18-06-2569 สุข ทุกข์กับนิมิตตลอดชาติ
โดย ธรรมทัศนะ  18 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 52020

ท่านอาจารย์ เราจะอยู่ในโลกของนิมิตไปตลอดชาติทุกชาติ เหมือนกับว่าเราสุขทุกข์กับความฝัน ฝันว่ามีคน ฝันว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ จริงๆ นิมิตของชาติก่อนดับไปหมด หาอีกไม่ได้ สุขทุกข์ที่ชาติก่อนสำคัญเหลือเกิน ก็เหมือนชาตินี้ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง กับนิมิต กับเรื่องราวต่างๆ กับคนนั้นกับคนนี้ แต่จริงๆ แล้วไม่เหลือ และไม่มีในชาติก่อนฉันใด ขณะนี้เดี๋ยวนี้ก็จะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าพอถึงชาติหน้า ก็จะรู้ได้ว่าหลงสุขหลงทุกข์กับเรื่องราวนิมิตต่างๆ ที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเป็นอย่างนี้ทุกชาติ คือหลงสุขหลงทุกข์กับนิมิตด้วยความคิด เพราะไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป

ด้วยเหตุนี้ถ้าทำให้มีการเข้าใจจริงๆ ว่าขณะใดที่สติสัมปชัญญะกำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้นลักษณะนั้นไม่ใช่เรื่องราวบัญญัติต่างๆ เพราะว่ามีลักษณะที่กำลังปรากฏให้รู้ว่าลักษณะนั้นมีจริงๆ นี่ก็เริ่มเห็นความต่างของบัญญัติกับปรมัตถ์ และจะรู้ว่าบัญญัติก็คือนิมิตนั่นเอง เรื่องราวต่างๆ ชื่อต่างๆ ทั้งหมดจากการที่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ทรงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วยังสมมติเรียกไปต่างๆ นาๆ อีก ชื่อ ยศฐาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ก็มาจากนิมิตที่ปรากฏนั่นเอง

นี่คือการเริ่มที่จะรู้ว่าขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิดมีลักษณะของสภาพธรรมที่ต่างกับความทรงจำเรื่องราวต่างๆ นี่คือนิมิต และถ้าประจักษ์การเกิดดับ ยิ่งเห็นว่าแม้นามธรรม และรูปธรรมที่มีลักษณะนั้นก็เป็นนิมิตของนามธรรม และรูปธรรมนั้นเอง เพราะเมื่อเกิดขึ้นก็มีลักษณะอย่างนั้น แต่ว่าชั่วขณะที่สั้นมากแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจความหมายของนิมิตเพิ่มขึ้นอีก แล้วก็จะรู้ได้ว่าธรรมที่ไม่มีนิมิตเลยคือนิพพาน เพราะเหตุว่าไม่มีการเกิดขึ้น ไม่มีการที่จะปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานใดๆ ทั้งสิ้น

กำลังมีนิมิตเป็นอารมณ์ สุข ทุกข์กับนิมิตตลอดชาติ ชาติแล้วชาติเล่าก็ไม่มีอะไรเหลือ

ผู้ฟัง แต่อย่างไรก็คงจะมีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ท่านอาจารย์ จนกว่าปัญญาจะสมบูรณ์ขึ้น รู้ความจริงยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะไม่เห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สามารถที่จะทรงแสดงพระธรรมให้บุคคลที่ได้ฟังมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ ซึ่งกิเลสก็รู้กันแล้วตอนนี้ ว่ามารวดเร็ว มาทั้งวัน มาไม่หยุด ยับยั้งไม่ได้เลย มาจากไหน ถ้าไม่รู้ความจริงก็คือว่าไม่สามารถที่จะดับได้


ผู้ฟัง ท่านอาจารย์จะกล่าวถึงคำว่า “ถ้าไม่เกิดก็ไม่ปรากฏ” ถ้าหมายถึงว่าสิ่งที่เกิดตรงนี้เป็นนิมิตได้ไหม ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้

ท่านอาจารย์ ขณะนี้ต้องมีสิ่งที่เกิด ทางตาต้องเกิด แต่ดับแล้วโดยไม่รู้ และก็มีเกิดสืบต่อจนกระทั่งปรากฏเป็นสัณฐาณ

ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะค่อยๆ รู้ว่ามีลักษณะที่เกิดดับๆ ต่อกันก็ต้องค่อยๆ ...

ท่านอาจารย์ วิปัสสนาญาณแรก ไม่ใช่ประจักษ์การเกิดดับ แต่เป็นการรู้ลักษณะของธาตุซึ่งไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเลย เป็นลักษณะของสภาวธรรมนั้นๆ ซึ่งเป็นนามธรรม และเป็นรูปธรรมที่ต่างกันทีละลักษณะ เพราะฉะนั้นวิปัสสนาญาณแรกเป็นญาตปริญญา เป็นความรู้รอบในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางมโนทวาร ไม่มีอะไรจะกั้นหรือขัดขวางได้เลย ลักษณะนั้นจะปรากฏตามความเป็นจริง ขณะนั้นจึงเป็นการรู้รอบในลักษณะนั้น เป็นญาตปริญญา เพราะไม่มีอะไรกั้น ทีละลักษณะ และก็ทางมโนทวารด้วย

ผู้ฟัง นิมิตก็คือบัญญัตินั่นเอง เป็นอีกนัยหนึ่งของบัญญัติ สามารถจะเรียกได้ว่าเป็นนิมิตใช่ไหม

ท่านอาจารย์ บัญญัติไม่ใช่ปรมัตถธรรม และก็ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะใดก็ตาม แต่ว่าเมื่อไม่ประจักษ์การเกิดดับ ขณะนั้นก็เป็นนิมิตของสิ่งซึ่งเกิดดับ และเมื่อนิมิตมีก็บัญญัติทรงจำในเรื่องนั้น และก็มีคำเรียกต่างๆ เป็นสมมติต่อไปอีก

ผู้ฟัง สมมติว่าจะจับถ้วยแข็ง หรือว่าจะท้าวโต๊ะ ความแข็งไม่ใช่เป็นความแข็งของโต๊ะ มันเป็นลักษณะแข็ง เพราะฉะนั้นก็คือสภาพแข็ง และการระลึกนี้ก็จะต้องเป็นการระลึกปัจจุบันทันด่วน ไม่มีชื่อของสิ่งนั้นๆ สิ่งนี้คือสภาพธรรมใช่ไหม เป็นลักษณะ

ท่านอาจารย์ มีอย่างหนึ่งคือการฟังธรรมนี่ เมื่อเป็นความเข้าใจแล้ว ไม่ถาม เพราะเข้าใจ ถ้ายังถามอยู่ แสดงว่าไม่ได้เป็นความเข้าใจของเราเอง นี่แน่นอน จึงต้องถาม เพราะฉะนั้นก็ขอถามคุณรัชดาว่า วันนี้มีลักษณะของแข็งปรากฏบ้างไหม

ผู้ฟัง มี

ท่านอาจารย์ ผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะรู้ความต่างของแข็งที่ปรากฏตามปกติกับแข็งที่ปรากฏกับสติที่กำลังรู้ลักษณะแข็ง แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว เข้าใจแล้วก็ตาม แต่ในชีวิตประจำวันก็แล้วแต่ว่าขณะนั้น ลักษณะนั้นปรากฏตามปกติ ตามธรรมดา หรือว่ามีลักษณะพิเศษคือลักษณะของสติที่รู้ลักษณะแข็งนั้นด้วย นี่คือความต่างกัน ซึ่งแต่ละบุคคลจะตอบแทนกันได้ไหม จะถามคนอื่นว่าแล้วนี้เป็นสติปัฏฐานหรือไม่ แล้วนี่เป็นการรู้ลักษณะนั้นหรือไม่ หรืออะไรอย่างนี้ ต้องเป็นการฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจในความต่างของขณะที่แข็งก็ปรากฏตามปกติ จะฟังแล้วหรือยังไม่ได้ฟังก็ตามแต่ ฟังแล้วแข็งก็ปรากฏตามปกติได้ วันนี้ก็รับประทานอาหารใช่ไหม ตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน จับช้อนส้อม ทุกสิ่งทุกอย่างแข็งทั้งนั้น กับขณะที่กำลังมีลักษณะแข็งปรากฏเพราะกำลังรู้ตรงลักษณะนั้น นี่คือความต่าง ถ้าขณะนั้นมีสภาพที่กำลังรู้ตรงลักษณะนั้นเป็นความต่างของขณะที่เพียงปรากฏทั่วๆ ไปในวันหนึ่ง ขณะนั้นผู้นั้นก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมมีลักษณะนี้เกิดขึ้น และรู้ตรงแข็ง ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยว่าสภาพธรรมมีจริงๆ ในชีวิตประจำวันแล้วก็ปรากฏ แล้วแต่ว่าสติจะเกิดหรือไม่เกิด แข็งก็ปรากฏได้ตามปกติ แต่เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดก็คือขณะนั้นกำลังมีลักษณะแข็งซึ่งไม่เปลี่ยน เป็นปกติ

ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจอรรถที่ว่าสติสัมปชัญญะที่เป็นสติปัฏฐานตามรู้ คือ มีแข็งปรากฏก่อน และสติก็รู้แข็งนั้นด้วย ตามรู้ตามปกติ เพราะว่าตามปกติเวลาแข็งปรากฏก็คิดนึกเรื่องอื่น ช้อนนี่เป็นอย่างไร ช้อนเล็กช้อนใหญ่ก็คิดไปเรื่องนั้น แต่ขณะนั้นมีลักษณะแข็ง และก็มีการรู้ตรงแข็ง จะน้อยจะมากไม่สนใจ ไม่มีตัวเราที่จะไปนั่งใคร่ครวญไตร่ตรองเลือกเฟ้น แต่ขณะนั้นรู้ความต่างของขณะที่สติสัมปชัญญะเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ นี่เป็นขั้นแรกที่ปัญญาจะเกิดขึ้น

ผู้ฟัง แก้วนี่จับแล้วก็แข็ง น้ำแข็งนี่ก็แข็ง มันก็จะเป็นน้ำแข็ง เป็นตู้เย็น เป็นอะไร สิ่งนั้นคือล่วงเลย ไม่ใช่เป็นสติ

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าฟังเข้าใจว่าสติสัมปชัญญะหรือสติปัฏฐานคือการรู้ลักษณะที่ปรากฏตามปกติในชีวิตประจำวัน แต่ว่าขณะที่ปรากฏตามปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่มีสติที่ระลึกลักษณะหนึ่งลักษณะใดกับขณะที่สติระลึก ขณะนั้นจะมีความต่างกัน ที่ให้ผู้มีสตินั้นเองรู้ความต่างว่าขณะนั้นไม่ใช่ขณะที่ผ่านไปโดยไม่รู้ลักษณะหนึ่งลักษณะใดเลย นี่เป็นความเข้าใจที่ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง จนกระทั่งเมื่อเกิดก็รู้ว่าลักษณะนั้นก็คือต่างกับขณะที่หลงลืมสติหรือผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่ก็ถึงกับบรรพชาอุปสมบถเป็นพระภิกษุ ก็มีศีลที่จะต้องประพฤติทางกาย ทางวาจาตามเพศของสมณะมากกว่านี้ด้วยศรัทธาที่สะสมมาในระดับนั้น แต่ก็เป็นแต่เพียงในขั้นของยับยั้งด้วยศีล แต่คนที่เห็นโทษมากกว่านั้นอีก รู้ว่าแม้ขณะใดก็ตามที่ไม่ได้ถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้ ไม่ได้ประทุษร้ายฆ่าสัตว์ให้ถึงแก่ชีวิต แต่โกรธมี ริษยามี อกุศลทั้งหลายมีอย่างรวดเร็ว อย่างยับยั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านเหล่านั้นถ้ามีปัญญา ท่านก็สามารถที่จะอบรมให้กุศลจิตมีความตั้งมั่น เมื่อกุศลจิตเกิดมากขึ้น ความสงบก็ปรากฏ ก็เป็นการระงับอกุศลด้วยกำลังของความสงบของกุศลจิตซึ่งเกิดสืบต่อจนกระทั่งถึงขั้นอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิซึ่งไม่ง่ายเลย

แต่ว่าผู้ที่เห็นโทษของอกุศลที่ละเอียดยิ่งกว่านั้นก็จะฟังธรรม รู้ว่าเพื่อละ อย่าลืม สิ่งนี้สำคัญที่สุดเพราะว่าถ้าไม่ใช่เพื่อละ ไม่มีทางที่จะละอะไรได้เลย เพราะว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ ไม่ใช่เพียงให้ยับยั้งด้วยศีลหรือว่าระงับด้วยสมาธิ แต่ให้ถึงการสามารถที่จะดับกิเลสทั้งหมดได้ไม่เกิดอีกเลยเป็นสมุจเฉทซึ่งต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่สามารถจะมีความเห็นถูก เข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นการละที่ยากมากใช่ไหม ละด้วยศีลมีคนยับยั้งได้มาก รักษาศีล ๕ ศีล ๘ หรือผู้ที่ในครั้งอดีตมีปัญญาที่สามารถจะให้จิตสงบในขั้นของสมาธิก็ยังมี แต่ว่าผู้ที่จะละความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ ละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนหรือเป็นเราจะยากสักแค่ไหน ในเมื่อขณะนี้แม้สภาพธรรมมีก็ยังไม่ได้รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นธรรมที่จะละได้เป็นปัญญาเท่านั้น อย่างอื่นไม่สามารถจะทำหน้าที่ละโลภะหรือความติดข้องได้

ด้วยเหตุนี้ไม่ต้องไปคิดว่าเราจะละเมื่อไร แต่ว่ามีความเป็นผู้ตรงว่าวันนี้ฟังธรรม มีความเข้าใจลักษณะของธรรมที่ปรากฏเพิ่มขึ้น มั่นคงขึ้น ว่า เป็นธรรมแต่ละลักษณะจนกว่าสติสัมปชัญญะจะรู้ตรงลักษณะนั้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีความเข้าใจตลอดทุกทาง ทั้ง ๖ ทวารว่า ก็เป็นธรรมแต่ละอย่างนั่นเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่ากำลังดำเนินทางละความไม่รู้ และก็ละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะละกิเลสได้เป็นสมุจเฉท เป็นหนทางละโดยตลอด


ยับยั้งความคิดไม่ได้ คิดตลอด

ผู้ฟัง ความเข้าใจในขั้นการฟังแล้วถ้าพูดว่ากุศลเกิด หรือถ้าสติเกิดก็จะรู้ว่าเมื่อเวลาเห็น ก็เห็นเพียงครั้งเดียว เมื่อเวลาได้ยิน ก็ได้ยินเพียงครั้งเดียว แล้วก็เห็นคนเดียว ได้ยินคนเดียว คิดก็คิดคนเดียว แต่ว่าขณะนี้ก็มีสหายธรรม ชอบไปฟังเสียงที่ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ และก็ชื่นชมยินดี

ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องของคนอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วคุณประทีปกำลังคิด แล้วก็ไม่รู้ขณะที่คิดไม่ใช่เรา แล้วก็รู้ด้วยว่าขณะนั้นเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตที่คิด นี่เป็นสิ่งที่จะต้องรู้ตรงตามความเป็นจริง เพราะว่าเรายับยั้งความคิดไม่ได้ คิดตลอด คิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ไม่ใช่คนก็คิดใช่ไหมว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอะไร ถ้ายิ่งเป็นคนเรื่องราวยิ่งมากกว่าสิ่งนั้นมากมาย ยิ่งเป็นคนคุ้นเคยเรื่องยิ่งยาว ตั้งแต่สมัยเด็กจนกระทั่งถึงสมัยนี้ก็เป็นเรื่องที่ยาวมาก แต่ว่าห้ามไม่ได้ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าจริงๆ แล้วคือธรรมซึ่งเป็นจิต เจตสิก รูป ซึ่งเกิดแล้วดับไปหมดไม่เหลืออะไร

พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 239