใครรู้เลยว่า ต่อไปแต่ละขณะ อะไรจะเกิดขึ้น!! แม้แต่ ขณะที่เกิด ขณะนั้นก็ต้องมี เหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิด จึงเกิดได้!! ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ไม่มีใครเลือก!!



เพราะฉะนั้น คำที่ลึกซึ้ง ถ้ามั่นคงตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมได้ "รู้สิ่งที่เกิดแล้ว ... เดี๋ยวนี้!!" เพราะ "การเกิด" เป็นธรรมดา เพราะ ... เกิดแล้ว!! ... จะไม่ธรรมดาได้อย่างไร!!

แต่ว่า การที่แต่ละ "หนึ่งขณะ" จะเกิดขึ้น หลากหลายมาก เพียงหนึ่งขณะเดียวที่เกิด..ดับ!! ทันที!! เพราะ ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นได้ โดยไม่มี ปัจจัย ที่จะทำให้เกิดขึ้น



เดี๋ยวนี้ มีอะไรที่ปรากฏแล้ว ใครทำ? ทำได้ไหม? โดยเฉพาะ แม้แต่คำเดียวว่า "เกิดแล้ว!!" หมดทางที่จะทำให้เกิด เพราะ..เกิดแล้ว!!

เพราะฉะนั้น การฟังธรรม เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง..มาก ... ไม่มีใครคิด ว่าจะสามารถเข้าใจ "สิ่งที่มี" ได้ แต่ละอย่าง ในวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้ฟังคำ ที่น่าอัศจรรย์ อย่างยิ่ง!! เพราะเหตุว่า กล่าวถึง "ความจริง" ของ "สิ่งที่มีจริงๆ " เดี๋ยวนี้!! ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย แต่ว่า ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามา ใครเคยคิดถึง "ความจริงนี้" บ้าง? แต่ละหนึ่งขณะ เกิดแล้ว โดยไม่มีใครทำ!! แต่ต้องมี "ปัจจัย" ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น "สิ่งนั้น" จึงเกิดขึ้นได้



ค่อยๆ เป็นคนที่มีเหตุผล ที่จะไตร่ตรอง ว่า ขณะนี้ ตั้งแต่เกิด ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางจะ "พูดอย่างนี้" ได้ "คิดอย่างนี้" ได้ "เข้าใจอย่างนี้" ได้


เพราะฉะนั้น ก็ต้องพิจารณา ไตร่ตรอง ว่า ที่แล้วมา ไม่รู้ความจริง ว่าทุกขณะ เหมือนเดี๋ยวนี้ เกิด-ดับ มิฉะนั้น จากวันนั้นที่เกิดขึ้น ก็จะไม่ถึงวันนี้ ที่กำลังได้ฟัง ความจริงของ "สิ่งที่มีจริง" เปลี่ยนไม่ได้เลย
การที่จะได้ เข้าใจความลึกซึ้ง ของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ทรงพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าใคร "รู้จักพระองค์แล้ว" ... มีแต่ "ได้ยินชื่อ"



เพราะฉะนั้น ต้องเป็น "ผู้ตรง" พระอรหันต์ผู้ดับกิเลส พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริง ด้วยพระองค์เอง แค่นี้..ห่างไกลไหม? ... กับ..ทุกคน ... ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่กำลังมีความจริงตลอด แวดล้อม ซ้ายขวา หน้าหลัง ทุกอย่างจริงทั้งนั้น!! แต่ไม่เคยรู้เลยว่า จริง..ที่ไม่เคยเข้าใจในความเป็นจริง เป็นความคิดของแต่ละคนว่า สิ่งนั้นจริง สิ่งนี้จริง



แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง..น่าอัศจรรย์!! แทบจะกล่าวได้ว่า เหลือเชื่อ!! ว่าจะเป็นไปได้!! ที่มีผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง..ถึงที่สุด!!..ของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้!!


ห่างไกลกันมาก..กับ การที่เคยมีชีวิตมาแล้ว..ในสังสารวัฏ ... จนถึงชีวิตนี้.. ชาตินี้ ... ซึ่ง..ถ้าไม่ฟัง!! ไม่มีโอกาสจะรู้..เลย ... สักนิดเดียว ... ใน "สิ่งที่กำลังมี"



ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นผู้ที่ "ตรง" ต่อความจริง ว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ จริง ไม่เคยรู้ความจริง แต่มีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง สนใจไหม? ที่จะเข้าใจว่า ใครนะ? ที่จะรู้ความจริง ของสิ่งที่มีจริง และ พูดถึง จริง ที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้



เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ ของความห่างไกลของความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จริงๆ กับ การเริ่ม..มีความเข้าใจถูก ... ใน "สิ่งที่มีจริง" ซึ่ง "มีจริงทุกขณะ!!" ในสังสารวัฏ!!



เพราะฉะนั้น ก็จะได้รู้ว่า ถ้าไม่ได้ฟังคำ ของผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง จะไม่รู้ว่าผู้นั้นทรงเป็นใคร ก็ดูเหมือนจะเหมือนทุกคน มีตาหูจมูกลิ้นกาย เสด็จไปบิณฑบาตทั่วพระนครสาวัตถีบ้าง ราชคฤห์บ้าง ไม่มีใครรู้จัก ถ้าพระองค์ไม่ตรัส "คำ" ที่คนอื่นได้ยินแล้วจึงจะเริ่มรู้ความจริงว่า ผู้นี้ห่างไกลมากจากผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย



เพราะฉะนั้น วันนี้ ก็จะเป็นวันที่จะได้เข้าใจความละเอียด ความลึกซึ้ง จากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ที่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริง ทุกอย่าง โดยประการทั้งปวง ยากหรือง่าย? ยากหรือง่าย? กำลังมีจริงๆ รู้ไหม?



อ.กุลวิไล : กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพ ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึง "ความจริง" สนใจที่จะรู้ความจริงหรือเปล่า? เพราะที่รู้กันว่าจริงก็ไม่ได้จริงแท้ อย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง


เพราะฉะนั้น โอกาสที่มีค่ามาก ที่จะเป็นการสนทนาธรรม ที่สำคัญก็คือ รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งเมื่อวานนี้ (๑๒ มกราคม) ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวไว้ (ที่บ้านธัมมะลำพูน) เกี่ยวกับความลึกซึ้ง ในความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง ในขณะนี้

หลายท่านฟังธรรม แต่ถ้าฟังแล้ว จะรู้ถึงความลึกซึ้งหรือเปล่า? ถ้าไม่มีความเข้าใจ แล้วก็เห็นถูกในสภาพธรรมที่เป็นจริง ตามที่ทรงแสดง


เพราะฉะนั้น ธรรมก็เป็นสิ่งที่มีในขณะนี้ ท่านอาจารย์ใช้คำว่า "เกิดแล้ว" จริงหรือเปล่า? ถ้าไม่เกิด จะมีอะไรปรากฏไหม? ก็ต้องไม่มี!! ซึ่งก็คือ ขณะนี้เอง!! เดี๋ยวนี้ เป็นธรรมทั้งหมด!!

ช่วงแรก ดิฉันก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ เพราะว่า ท่านอาจารย์กล่าวว่า "แค่ฟัง" ไม่ลึกซึ้ง แต่จะลึกซึ้งคือ "เดี๋ยวนี้" กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความละเอียดค่ะ

ท่านอาจารย์ : บางคนก็คิดว่า ความลึกซึ้งต้องไปหาที่อื่น แต่..ฟังนะคะ..สนใจจริง มีจริงๆ หรือเปล่า? ทุกคำที่พูดมาแล้วทั้งหมด มีจริงหรือเปล่า? "สนใจ" มีจริงไหม? แต่..วันหนึ่ง วันหนึ่ง สนใจอะไรบ้าง? รู้ไหม? และ "สนใจ" ต้อง "เกิด" หรือเปล่า? ถ้า "สนใจ" ไม่เกิด ก็ "ไม่มีสนใจ" และ สนใจก็ดับ ทุกอย่างที่เกิด ดับ ทันที!! เร็วสุดที่จะประมาณได้


คุณปริญญ์วุฒิ กุลพิเนต สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๔๒๕๓ กรุณาทำหน้าที่แปลการสนทนาภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ขณะทำการถ่ายทอดสดทางยูทูปไปทั่วโลก ซึ่ง คุณตั้มบั๊คหรือ อาจารย์สุจินต์เวียดนาม (Tambach) และ คุณ Tran Thi Hai สหายธรรมจาก บ้านธัมมะเวียดนาม (Vietnam Dhamma home) ซึ่งเดินทางมาร่วมการสนทนาในครั้งนี้ ได้ทำการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาเวียดนามอีกทอดหนึ่ง เพื่อให้สหายธรรมชาวเวียดนาม จำนวน ๑๒ ท่าน ที่เดินทางมาร่วมการสนทนาธรรม ทั้งที่จังหวัดลำพูน และ เชียงใหม่ในครั้งนี้ ได้รับฟังด้วย และพร้อมกันนั้นก็ได้ทำการถ่ายทอดสด ไปยังชาวเวียดนามผู้คอยติดตามรับฟังอยู่ในประเทศเวียดนาม และทั่วโลก อีกด้วย)

เดี๋ยวนี้ "เห็น" มีจริง ใช่ไหม? "เห็น" เกิดหรือเปล่า? เกิดแล้วดับ หรือเปล่า? ไม่กลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏ แล้ว "เห็น" เป็น "สนใจ" หรือเปล่า? สนใจก็สนใจ เห็นก็เห็น "เริ่มแยก" สิ่งที่ "เคยเป็นเรา" ทั้งหมด เป็นแต่ละสภาพที่มีจริง แต่ละหนึ่ง และใช้ภาษาต่างกัน เราไม่ได้พูดภาษามคธี ไม่ได้พูดอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกับชาวมคธ ที่พอฟังก็เข้าใจทันที แต่ ภาษาไทย "สิ่งที่มีจริง" คือ "ธรรม"



เพราะฉะนั้น พอได้ยินคำว่า "ธรรม" ก็รู้ว่า หมายความถึง สิ่งที่มีจริง "สนใจ" มีจริง แน่!! "เห็น" มีจริงแน่!! "จำ" มีจริงแน่ ทุกอย่างมีจริงแน่!! ก็เป็น "ธรรม" คือ "สิ่งที่มีจริง" แล้วใคร ถ้าไม่ได้ฟังอย่างนี้ จะคิดถึงธรรมว่า ธรรมคืออะไร ก็พยายามไปแสวงหาธรรม แต่หารู้ไม่ว่า "สิ่งที่มีจริง" นี้แหละ มีจริงแน่นอน เมื่อเกิด แล้วก็สั้นมากคือดับไป จนไม่มีใครรู้ว่า ขณะนี้ สิ่งที่กำลังมี เกิดแล้วดับ!! สืบต่อกัน เร็วสุดที่จะประมาณได้



เพราะฉะนั้น จะศึกษาธรรม ก็ต้องรู้จริงๆ ตั้งแต่คำแรก ไม่ว่าอะไรทั้งหมด "เป็นสิ่งที่มีจริง" เมื่อ "เกิดขึ้น" มี "ลักษณะ" ปรากฏให้รู้ว่ามีจริง


เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ไม่สงสัยแล้วใช่ไหม? อะไรที่มีจริง "มีจริง" ในภาษาไทย แล้วเราก็ใช้คำว่า "ธรรม" ใครยังสงสัยคำว่า "ธรรม" สงสัยในคำว่า "มีจริง" ไหม? เท่านั้นเอง ถ้ามีจริง ก็มีจริง ภาษาอีกภาษาหนึ่งก็บอกว่า "เป็นธรรม"



มีอะไรบ้าง? เดี๋ยวนี้ ที่ไม่ใช่ธรรม? พ้นจากธรรมไหม? "เห็น" ก็จริง "ได้ยิน" ก็จริง "คิด" ก็จริง "จำ" ก็จริง "ชอบ" ก็จริง "โกรธ" ก็จริง ทุกอย่าง ตั้งแต่เกิด ที่มีจริง เกิดให้รู้ว่ามีอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ คือ เดี๋ยวนี้มี "เห็น" แน่ๆ เกิดแล้ว "เป็นเห็น" แล้วก็ดับ จะเป็นใครได้? จึงมีคำว่า "อนัตตา" ไม่ใช่ "อัตตา"



"ธรรมทั้งปวง" เป็นอนัตตา เข้าใจเพียงแค่นี้ก็เป็นพื้นฐานที่มั่นคง ที่จะรู้ว่า แม้แต่ธรรมมากมายหลายอย่าง แล้วทำอย่างไรจึงจะสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่เกิดแล้วดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้



ทุกคน "กำลังเห็น" ใช่ไหม? จริง!! "เห็น" เกิดแล้วดับ ใช่ไหม? จริง!! รู้หรือยัง? เห็นไหม? นี่เพียงแค่ฟังว่า "เห็น" มี และเห็นเกิดและเห็นดับ พอไหม? ในเมื่อไม่ใช่มีแต่ "เห็น" มีอย่างอื่น จนกระทั่ง กว่าจะคลายความเป็นสิ่งนั้น หรือเป็นเรา ก็คือ เป็นแต่ละธรรม ที่มีจริง



ยังไม่ต้องไปถึงการประจักษ์แจ้ง การเกิด-ดับ เพราะเหตุว่า จะต้องมีความมั่นคงว่า แต่ละหนึ่งที่บอกว่ามีจริง ละเอียดมาก เกิด-ดับ สืบต่อ เร็วสุดที่จะประมาณ เช่น เดี๋ยวนี้ มีใครบ้าง? ที่ไม่เห็นกับไม่ได้ยิน ไม่ได้คิดนึก ต่อกันเร็วมาก สนิท จนไม่รู้ว่า ขณะไหนเป็นอะไร?
จึงต้องเป็นผู้ที่ "ฟัง" เพื่อ "ละความไม่รู้"


คุณกฤษฎา : สวัสดีครับ สวัสดีอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ แล้วก็ทีมงานทุกๆ ท่าน ผมชื่อน้องหนุ่ม กฤษฎา ปินตา เป็นคนเชียงใหม่ ฟังอาจารย์ได้หนึ่งปีแล้ว ก่อนหน้านี้ ผมฟังเกี่ยวกับพุทธวจน อินฟลูเอ็นเซอร์ ท่านหนึ่ง ก็ฟังทุกวัน ฟังทุกเช้าเลย ก่อนที่จะมาเจออาจารย์สุจินต์
หมายเหตุ : Influencer-อินฟลูเอนเซอร์ แปลว่าผู้มีอิทธิพล ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, IG, TikTok, YouTube) และมีอำนาจในการโน้มน้าวความคิด ความเชื่อ หรือการตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการ ของกลุ่มผู้ติดตามนั้นๆ โดยอาศัยความน่าเชื่อถือ ความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือความสัมพันธ์กับแฟนคลับ



พอฟังไปเรื่อยๆ ฟังอินฟลูเอ็นเซอร์ ฟังเกี่ยวกับพุทธวจน ที่เขาตัดคำของพระอรหันต์ ก็เชื่อ พอมาฟังท่านอาจารย์สุจินต์ (ซึ่ง) จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในยูทูป ก็คิดว่าไม่ใช่ เพราะว่าคนละข้อมูลกัน เลิกฟังอาจารย์ไปประมาณสองครั้ง จนมาเจอ รายการพี่วู๊ดดี้ มีคำหนึ่งที่อาจารย์พูดว่า ไม่เห็นรู้อะไรเลยเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ไม่รู้จักพระพุทธเจ้าเลย ก็รู้สึกว่า เหมือนผมโดนอาจารย์เคาะกระโหลก ว่า จริงๆ ผมฟังอินฟลูเอ็นเซอร์ท่านหนึ่งมาตั้งนาน แล้วก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธวจน มาตั้งนาน เราก็ไม่รู้อะไรเลยจริง อย่างที่อาจารย์ว่า



ผมก็เลยกลับมาฟังครั้งที่สาม คือ ตั้งใจฟังอาจารย์มากขึ้น ตื่นเต้น (ยิ้ม) คือ ได้ยินเสียงอาจารย์เมื่อกี้ครั้งแรกก็น้ำตาไหล ผมกราบขอบพระคุณอาจารย์สุจินต์และอาจารย์ทุกท่าน ที่ทำให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง จิต แล้วก็ เจตสิก แล้วก็รูป มากขึ้น ซึ่งไม่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ท่านไหน ที่เคยฟังมา แล้วก็เกี่ยวกับพุทธวจน ให้ความเข้าใจของผมตรงนี้ได้เลย
แล้วผมก็แอบไปสืบประวัติของท่านอาจารย์สุจินต์ เมื่อก่อนท่านก็สอนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ : ถูกต้องค่ะ



คุณกฤษฎา : ผมเรียนอยู่ที่ปรินซ์รอย (โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย) ซึ่งก็เหมือนกับว่าเราจะ อันนี้ความคิดผมเอง ก็คือ เราอยู่ใกล้กันมาตลอด แต่วันนี้ผมอายุ ๓๕ ผมก็เพิ่งมาฟังอาจารย์ แต่ฟังจากแบบอาจารย์อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วผมก็อยู่ที่เชียงใหม่ ผมก็รู้สึกว่าได้ใกล้อาจารย์ แล้วก็ได้ใกล้คำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มากขึ้น

ทั้งที่เมื่อก่อน ท่านอาจารย์มาเชียงใหม่ ตอนที่อยู่ดาราวิทยาลัย ผมอยู่ปริ๊นซ์รอย ผมก็เหมือนอยู่ไกล เพราะไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตลอด ก็นึกคำถามไม่ออก แต่ว่า ปลาบปลื้มและยินดี ดีใจมากครับ ที่เจออาจารย์ทุกท่าน รวมถึงอาจารย์สุจินต์ครับ วันนี้ ท่านอายุ ๙๙ แล้ว ผมก็คิดว่า จะมีโอกาสไหนอีก ในวันนี้พอมาเจอตัวจริงๆ ก็กราบสวัสดี กราบอนุโมทนาด้วยครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 581
๓. สังฆาฏิสูตร
ว่าด้วยผู้ประพฤติธรรมอยู่ไกลเหมือนอยู่ใกล้พระองค์
[๒๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุจับชายสังฆาฏิแล้วพึงเป็นผู้ ติดตามไปข้างหลังๆ เดินไปตามรอยเท้าของเราอยู่ไซร้ แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้มี อภิชฌาเป็นปกติ มีความกำหนัดแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติหลงลืม ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุน ไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ โดยที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ห่างไกลเราทีเดียว และเราก็อยู่ห่างไกลภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมย่อมเชื่อว่าไม่เห็นเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุนั้นพึง อยู่ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ไซร้ แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ไม่มีความ กำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่งใจชั่ว ร้าย มีสติมั่น รู้สึกตัว มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว สำรวมอินทรีย์ โดยที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ใกล้ชิดเราทีเดียว และเราก็อยู่ใกล้ชิดภิกษุนั้น ข้อนั้น เพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้น ย่อมเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมย่อมชื่อว่าเห็นเรา
บุคคลผู้มักมาก มีความคับแค้น ยัง เป็นไปตามตัณหา ดับความเร่าร้อนไม่ได้ แม่หากว่าพึงเป็นผู้ติดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ผู้ดับความ เร่าร้อนได้แล้วไซร้ บุคคลนั้นผู้กำหนัด ยินดี ชื่อว่าพึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี เพียงในที่ ไกลเท่านั้น ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต รู้ ธรรมด้วยปัญญา เป็นเครื่องรู้ธรรมอันยิ่ง เป็นผู้หาความหวั่นไหวมิได้ สงบระงับ เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ไม่มีลมฉะนั้น บุคคลนั้นผู้หาความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความ เร่าร้อนได้แล้ว ผู้ไม่กำหนัดยินดี ชื่อว่า พึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาความ หวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความเร่าร้อนได้แล้ว ปราศจากความกำหนัดยินดี ในที่ใกล้แท้.
จบสังฆาฏิสูตรที่ ๓

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ยินดียิ่งในกุศลทุกประการของคณะสหายธรรมบ้านธัมมะภาคเหนือที่เป็นเจ้าภาพทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันจัดงานได้อย่างเรียบร้อย งดงามยิ่ง มา ณ โอกาสนี้ และ ยินดีในกุศลของทุกๆ ท่าน ที่ได้มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่ง ในโอกาสที่มีค่าที่สุด..ครั้งหนึ่ง..ในสังสารวัฏ ...
ขอเชิญติดตามบันทึกการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :