ภัยที่มองไม่เห็น
โดย opanayigo  25 เม.ย. 2552
หัวข้อหมายเลข 12058

ฟังธรรมที่มูลนิธิวันนี้ (สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ ๑๐ ประการ)

ในการสนทนาพระสูตร

ท่านอาจารย์เปรียบ สังโยชน์๑๐ ว่าเป็นภาวะของอกุศลทั้งหมด

ไปสู่ความเป็นกุศลไม่ได้ ถูกอกุศล คล้อง ไว้ตลอดเวลา

คนส่วนใหญ่กลัวภัยภายนอกต่างๆ นานาๆ เช่น ภัยธรรมชาติ ฯลฯ

แต่ลืมนึกถึง

" ภัยที่มองไม่เห็น "

กราบอนุโมทนาค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย suwit02  วันที่ 26 เม.ย. 2552

สาธุ


ความคิดเห็น 2    โดย paderm  วันที่ 26 เม.ย. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขณะนี้มีอกุศลเกิดขึ้น เป็นภัยเพราะนำไปสู่การเกิด ไม่พ้นจากวัฏฏะ นำไปสู่ความ

ทุกข์ ความเดือดร้อน เป็นภัยที่แท้จริง หากไม่มีกิเลสก็จะไม่มีการเกิด ก็จะไม่มีภัยคือ

การพลัดพรากจากมารดา บิดา การประสบภัยธรรมชาติซึ่งชาวโลกสมมติกันว่าเป็นภัย

เลยครับ ขณะนี้มีภัยแต่มองไม่เห็นภัย เพราะเห็นด้วยปัญญา เห็นภัยที่เกิดขึ้นว่าเป็น

ธรรมไม่ใช่เราจึงจะเป็นการละภัยคืออกุศลที่สะสมได้ครับ เริ่มจากการฟังพระธรรมให้

เข้าใจว่าเป็นธรรม เมื่อเข้าใจ สักวันก็จะพ้นภัยคืออกุศลและการเวียนว่ายตายเกิดครับ

ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์


ความคิดเห็น 3    โดย oom  วันที่ 26 เม.ย. 2552

ภัยที่มองไม่เห็นนั้น น่ากลัวจริงๆ ที่คล้องให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด ภพแล้ว ภพเล่า

เพราะในวันหนึ่งๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในอกุศล ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงยิ่ง

ได้ฟังก็ยิ่งละเอียดลึกซึ่งจริงๆ แต่ก็ยังดีใจที่ได้มาฟังธรรม ได้สะสมความเข้าใจไปที่ละ

เล็กที่ละน้อย สักวันหนึ่งก็คงจะใกล้ถึงฝั่งบ้าง..........แม้จะนานเป็นแสนกัลป์


ความคิดเห็น 4    โดย เมตตา  วันที่ 26 เม.ย. 2552

เริ่มจากการฟังพระรรมให้เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจทีละน้อยจนกว่าจะเป็นความเข้าใจที่มั่นคง จนกว่าสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้ปัญญาเกิดระลึกลักษณะสภาพธรรมตามความเป็น

จริง แม้จะนานเป็นแสนกัปป์ เมื่อหนทางถูกต้องสักวันต้องถึงแน่ แต่ก็ไม่ควรประมาท

กิเลสที่อยู่ภายในซึ่งคล้องสัตว์ไว้ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎสงสารซึ่งเปรียบ

กับภัยที่มองไม่เห็น จึงต้องอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฎตรงตามความเป็นจริง และอบรมเจริญกุศลทุกประการเพื่อค่อยๆ ขัดเกลากิเลสที่อยู่ภายใน

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 5    โดย dron  วันที่ 27 เม.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 6    โดย pornpaon  วันที่ 27 เม.ย. 2552

นอกจากไม่รู้เลยว่าถูกคล้องไว้ ยังคิดว่าสิ่งที่คล้องนั้น คือ สร้อยอันงามอีกด้วย จึงไม่ใช่บ่วงเพียง 1 แต่เพิ่มจำนวนของบ่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะที่ประมาทค่ะ

คลิกอ่านข้อความโดยตรงจากพระไตรปิฎกได้ที่

[เล่มที่ 38] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้า 27

๓. สังโยชนสูตร

ว่าด้วยสังโยชน์ ๑๐ ประการ

ขออนุโมทนาคุณ opanayigo

ขออนุโมทนาในกุศลจิตและกุศลวิริยะของทุกท่านค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย khampan.a  วันที่ 27 เม.ย. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการเกิดอยู่ร่ำไป สังสารวัฏฏ์ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น การที่แต่ละบุคคลจะประสบกับภัย (ตามศัพท์ ภัย หมายถึงสิ่งที่น่ากลัว) ประการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น นั้น ก็สืบเนื่องมาจากความยาวนานของสังสารวัฏฏ์ที่ได้เคยกระทำอกุศลกรรมมาอย่างมากมาย เมื่ออกุศลกรรมถึงคราวที่จะให้ผล จึงประสบภัยต่างๆ เหล่านั้น ไม่มีใครทำให้เลย และที่สำคัญภัยต่างๆ เหล่านั้น ไม่ใช่ภัยที่น่ากลัวอย่างแท้จริง แต่ภัยที่น่ากลัวอย่างยิ่งและมองไม่เห็นเลยนั้น คือ กิเลส ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ทำให้หมู่สัตว์ยังวนเวียนอยู่ในสังสาร-วัฏฏ์ ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงกิเลสประการอื่นๆ ด้วย เช่นอหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อบาป) อิสสา (ความริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว ทนไม่ได้) มัจฉริยะ (ความตระหนี่) มายา (ความเป็นผู้มีมายา ปกปิดความชั่วที่ตนเองกระทำ) มักขะ (ความลบหลู่ผู้มีคุณความดี) เป็นต้นกิเลสเกิดขึ้นครั้งใด ย่อมทำให้จิตเศร้าหมองเป็นอกุศล และเป็นเครื่องผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ไม่ให้ออกไปจากสังสารวัฏฏ์

ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ย่อมไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ย่อมไม่เห็นกิเลสที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งไม่มีการเห็นโทษ แล้วจะดำเนินไปถึงการละกิเลสได้อย่างไร ดังนั้น ประโยชน์สูงสุด คือความเข้าใจพระธรรม ซึ่งจะเป็นเครื่องป้องกันภัยคือกิเลส และสามารถที่จะดับกิเลสได้ในที่สุด ไม่ต้องมีการเกิดมาประสบกับภัยต่างๆ อีกเลย ครับ ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

ความคิดเห็น 8    โดย พุทธรักษา  วันที่ 27 เม.ย. 2552

แต่ภัยที่น่ากลัวอย่างยิ่งและมองไม่เห็นเลยนั้น คือ กิเลส ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ทำให้หมู่สัตว์ยังวนเวียนอยู่ในสังสาร-วัฏฏ์ ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงกิเลสประการอื่นๆ ด้วย เช่นอหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อบาป) อิสสา (ความริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว ทนไม่ได้) มัจฉริยะ (ความตระหนี่) มายา (ความเป็นผู้มีมายา ปกปิดความชั่วที่ตนเองกระทำ) มักขะ (ความลบหลู่ผู้มีคุณความดี) เป็นต้นกิเลสเกิดขึ้นครั้งใด ย่อมทำให้จิตเศร้าหมองเป็นอกุศล และเป็นเครื่องผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ไม่ให้ออกไปจากสังสารวัฏฏ์
.
.
.
.....................ขออนุโมทนาค่ะ...................


ความคิดเห็น 9    โดย คุณ  วันที่ 29 เม.ย. 2552
ขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 10    โดย perm  วันที่ 20 พ.ค. 2552
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 11    โดย จำแนกไว้ดีจ๊ะ  วันที่ 26 พ.ค. 2552
ครับ ผมมาอ่านแล้วครับ เข้าใจมั่นคงขึ้นว่า เริ่มจากฟังพระธรรมให้เข้าใจว่าเป็นธรรม ครับ เมื่อเข้าใจ สักวันก็จะพ้นภัย
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 12    โดย พุทธรักษา  วันที่ 26 พ.ค. 2552

อ้างอิงจาก : หัวข้อ 12058 ความคิดเห็นที่ 2 โดย paderm

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขณะนี้มีอกุศลเกิดขึ้น เป็นภัยเพราะนำไปสู่การเกิด ไม่พ้นจากวัฏฏะ นำไปสู่ความ

ทุกข์ ความเดือดร้อน เป็นภัยที่แท้จริง หากไม่มีกิเลสก็จะไม่มีการเกิด ก็จะไม่มีภัยคือ

การพลัดพรากจากมารดา บิดา การประสบภัยธรรมชาติซึ่งชาวโลกสมมติกันว่าเป็นภัย

เลยครับ ขณะนี้มีภัยแต่มองไม่เห็นภัย เพราะเห็นด้วยปัญญา เห็นภัยที่เกิดขึ้นว่าเป็น

ธรรมไม่ใช่เราจึงจะเป็นการละภัยคืออกุศลที่สะสมได้ครับ เริ่มจากการฟังพระธรรมให้

เข้าใจว่าเป็นธรรม เมื่อเข้าใจ สักวันก็จะพ้นภัยคืออกุศลและการเวียนว่ายตายเกิดครับ

ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์


ขณะนี้ มี อกุศล เกิดขึ้น เป็น ภัย เพราะ นำไปสู่การเกิด
.
หาก ไม่มี กิเลส ก็จะ ไม่มี การเกิด
.
เริ่ม จากการฟัง พระธรรม
ให้
เข้าใจ ว่า เป็น ธรรม
เมื่อ เข้าใจ
สักวัน ก็จะพ้น ภัย คือ อกุศล
และ
การ เวียน ว่าย ตาย เกิด
ครับ.



ความคิดเห็น 13    โดย รวส  วันที่ 9 ม.ค. 2553

กราบอนุโมทนากับทุกๆ ท่านด้วยครับ


ความคิดเห็น 14    โดย Sam  วันที่ 9 ม.ค. 2553

ขออนุโมทนาครับ