ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๗

~ ต้องไม่ลืมว่าฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้มีมาก
ไม่ใช่ด้วยโลภะที่อยากจะรู้มากๆ แต่ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้
จะละความไม่รู้ก็ในขณะที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้น เข้าใจแค่ไหน
ตื้นแค่ไหน ลึกแค่ไหน ผู้ที่กำลังไตร่ตรองก็รู้ได้ด้วยตัวเอง
แต่รู้ว่าการฟังทั้งหมดไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม
เพื่อละความไม่รู้ซึ่งมีมาก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1202)
~ การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ก็ยังไม่เป็นการเคารพอย่างสูงสุด
เพราะว่าพระผู้มีพระภาคมิได้ทรงหวังดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ
แต่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อหวังให้สาวกได้ดับกิเลสเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย
แต่ก่อนที่จะดับกิเลสได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด
เป็นผู้ที่ตรงและต้องเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1572)
~ กุศลคือสภาพธรรมที่ไม่เป็นโทษ ถึงแม้จะไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุ
ไม่มีสิ่งของที่จะให้แก่บุคคลอื่น
แต่ยังสามารถที่จะมีสภาพของกุศลธรรมที่ไม่เป็นโทษ ทางกาย คือ
การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทางวาจา ไม่ดูถูก ดูหมิ่น
ทางใจประกอบด้วยความเมตตา กรุณา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ไม่คิดร้ายกับผู้อื่นได้ ในขณะนั้นเป็นกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
955)
~
การอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามปกติตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะทรงแสดงธรรมถึง ๔๕
พรรษาโดยนัยของพระสูตรหรือว่าพระอภิธรรมหรือพระวินัยก็ตาม
เพื่อที่จะให้สติเกิด ระลึก ศึกษา
รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ
เข้าถึงอรรถของนามธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน กี่ภพ
กี่ชาติที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ฟังพระธรรมเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม
เพื่อการรู้แจ้ง เพื่อการประจักษ์ชัด เพื่อการดับกิเลสหมด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 832)
~ มีอะไรบ้างที่ควรจะยึดถือว่าเป็นของเรา
เพราะว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบตา
เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบหู และดับไปหมดแล้ว
ไม่มีของเราเลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 981)
~ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท
ไม่ประมาทที่จะต้องรู้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง
การที่เราจะค่อยๆ เข้าใจก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ
แล้วสิ่งใดที่ผิด ต้องรีบทิ้งทันที
ถ้าเรายังคงมีความยึดมั่นเชื่อมั่นในสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก
ก็ไม่มีใครสามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น ตัวเองตั้งตนไว้ชอบ คือ
เป็นผู้ที่ไม่ประมาท แล้วก็รู้ว่าถ้าสิ่งใดผิด ต้องทิ้ง
อย่าไปเก็บไว้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
625)
~ ไม่ควรที่จะไปริษยาบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลย
เพราะถึงแม้ว่าจิตจะเร่าร้อนริษยาสักเท่าไร บุคคลที่สมบูรณ์ด้วยลาภ
ยศ สรรเสริญ สุข เพราะกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว ก็มีเหตุที่จะให้ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุขนั้น อุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น
ไม่สมควรที่จะให้จิตเป็นอกุศลริษยาในบุคคลอื่น
แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย
ก็ควรที่จะทราบว่าขณะนั้นเป็นอกุศลควรจะละให้หมดสิ้นไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
340)
~ คนที่โกรธบ่อยๆ สามารถรู้ได้ว่าใจขุ่นนาน ไม่เห็นหมดไปจากใจสักที
อยากจะให้หมดๆ ไป ก็ไม่หมด บางทีขุ่นอยู่นานและกลับมาขุ่นอีก
แสดงให้เห็นว่าเป็นอกุศลธรรมที่ผูกมัดไว้ไม่ปล่อยไปสู่กุศล
ยากแสนยากที่สภาพของจิตซึ่งชินและสะสมอกุศลมามากๆ
จะเป็นกุศลได้บ่อยๆ และโดยรวดเร็ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1146)
~ ใครที่มักโกรธในชาตินี้ ให้ทราบว่าชาติก่อนๆ ก็ต้องมักโกรธ
และถ้ายังมักโกรธอย่างชาตินี้ต่อไปอีก
ก็นึกถึงภาพชาติหน้าได้ว่าจะเป็นอย่างไร
อยากจะเป็นอย่างนั้นต่อไปหรืออยากจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่อย่างนี้
ถ้าอยากจะเป็นอย่างอื่น
ก็ต้องเริ่มสะสมทางฝ่ายกุศลเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
2050)
~ ปกติทุกคนมีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ มีความขุ่นเคืองใจ
แต่ถ้าล่วงศีลเมื่อไร
เมื่อนั้นแสดงให้เห็นถึงกำลังของอกุศลว่ามีมากซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมทั้งหมดเพื่อให้พุทธบริษัทมีความประพฤติดี
ให้กุศลจิตเกิดทุกระดับตั้งแต่ขั้นต้นในชีวิตประจำวัน
จนกว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1859)
~ สภาพธรรมที่ไม่ดี มีแน่ โกรธ ดีไหม? สบายใจไหมขณะที่โกรธ?
ใครเดือดร้อน? ตัวเอง เพราะฉะนั้น ทำร้ายตนเอง อกุศลธรรมที่ทำร้าย
เริ่มทำร้ายคือทำร้ายตนเองก่อน แล้วถ้ามีมากก็ทำร้ายคนอื่นต่อไป
อย่างนี้ประเทศชาติเจริญไหม? ถ้าเต็มไปด้วยอกุศล ไม่เจริญแน่นอน
แต่ว่าเพราะไม่รู้ ก็ไปหาทางอื่นที่จะทำให้เจริญ
แต่ลืมว่าความเจริญจริงๆ ต้องจากคนในชาติแต่ละคนต้องเป็นคนดี
และธรรมฝ่ายกุศลเท่านั้นที่จะทำให้เจริญขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
770)
~ สิ่งที่มีประโยชน์ ก็ต้องควรให้คนอื่นได้รู้ได้เข้าใจทั่วกัน
ไม่ให้สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ ไม่ให้สิ่งที่ไม่เป็นความจริง
เพราะเป็นมิตรที่ดี หวังดี
แล้วรู้ว่าความเข้าใจถูกเป็นสิ่งที่ประเสริฐในชาตินี้
ดีกว่าทรัพย์สมบัติเงินทองซึ่งพลัดพรากจากไปเมื่อไหร่ก็ได้
แม้ร่างกาย ตาจะบอด หูจะหนวก แขนจะขาด เมื่อไหร่ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
แต่สมบัติที่ประเสริฐยิ่งกว่าอย่างอื่นที่ติดตามไป ก็คือ
ความเข้าใจถูกความเห็นถูก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1043)
~ ถ้าทุกคนค่อยๆ อดกลั้นทีละเล็กทีละน้อย
วันหนึ่งจะปรากฏลักษณะเป็นผู้ที่มีความอดทน ต่อสถานการณ์ทุกอย่าง
ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจาของคนอื่น หรือในเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะหนาว
จะร้อน จะลำบาก จะไม่บ่น ซึ่งแสดงถึงความอดทน
แต่ถ้าเริ่มบ่นสักนิดหนึ่ง ก็น่าจะระลึกแล้วว่า อดกลั้นสิ่งทั้งปวง
ทั้งสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา
หรือเปล่า?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1958)
~ มีเมตตาต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนั้นจิตสงบเพราะเป็นกุศล
และถ้ามีความเป็นมิตรต่อแต่ละบุคคลที่พบโดยไม่เลือกยิ่งเพิ่มความเป็นมิตรเพิ่มขึ้น
จิตขณะนั้น
ก็เป็นกุศลเพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1925)
~ เวลาที่กระทบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางตาหรือทางหู
ก็เกิดความขุ่นเคืองใจ ในขณะที่มีความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้น
ถ้าระลึกถึงพระธรรมที่พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงโทษของความโกรธหรือโทษของความผูกโกรธก็ตาม ในขณะนั้นจะละไหม
หรือจะปล่อยไว้ก่อน รอไว้ก่อน นั่นก็คือความเนิ่นช้า
ในการที่จะละอกุศลนั่นเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1890)
~ ควรจะมีความอดทน
แม้แต่การไม่พูดในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์
มีเรื่องหลายเรื่อง
ซึ่งก็น่าจะบอกเล่าให้คนอื่นทราบ แต่ควรพิจารณาก่อนว่า
เรื่องนั้นเป็นประโยชน์ไหม ถ้าไม่เป็นประโยชน์ มีความอดทนอดกลั้น
ที่จะไม่เล่าในขณะนั้นไหม เพราะเห็นแล้วว่า
ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1906)
~ ใครก็ตามที่มีความไม่รู้และไม่ได้ฟังพระธรรม
ก็เป็นธรรมดาที่บุคคลนั้นจะต้องทำสิ่งที่ผิดๆ หรือทำสิ่งที่ไม่สมควร
หรือทำสิ่งที่เสียหายแม้กับตัวท่าน แต่ถ้าท่านพิจารณาว่าเ
พราะบุคคลนั้นไม่รู้จึงทำและเมื่อท่านเองศึกษาแล้ว
พิจารณาธรรมเข้าใจแล้ว รู้แล้ว
ยังจะโกรธคนที่ไม่รู้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลย
ถ้าเป็นในลักษณะนี้
ขณะนั้นท่านจะมีขันติบารมีที่ว่า
ไม่ผูกโกรธและอภัยให้บุคคลนั้นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1907)
~ ถ้าไม่สามารถอภัยให้คนที่ไม่ชอบ กุศลอื่นๆ
ที่จะเจริญจากคนที่ไม่ชอบ ก็ย่อมเกิดไม่ได้
แม้วัตถุทานที่จะให้บุคคลนั้นก็ให้ไม่ได้
เพราะไม่อภัยให้หรือเพราะยังโกรธอยู่
หรือแม้แต่ธรรมทานที่จะสนทนาธรรมที่จะเกื้อกูล
ที่จะชี้สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ทำไม่ได้
เพราะยังไม่อภัยให้บุคคลนั้นหรือยังโกรธอยู่
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1859)
~ ขณะใดที่เป็นไปในทาน ขณะใดที่เป็นไปในศีล วิรัติทุจริต
ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญความสงบ ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญปัญญา
จึงจะเป็นกุศล เพราะว่าวันหนึ่งๆ มีแต่อกุศล
สำหรับบางคนกุศลไม่เกิดเลยทั้งวัน เพราะว่าไม่เคยคิดที่จะให้
มีแต่การที่จะเอาตลอด ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาจะทำอะไร จะกินอะไร
จะซื้ออะไร จะสนุกอย่างไร นั่นคืออกุศลตลอดหมด
ไม่เคยคิดที่จะสละสิ่งที่มีเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1625)
~ คนที่มีอกุศลมาก
ก็คงจะต้องเป็นอกุศลเพิ่มขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าวันไหนจะทำอกุศลมากมายได้
เช่น ท่านพระเทวทัต จะมีใครคิด ชาวพุทธทุกคนมองไม่ออก
คิดไม่ถึงเลยว่า
ใครสามารถที่จะเปรียบตัวเองกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
แต่ผู้ที่สะสมอกุศลมาก็เป็นอย่างนั้นได้
ใครสามารถที่จะทำอกุศลหนักหนาสาหัสได้ ก็คือ
ผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่มีความละอาย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
547)
~
ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำจริงที่ควรที่จะเข้าใจเนื้อความให้ถูกต้อง
เดี๋ยวนี้ที่ไม่เคยรู้ลักษณะของสิ่งที่มีเลยทั้งสิ้น มืดไหม ตอนนี้
จะสว่างที่ไหน จะสว่างแล้วมืด กลางวันหรือกลางคืนอย่างไรก็ตามแต่
แต่ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้สภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นจะมืดยิ่งกว่าอะไร ทั้งๆ ที่ปรากฎก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้นอวิชชาเป็นความมืด ความหลง
ที่ไม่สามารถที่จะถึงการเข้าใจถูกต้องได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
958)
~ ถึงมีทรัพย์สิน เป็นทุกข์ไหม? โศกเศร้าไหม? เสียใจไหม?
เป็นห่วงเป็นกังวลไหม? เดือดร้อนไหม? แต่ถ้ามีปัญญา
ทุกข์ที่มีอยู่ก็ลดน้อยลง
เพราะมีความเข้าใจถูกความเห็นถูกละเอียดขึ้นถูกต้องขึ้นว่าอะไรคืออะไร
มีความสามารถที่จะเข้าใจชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1501)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๗๖

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาในธรรมทานอันประเสริฐนี้ค่ะ
"ปันธรรม" ในครั้งนี้ งดงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทุกคำทุกประโยคคือการกลั่นกรองมาจากปัญญาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความวิริยะอันแรงกล้าของท่านอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย
คุณค่าของผู้ปันธรรมในครั้งนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธรรมที่เกิดจากความเข้าใจ หรือ "ปัญญ์ธรรม" ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของผู้ได้อ่าน ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในคุณความดีของทุกท่านค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ