ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๗
โดย khampan.a  12 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52677

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048385663ef6e43.jpg?v=1782781583

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๗

pic000762610c5979619.jpg?v=1783612303



~ ต้องไม่ลืมว่าฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้มีมาก ไม่ใช่ด้วยโลภะที่อยากจะรู้มากๆ แต่ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ จะละความไม่รู้ก็ในขณะที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้น เข้าใจแค่ไหน ตื้นแค่ไหน ลึกแค่ไหน ผู้ที่กำลังไตร่ตรองก็รู้ได้ด้วยตัวเอง แต่รู้ว่าการฟังทั้งหมดไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม เพื่อละความไม่รู้ซึ่งมีมาก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202)



~ การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ก็ยังไม่เป็นการเคารพอย่างสูงสุด เพราะว่าพระผู้มีพระภาคมิได้ทรงหวังดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ แต่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อหวังให้สาวกได้ดับกิเลสเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย แต่ก่อนที่จะดับกิเลสได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เป็นผู้ที่ตรงและต้องเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1572)



~ กุศลคือสภาพธรรมที่ไม่เป็นโทษ ถึงแม้จะไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุ ไม่มีสิ่งของที่จะให้แก่บุคคลอื่น แต่ยังสามารถที่จะมีสภาพของกุศลธรรมที่ไม่เป็นโทษ ทางกาย คือ การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทางวาจา ไม่ดูถูก ดูหมิ่น ทางใจประกอบด้วยความเมตตา กรุณา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดร้ายกับผู้อื่นได้ ในขณะนั้นเป็นกุศล

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 955)



~ การอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามปกติตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะทรงแสดงธรรมถึง ๔๕ พรรษาโดยนัยของพระสูตรหรือว่าพระอภิธรรมหรือพระวินัยก็ตาม เพื่อที่จะให้สติเกิด ระลึก ศึกษา รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ เข้าถึงอรรถของนามธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน กี่ภพ กี่ชาติที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ฟังพระธรรมเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม เพื่อการรู้แจ้ง เพื่อการประจักษ์ชัด เพื่อการดับกิเลสหมด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 832)



~ มีอะไรบ้างที่ควรจะยึดถือว่าเป็นของเรา เพราะว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบตา เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบหู และดับไปหมดแล้ว ไม่มีของเราเลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 981)



~ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ไม่ประมาทที่จะต้องรู้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง การที่เราจะค่อยๆ เข้าใจก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ แล้วสิ่งใดที่ผิด ต้องรีบทิ้งทันที ถ้าเรายังคงมีความยึดมั่นเชื่อมั่นในสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก ก็ไม่มีใครสามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น ตัวเองตั้งตนไว้ชอบ คือ เป็นผู้ที่ไม่ประมาท แล้วก็รู้ว่าถ้าสิ่งใดผิด ต้องทิ้ง อย่าไปเก็บไว้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 625)



~ ไม่ควรที่จะไปริษยาบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลย เพราะถึงแม้ว่าจิตจะเร่าร้อนริษยาสักเท่าไร บุคคลที่สมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว ก็มีเหตุที่จะให้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขนั้น อุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ไม่สมควรที่จะให้จิตเป็นอกุศลริษยาในบุคคลอื่น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ก็ควรที่จะทราบว่าขณะนั้นเป็นอกุศลควรจะละให้หมดสิ้นไป

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 340)



~ คนที่โกรธบ่อยๆ สามารถรู้ได้ว่าใจขุ่นนาน ไม่เห็นหมดไปจากใจสักที อยากจะให้หมดๆ ไป ก็ไม่หมด บางทีขุ่นอยู่นานและกลับมาขุ่นอีก แสดงให้เห็นว่าเป็นอกุศลธรรมที่ผูกมัดไว้ไม่ปล่อยไปสู่กุศล ยากแสนยากที่สภาพของจิตซึ่งชินและสะสมอกุศลมามากๆ จะเป็นกุศลได้บ่อยๆ และโดยรวดเร็ว

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1146)



~ ใครที่มักโกรธในชาตินี้ ให้ทราบว่าชาติก่อนๆ ก็ต้องมักโกรธ และถ้ายังมักโกรธอย่างชาตินี้ต่อไปอีก ก็นึกถึงภาพชาติหน้าได้ว่าจะเป็นอย่างไร อยากจะเป็นอย่างนั้นต่อไปหรืออยากจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่อย่างนี้ ถ้าอยากจะเป็นอย่างอื่น ก็ต้องเริ่มสะสมทางฝ่ายกุศลเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2050)



~ ปกติทุกคนมีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ มีความขุ่นเคืองใจ แต่ถ้าล่วงศีลเมื่อไร เมื่อนั้นแสดงให้เห็นถึงกำลังของอกุศลว่ามีมากซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมทั้งหมดเพื่อให้พุทธบริษัทมีความประพฤติดี ให้กุศลจิตเกิดทุกระดับตั้งแต่ขั้นต้นในชีวิตประจำวัน จนกว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1859)



~ สภาพธรรมที่ไม่ดี มีแน่ โกรธ ดีไหม? สบายใจไหมขณะที่โกรธ?
ใครเดือดร้อน? ตัวเอง เพราะฉะนั้น ทำร้ายตนเอง อกุศลธรรมที่ทำร้าย เริ่มทำร้ายคือทำร้ายตนเองก่อน แล้วถ้ามีมากก็ทำร้ายคนอื่นต่อไป อย่างนี้ประเทศชาติเจริญไหม? ถ้าเต็มไปด้วยอกุศล ไม่เจริญแน่นอน แต่ว่าเพราะไม่รู้ ก็ไปหาทางอื่นที่จะทำให้เจริญ
แต่ลืมว่าความเจริญจริงๆ ต้องจากคนในชาติแต่ละคนต้องเป็นคนดี และธรรมฝ่ายกุศลเท่านั้นที่จะทำให้เจริญขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 770)



~ สิ่งที่มีประโยชน์ ก็ต้องควรให้คนอื่นได้รู้ได้เข้าใจทั่วกัน ไม่ให้สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ ไม่ให้สิ่งที่ไม่เป็นความจริง เพราะเป็นมิตรที่ดี หวังดี แล้วรู้ว่าความเข้าใจถูกเป็นสิ่งที่ประเสริฐในชาตินี้ ดีกว่าทรัพย์สมบัติเงินทองซึ่งพลัดพรากจากไปเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ร่างกาย ตาจะบอด หูจะหนวก แขนจะขาด เมื่อไหร่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่สมบัติที่ประเสริฐยิ่งกว่าอย่างอื่นที่ติดตามไป ก็คือ ความเข้าใจถูกความเห็นถูก

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1043)



~ ถ้าทุกคนค่อยๆ อดกลั้นทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งจะปรากฏลักษณะเป็นผู้ที่มีความอดทน ต่อสถานการณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจาของคนอื่น หรือในเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะหนาว จะร้อน จะลำบาก จะไม่บ่น ซึ่งแสดงถึงความอดทน แต่ถ้าเริ่มบ่นสักนิดหนึ่ง ก็น่าจะระลึกแล้วว่า อดกลั้นสิ่งทั้งปวง ทั้งสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา หรือเปล่า?

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1958)



~ มีเมตตาต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนั้นจิตสงบเพราะเป็นกุศล และถ้ามีความเป็นมิตรต่อแต่ละบุคคลที่พบโดยไม่เลือกยิ่งเพิ่มความเป็นมิตรเพิ่มขึ้น จิตขณะนั้น ก็เป็นกุศลเพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1925)



~ เวลาที่กระทบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางตาหรือทางหู ก็เกิดความขุ่นเคืองใจ ในขณะที่มีความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้น ถ้าระลึกถึงพระธรรมที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงโทษของความโกรธหรือโทษของความผูกโกรธก็ตาม ในขณะนั้นจะละไหม หรือจะปล่อยไว้ก่อน รอไว้ก่อน นั่นก็คือความเนิ่นช้า ในการที่จะละอกุศลนั่นเอง

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1890)



~ ควรจะมีความอดทน แม้แต่การไม่พูดในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์

มีเรื่องหลายเรื่อง ซึ่งก็น่าจะบอกเล่าให้คนอื่นทราบ แต่ควรพิจารณาก่อนว่า เรื่องนั้นเป็นประโยชน์ไหม ถ้าไม่เป็นประโยชน์ มีความอดทนอดกลั้น ที่จะไม่เล่าในขณะนั้นไหม เพราะเห็นแล้วว่า ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1906)



~ ใครก็ตามที่มีความไม่รู้และไม่ได้ฟังพระธรรม ก็เป็นธรรมดาที่บุคคลนั้นจะต้องทำสิ่งที่ผิดๆ หรือทำสิ่งที่ไม่สมควร หรือทำสิ่งที่เสียหายแม้กับตัวท่าน แต่ถ้าท่านพิจารณาว่าเ พราะบุคคลนั้นไม่รู้จึงทำและเมื่อท่านเองศึกษาแล้ว พิจารณาธรรมเข้าใจแล้ว รู้แล้ว

ยังจะโกรธคนที่ไม่รู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลย ถ้าเป็นในลักษณะนี้
ขณะนั้นท่านจะมีขันติบารมีที่ว่า ไม่ผูกโกรธและอภัยให้บุคคลนั้นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1907)



~ ถ้าไม่สามารถอภัยให้คนที่ไม่ชอบ กุศลอื่นๆ ที่จะเจริญจากคนที่ไม่ชอบ ก็ย่อมเกิดไม่ได้ แม้วัตถุทานที่จะให้บุคคลนั้นก็ให้ไม่ได้ เพราะไม่อภัยให้หรือเพราะยังโกรธอยู่ หรือแม้แต่ธรรมทานที่จะสนทนาธรรมที่จะเกื้อกูล ที่จะชี้สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ทำไม่ได้ เพราะยังไม่อภัยให้บุคคลนั้นหรือยังโกรธอยู่

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1859)



~ ขณะใดที่เป็นไปในทาน ขณะใดที่เป็นไปในศีล วิรัติทุจริต ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญความสงบ ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญปัญญา จึงจะเป็นกุศล เพราะว่าวันหนึ่งๆ มีแต่อกุศล สำหรับบางคนกุศลไม่เกิดเลยทั้งวัน เพราะว่าไม่เคยคิดที่จะให้ มีแต่การที่จะเอาตลอด ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาจะทำอะไร จะกินอะไร จะซื้ออะไร จะสนุกอย่างไร นั่นคืออกุศลตลอดหมด ไม่เคยคิดที่จะสละสิ่งที่มีเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1625)



~ คนที่มีอกุศลมาก ก็คงจะต้องเป็นอกุศลเพิ่มขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าวันไหนจะทำอกุศลมากมายได้ เช่น ท่านพระเทวทัต จะมีใครคิด ชาวพุทธทุกคนมองไม่ออก คิดไม่ถึงเลยว่า ใครสามารถที่จะเปรียบตัวเองกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ แต่ผู้ที่สะสมอกุศลมาก็เป็นอย่างนั้นได้ ใครสามารถที่จะทำอกุศลหนักหนาสาหัสได้ ก็คือ ผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่มีความละอาย

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 547)



~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำจริงที่ควรที่จะเข้าใจเนื้อความให้ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ที่ไม่เคยรู้ลักษณะของสิ่งที่มีเลยทั้งสิ้น มืดไหม ตอนนี้ จะสว่างที่ไหน จะสว่างแล้วมืด กลางวันหรือกลางคืนอย่างไรก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้สภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจะมืดยิ่งกว่าอะไร ทั้งๆ ที่ปรากฎก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอวิชชาเป็นความมืด ความหลง ที่ไม่สามารถที่จะถึงการเข้าใจถูกต้องได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 958)



~ ถึงมีทรัพย์สิน เป็นทุกข์ไหม? โศกเศร้าไหม? เสียใจไหม? เป็นห่วงเป็นกังวลไหม? เดือดร้อนไหม? แต่ถ้ามีปัญญา ทุกข์ที่มีอยู่ก็ลดน้อยลง เพราะมีความเข้าใจถูกความเห็นถูกละเอียดขึ้นถูกต้องขึ้นว่าอะไรคืออะไร มีความสามารถที่จะเข้าใจชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายได้

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๖

pic000762609e40fda6b.jpg?v=1783612303

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1     โดย swanjariya  วันที่ 12 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 12 ก.ค. 2569

กราบอนุโมทนาในธรรมทานอันประเสริฐนี้ค่ะ

"ปันธรรม" ในครั้งนี้ งดงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทุกคำทุกประโยคคือการกลั่นกรองมาจากปัญญาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความวิริยะอันแรงกล้าของท่านอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย

​คุณค่าของผู้ปันธรรมในครั้งนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธรรมที่เกิดจากความเข้าใจ หรือ "ปัญญ์ธรรม" ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของผู้ได้อ่าน ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในคุณความดีของทุกท่านค่ะ


ความคิดเห็น 3     โดย chatchai.k  วันที่ 12 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ