โสมนัสใดควรเสพ โสมนัสใดไม่ควรเสพ ตอนที่ ๖-๓ [สักกปัญหสูตร]
โดย wittawat  26 ม.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 51921

โสมนัสใดควรเสพ โสมนัสใดไม่ควรเสพ ตอนที่ ๖-๓ [สักกปัญหสูตร]
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
[เล่มที่ 14] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 134
[๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควร และให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรม.

พ. ก็อาตมภาพ กล่าวโดยโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ส่วนละ ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าวหมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยอะไรจึงกล่าว ดังนั้น บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จัก
โสมนัสใดว่า เมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นไม่ควรเสพ. บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมากดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ. บรรดาโสมนัสนั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน ยังมีวิตก วิจาร โสมนัสที่ไม่มีวิตก วิจาร ประณีตกว่า อาตมภาพกล่าวโสมนัสใด โดยส่วน ๒ ว่าควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าว หมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยเหตุนี้จึงกล่าวดังนั้น. แม้โทมนัสและอุเบกขา ก็มีลักษณะดังนี้แล ขอถวายพระพร. ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้แล ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควรและให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม.


สุตฺต ที. มหาวคฺโค - หน้าที่ 312
[๒๕๗] กถํปฏิปนฺโน ปน มาริส ภิกฺขุ ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินีปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหตีติ ฯ
ภิกษุผู้เจริญปฏิบัติอย่างไรหนอ ท่านผู้เจริญ จึงชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความสมควรแก่ความดับแห่งปปัญจสัญญาสังขาทั้งหลาย

โสมนสฺสํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปิ ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เรากล่าวซึ่งโสมนัสโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

โทมนสฺสํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปิ ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เรากล่าวซึ่งโทมนัสโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

อุเปกฺขํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปิ ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เรากล่าวซึ่งอุเบกขาโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

โสมนสฺสํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปิ ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เรากล่าวซึ่งโสมนัสโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็แล ข้อนี้ที่กล่าวแล้วนั้น กล่าวอาศัยอะไรเล่า

ตตฺถ ยํ ชญฺญา โสมนสฺสํ
ในกรณีนั้น โสมนัสใดที่พึงรู้

อิมํ โข เม โสมนสฺสํ เสวโต
ว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล้ว

อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น

กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺตีติ
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป

เอวรูปํ โสมนสฺสํ น เสวิตพฺพํ ฯ
โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ

ตตฺถ ยํ ชญฺญา โสมนสฺสํ
ในกรณีนั้น โสมนัสใดที่พึงรู้

อิมํ โข เม โสมนสฺสํ เสวโต
ว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล้ว

อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป

กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺตีติ
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น

เอวรูปํ โสมนสฺสํ เสวิตพฺพํ ฯ
โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ

ตตฺถ ยญฺเจ สวิตกฺกํ สวิจารํ
ในกรณีนั้น ไม่ว่าจะเป็นโสมนัสที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

ยญฺเจ อวิตกฺกํ อวิจารํ
หรือไม่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

เย อวิตกฺเก อวิจาเร ปณีตตเร
หรือที่ประณีตกว่านั้น ในภาวะไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

โสมนสฺสํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปิ ฯ
ดูกรท้าวสักกะ เรากล่าวซึ่งโสมนัสนั้นโดยประการสอง คือที่ควรเสพและไม่ควรเสพ

อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ข้อความใดที่กล่าวแล้ว ข้อความนั้นกล่าวอาศัยเหตุนี้แล

... จากนั้นตรัสเรื่องโทมนัส และอุเบกขา ...

เอวํปฏิปนฺโน โข เทวานมินฺท ภิกฺขุ ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินีปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหตีติ ฯ
ดูกรท้าวสักกะ ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความสมควรแก่ความดับแห่งปปัญจสัญญาสังขาทั้งหลาย

อิตฺถํ ภควา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ปญฺหํ ปุฏฺโฐ พฺยากาสิ ฯ
พระผู้มีพระภาค เมื่อถูกท้าวสักกะจอมเทพทูลถามแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ดังนี้

อตฺตมโน สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิ อนุโมทิ
ท้าวสักกะจอมเทพมีพระทัยยินดี ได้อนุโมทนาพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาค

เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต
เป็นอย่างนี้แล พระผู้มีพระภาค เป็นอย่างนี้แล พระสุคต

ติณฺณา เมตฺถ กงฺขา วิคตา กถํกถา
ความสงสัยของข้าพระองค์ในข้อนี้ข้ามพ้นแล้ว ความลังเลสิ้นไปแล้ว

ภควโต ปญฺหาพฺยากรณํ สุตฺวาติ ฯ
เพราะได้สดับคำพยากรณ์แห่งปัญหาจากพระผู้มีพระภาค


[เล่มที่ 14] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 182
ในบทเหล่านั้น บทว่า สองอย่าง คือสองชนิด
หมายความว่าโดยส่วนสอง.
คําว่า ไม่พึงเสพโสมนัสเห็นปานนี้ คือไม่พึงเสพโสมนัสที่อาศัยเรือนเห็นปานนี้.
ชื่อว่าโสมนัสที่อาศัยเรือน ได้แก่โสมนัสที่อาศัยกามคุณเป็นไปในทวาร ๖ อย่างนี้คือ ในเวทนาเหล่านั้น โสมนัสที่อาศัยเรือน ๖ อย่าง. ๖ อย่างเป็นไฉน
เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งรูปที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตาที่น่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นใจ ที่เกี่ยวกับเหยื่อของโลก โดยความได้เฉพาะ
หรือเมื่อตามระลึกถึงรูปที่เคยได้เฉพาะเมื่อก่อน ซึ่งล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว จึงเกิดโสมนัสขึ้น
โสมนัสเห็นปานนี้ใด นี้เรียกว่าโสมนัสที่อาศัยเรือน (๑) ดังนี้เป็นต้น.
คําว่า พึงเสพโสมนัสเห็นปานนี้ คือ พึงเสพโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเห็นปานนี้.
ชื่อว่าโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ได้แก่โสมนัสที่เกิดขึ้นแก่ผู้เกิดโสมนัสว่า เราได้ขวนขวายวิปัสสนาแล้ว ผู้สามารถเร่งเร้าใจให้ขวนขวายเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยอํานาจไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ในอารมณ์ที่น่ารักซึ่งมาสู่คลองในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้เป็นต้นว่า ในเวทนาเหล่านั้น โสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน
ก็แลเมื่อบุคคลมารู้ความที่รูปทั้งหลายไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไปดับไป แล้วเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้ว่า
รูปทั้งหลายทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้
รูปเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง
ทนอยู่ไม่ได้
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเห็นปานนี้ใด
นี้เรียกว่าโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน.
คําว่า พึงเสพ คือ โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอํานาจการออกจากเรือน
ด้วยอํานาจวิปัสสนา ด้วยอํานาจการตามระลึกถึง ด้วยอํานาจฌานที่หนึ่งเป็นต้นนี้ ชื่อว่า พึงเสพ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า หากโสมนัสใด มีความตรึก มีความตรอง คือ ในโสมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน แม้นั้น ก็ต้องรู้ว่าโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอํานาจการออกจากเรือน ด้วยอํานาจวิปัสสนา ด้วยอํานาจการตามระลึกถึง
และด้วยอํานาจแห่งฌานที่หนึ่งนั้น เป็นโสมนัสที่ยังมีความตรึก ยังมีความตรอง.
บทว่า หากโสมนัสใดไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง คือส่วนโสมนัสที่เกิดด้วยอํานาจฌานที่สองและที่สามนั้น ก็ต้องรู้ว่าเป็นโสมนัสที่ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง.
คําว่า เหล่าใด ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง ประณีตกว่า ความว่า แม้ในโสมนัสทั้งสองนี้ โสมนัสที่ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรองนั้น ประณีตกว่า.
ด้วยคํานี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงอะไร.
กล่าวถึงอรหัตตผลของสองท่าน.
อย่างไร จริงอยู่ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อเริ่มตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ยังมีความตรึก ยังมีความตรอง แล้วก็มาใคร่ครวญว่าโสมนัสนี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่า อาศัยที่ตั้ง แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผลโดยลําดับตามนัยที่กล่าวแล้ว ในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ.
รูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผลตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.
แม้ในโสมนัสที่ตั้งมั่นเหล่านั้น โสมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง
โสมนัสวิปัสสนาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ประณีตกว่า แม้โสมนัสวิปัสสนาที่มีความตรึกและมีความตรอง
โสมนัสผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้น ที่ประณีตกว่า โสมนัสผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ประณีตกว่า ดังนี้.


ทีฆนิกายฏฺฐกถา (สุมงฺคลวิลาสินี ๒) - หน้าที่ 555-557
ตตฺถ ทุวิเธนาติ ทฺวิวิเธน ฯ
ในบทนั้น คำว่า “โดยประการสอง” ได้แก่ “โดยมีสองประการ”

ทฺวีหิ โกฏฺฐาเสหีติ อตฺโถ ฯ
อรรถว่า ด้วยส่วนสองส่วน

เอวรูปํ โสมนสฺสํ น เสวิตพฺพนฺติ
โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ

เอวรูปํ เคหสิตโสมนสฺสํ น เสวิตพฺพํ ฯ
โสมนัสอันอาศัยเรือน มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ

เคหสิตโสมนสฺสํ นาม ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
คำว่า “โสมนัสอันอาศัยเรือน” ในที่นั้น ได้แก่ โสมนัสอันอาศัยเรือน ๖ ประการ อะไรบ้าง

จกฺขุวิญฺเญยฺยานํ รูปานํ
ในรูปทั้งหลายที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณ

อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ มโนรมานํ
อันเป็นที่พอใจ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ

โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ
อันประกอบด้วยอามิส (อามิส หมายถึง เหยื่อ, เครื่องล่อ, สิ่งยั่วยวน, สิ่งล่อใจ) ของโลก

ปฏิลาภํ วา ปฏิลาภโต สมนุปสฺสโต ฯ
เมื่อได้เฉพาะ หรือเมื่อพิจารณาเห็นโดยอาศัยการได้มา

ปุพฺเพ วา ปฏิลทฺธปุพฺพํ
หรือสิ่งที่เคยได้มาแล้วในกาลก่อน

อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ
ซึ่งเป็นอดีต ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว

สมนุสฺสรโต
เมื่อระลึกตามอยู่

อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสย่อมเกิดขึ้น

ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสใดมีลักษณะเช่นนี้

อิทํ วุจฺจติ เคหสิตํ โสมนสฺสนฺติ (๒)
โสมนัสนี้เรียกว่า “โสมนัสอันอาศัยเรือน”

เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ
อย่างนี้แล ในทวารทั้งหก

ปวตฺตกามคุณนิสฺสิตํ (๓) โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสอันอาศัยกามคุณที่ดำเนินไป

เอวรูปํ โสมนสฺสํ เสวิตพฺพนฺติ
โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ

เอวรูปํ เนกฺขมฺมนิสฺสิตํ (๔) โสมนสฺสํ เสวิตพฺพํ ฯ
โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ มีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ

เนกฺขมฺมนิสฺสิตโสมนสฺสํ นาม ตตฺถ
คำว่า “โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ” ในที่นั้น

กตมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
ได้แก่ โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการ อะไรบ้าง

รูปานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา
ครั้นรู้ชัดซึ่งความไม่เที่ยงของรูปทั้งหลายเท่านั้นแล

วิปริฌามํ วิราคํ นิโรธํ
ซึ่งความเสื่อมสลาย ความคลายกำหนัด และความดับ

ปุพฺเพ เจว รูปา เอตรหิ จ ฯ
ทั้งรูปในกาลก่อนและรูปในกาลบัดนี้

สพฺเพ เต รูปา อนิจฺจา ฯ
รูปเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง

ทุกฺขา ฯ
เป็นทุกข์

วิปริณามธมฺมาติ
มีธรรมดาแปรปรวนไป

เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต
เมื่อเห็นตามความเป็นจริงดังนี้ ด้วยปัญญาชอบ

อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสย่อมเกิดขึ้น

ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสใดมีลักษณะเช่นนี้

อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โสมนสฺสนฺติ (๒)
โสมนัสนี้เรียกว่า “โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ”

เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ
อย่างนี้แล ในทวารทั้งหก

อิฏฺฐารมฺมเณ อาปาถคเต
เมื่ออารมณ์อันเป็นที่พอใจมากระทบ

อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา
ตั้งวิปัสสนาโดยอาศัยความไม่เที่ยงเป็นต้น

อุสฺสุกฺกาเปตุํ สกฺโกนฺตสฺส
ของผู้สามารถยังความเพียรให้เกิดขึ้น

อุสฺสุกฺกิตา เม วิปสฺสนาติ
เมื่อวิปัสสนาของเราถูกเร่งเร้าแล้ว

โสมนสฺสชาตสฺส อุปฺปนฺนํ โสมนสฺสํ ฯ
โสมนัสอันเกิดแก่ผู้มีโสมนัสอันเกิดจากวิปัสสนา

เสวิตพฺพนฺติ
ชื่อว่าควรเสพ

อิทํ เนกฺขมฺมวเสน ฯ
ข้อนี้ โดยอาศัยเนกขัมมะ

วิปสฺสนาวเสน อนุสฺสติวเสน
โดยอาศัยวิปัสสนา โดยอาศัยอนุสสติ

ปฐมชฺฌานาทิวเสน
โดยอาศัยปฐมฌานเป็นต้น

อุปฺปชฺชนกโสมนสฺสํ เสวิตพฺพํ นาม ฯ
โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอาการเหล่านี้ ชื่อว่าควรเสพ

ตตฺถ ยญฺเจ สวิตกฺกํ สวิจารนฺติ
ในกรณีนั้น คำว่า “ที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร”

ตสฺมึปิ เนกฺขมฺมนิสฺสิเต โสมนสฺเส
แม้ในโสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะนั้น

ยํ เนกฺขมฺมวเสน ฯ วิปสฺสนาวเสน ฯ อนุสฺสติวเสน ฯ
ซึ่งเกิดโดยอาศัยเนกขัมมะ โดยอาศัยวิปัสสนา โดยอาศัยอนุสสติ

ปฐมชฺฌานวเสน จ อุปฺปนฺนํ
และเกิดขึ้นโดยอาศัยปฐมฌาน

สวิตกฺกํ สวิจารํ โสมนสฺสนฺติ ชาเนยฺย ฯ
พึงรู้ว่าเป็นโสมนัสที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

ยญฺเจ อวิตกฺกํ อวิจารนฺติ
ส่วนคำว่า “ไม่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร”

ยํ ปน ทุติยตติยชฺฌานวเสน อุปฺปนฺนํ
โสมนัสใดเกิดขึ้นโดยอาศัยทุติยฌานและตติยฌาน

อวิตกฺกํ อวิจารํ โสมนสฺสนฺติ ชาเนยฺย ฯ
พึงรู้ว่าเป็นโสมนัสที่ไม่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

เย อวิตกฺเก อวิจาเร เต (๑) ปณีตตเรติ
บทว่า “ผู้ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเหล่านั้น ประณีตกว่า”

เอเตสุปิ ทฺวีสุ
แม้ในโสมนัสสองอย่างเหล่านี้

ยํ อวิตกฺกํ อวิจารํ
โสมนัสใดที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

ตํ ปณีตตรนฺติ อตฺโถ ฯ
โสมนัสนั้น ชื่อว่าประณีตกว่า

อิมินา กึ กถิตํ โหติ ฯ
ด้วยข้อความนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสสิ่งใดไว้

ทฺวินฺนํ อรหตฺตํ กถิตํ ฯ
อรหัตผลสองอย่าง ได้ถูกตรัสไว้

กถํ ฯ
อย่างไรเล่า

เอโก หิ (๒) ภิกฺขุ
ภิกษุรูปหนึ่งแล

สวิตกฺเก สวิจาเร โสมนสฺเส วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา
ตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

อิทํ โสมนสฺสํ กึนิสฺสิตนฺติ อุปธาเรนฺโต
พิจารณาว่า โสมนัสนี้อาศัยอะไร

วตฺถุนิสฺสิตนฺติ ปชานาติ (๓)
ย่อมรู้ว่าอาศัยวัตถุ

ผสฺสปญฺจมเก วุตฺตนเยเนว อนุกฺกเมน
ตามลำดับ โดยนัยที่กล่าวไว้ในผัสสปัญจกะนั่นเอง

อรหตฺเต ปติฏฺฐาติ ฯ
ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตผล

เอโก อวิตกฺกอวิจาเร โสมนสฺเส วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา
ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

วุตฺตนเยเนว อรหตฺเต ปติฏฺฐาติ ฯ
ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตผล ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง

ตตฺถ อภินิวิฏฺฐโสมนสฺเสสุปิ
ในโสมนัสทั้งหลายที่เข้าไปตั้งมั่นแนบแน่นแล้วก็ตาม

สวิตกฺกสวิจารโต อวิตกฺกอวิจารํ ปณีตตรํ ฯ
โสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ประณีตกว่าโสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร

สวิตกฺกสวิจารโสมนสฺสวิปสฺสนาโตปิ
แม้จากวิปัสสนาในโสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร

อวิตกฺกอวิจารโสมนสฺสวิปสฺสนา (๑) ปณีตรา ฯ
วิปัสสนาในโสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ก็ประณีตกว่า

สวิตกฺกสวิจารโสมนสฺสผลสมาปตฺติโตปิ
แม้จากสมาบัติแห่งผลในโสมนัสที่มีวิตกมีวิจาร

อวิตกฺกอวิจารโสมนสฺสผลสมาปตฺติเยว ปณีตตรา ฯ
สมาบัติแห่งผลในโสมนัสที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเท่านั้น ประณีตกว่า

เตนาห ภควา
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

เย อวิตกฺเก อวิจาเร เต ปณีตตเรติ ฯ
ผู้ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเหล่านั้น เป็นผู้ประณีตกว่า


สรุป
>> พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโสมนัส 2 ประเภท คือ โสมนัสที่ควรเสพ และโสมนัสที่ไม่ควรเสพ
>> โสมนัสใดที่เมื่อเสพแล้ว อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป โสมนัสนั้นไม่ควรเสพ
>> โสมนัสใดที่เมื่อเสพแล้ว อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น โสมนัสนั้นควรเสพ
>> ข้อความในคัมภีร์อรรถกถาแสดงเพิ่มเติมเรื่องของโสมนัสที่ควรเสพ และโสมนัสที่ไม่ควรเสพ ดังต่อไปนี้
>> โสมนัสอันไม่ควรเสพ ได้แก่อะไร?
>> โสมนัสอันไม่ควรเสพ ได้แก่ โสมนัสอันอาศัยเรือน (เคหสิตโสมนัส) ๖ ประการ ได้แก่ โสมนัสที่อาศัยกามคุณดำเนินไป (กามคุณนิสฺสิตโสมนสฺสํ) เกิดขึ้นเมื่อระลึกตามอยู่ (สมนุสฺสรโต "นึกถึงบ่อยๆ ซ้ำๆ ") ในอารมณ์ มีรูป เป็นต้น ที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งในปัจจุบัน และในอดีต โดยความเป็นสภาพที่น่าพอใจ (อิฏฺฐานํ) ที่น่ารัก (กนฺตานํ) น่าชอบใจ (มนาปานํ) น่ารื่นรมย์ใจ (มโนรมานํ) ประกอบด้วยสิ่งยั่วยวนของโลก (โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ)

>> โสมนัสอันควรเสพ ได้แก่อะไร?
>> โสมนัสอันควรเสพ ได้แก่ โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ (เนกขัมมสิตโสมนัส) ๖ ประการ ได้แก่ โสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อมีความรู้ชัด (วิทิตฺวา) ในอารมณ์ มีรูป เป็นต้น ที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ (ฉสุ ทฺวาเรสุ) คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งในปัจจุบัน และในอดีต โดยความเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง (อนิจฺจา) เป็นทุกข์ (ทุกฺขา) มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา (วิปริณามธมฺมาติ) ว่ารูปทั้งหลายเป็นอย่างนี้เอง (เอวเมตํ) ด้วยปัญญาอันชอบ (สมฺมปฺปญฺญาย) ตามความเป็นจริง (ยถาภูตํ)
>> ในบรรดาโสมนัสนั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน ยังมีวิตก วิจาร ส่วนโสมนัสที่เกิดด้วยทุติยฌานขึ้นไปก็ประณีตกว่า เพราะไม่มีวิตก วิจาร
>> ในบรรดาโสมนัสเหล่านั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นพร้อมผลจิตอาศัยปฐมฌาน ยังหยาบกว่า โสมนัสที่เกิดขึ้นพร้อมผลจิตอาศัยทุติยฌานขึ้นไป เพราะทุติยฌานขึ้นไปไม่มีวิตกและวิจาร


เรียนอ.คำปั่น
1. พระไตรปิฎกฉบับแปล กระผมเข้าใจว่าใช้คำคลาดเคลื่อนครับ " [๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมากดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ." เพราะฉบับบาลี สุตฺต ที. มหาวคฺโค - หน้าที่ 312 ใช้คำนี้ครับ "ตตฺถ ยํ ชญฺญา โสมนสฺสํ อิมํ โข เม โสมนสฺสํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺตีติ เอวรูปํ โสมนสฺสํ เสวิตพฺพํ ฯ ในกรณีนั้น โสมนัสใดที่พึงรู้ ว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล้ว อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ" ขออาจารย์กรุณาตรวจสอบด้วยครับ

2. ข้อความในอรรถกถาที่ว่า "อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โสมนสฺสนฺติ เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ อิฏฺฐารมฺมเณ อาปาถคเต อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา อุสฺสุกฺกาเปตุํ สกฺโกนฺตสฺส อุสฺสุกฺกิตา เม วิปสฺสนาติ โสมนสฺสชาตสฺส อุปฺปนฺนํ โสมนสฺสํ ฯ" ที่เนื้อความแปลว่า "โสมนัสใดมีลักษณะเช่นนี้ โสมนัสนี้เรียกว่า “โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ” เมื่ออารมณ์อันเป็นที่พอใจมากระทบ ตั้งวิปัสสนาโดยอาศัยความไม่เที่ยงเป็นต้น ของผู้สามารถยังความเพียรให้เกิดขึ้น เมื่อวิปัสสนาของเราถูกเร่งเร้าแล้ว โสมนัสอันเกิดแก่ผู้มีโสมนัสอันเกิดจากวิปัสสนา ชื่อว่าควรเสพ" อันนี้กระผมเข้าใจว่า อารมณ์ที่ปรากฏ แม้ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์ที่น่าพอใจ การอบรมเจริญสติปัฏฐาน ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ และเวทนาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอบรมเจริญสติปัฏฐาน นั้นเป็นเวทนาที่ควรที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เช่นนั้นใช่ไหมครับ

กราบอนุโมทนาครับ



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 28 ม.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
1. พระไตรปิฎกฉบับแปล กระผมเข้าใจว่าใช้คำคลาดเคลื่อนครับ " [๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ." เพราะฉบับบาลี สุตฺต ที. มหาวคฺโค - หน้าที่ 312 ใช้คำนี้ครับ "ตตฺถ ยํ ชญฺญา โสมนสฺสํ อิมํ โข เม โสมนสฺสํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺตีติ เอวรูปํ โสมนสฺสํ เสวิตพฺพํ ฯ ในกรณีนั้น โสมนัสใดที่พึงรู้ ว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้แล้ว อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น โสมนัสมีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ" ขออาจารย์กรุณาตรวจสอบด้วยครับ
*เข้าใจว่า เป็นความผิดพลาดขณะที่พิมพ์ จึงขอแก้ไขให้ถูกต้อง ตามที่คุณวิทวัต ได้ให้ตรวจสอบ ดังนี้

"บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเจริญมาก ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ"


2. ข้อความในอรรถกถาที่ว่า "อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โสมนสฺสนฺติ เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ อิฏฺฐารมฺมเณ อาปาถคเต อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา อุสฺสุกฺกาเปตุํ สกฺโกนฺตสฺส อุสฺสุกฺกิตา เม วิปสฺสนาติ โสมนสฺสชาตสฺส อุปฺปนฺนํ โสมนสฺสํ ฯ" ที่เนื้อความแปลว่า "โสมนัสใดมีลักษณะเช่นนี้ โสมนัสนี้เรียกว่า “โสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ” เมื่ออารมณ์อันเป็นที่พอใจมากระทบ ตั้งวิปัสสนาโดยอาศัยความไม่เที่ยงเป็นต้น ของผู้สามารถยังความเพียรให้เกิดขึ้น เมื่อวิปัสสนาของเราถูกเร่งเร้าแล้ว โสมนัสอันเกิดแก่ผู้มีโสมนัสอันเกิดจากวิปัสสนา ชื่อว่าควรเสพ" อันนี้กระผมเข้าใจว่า อารมณ์ที่ปรากฏ แม้ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์ที่น่าพอใจ การอบรมเจริญสติปัฏฐาน ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ และเวทนาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอบรมเจริญสติปัฏฐาน นั้นเป็นเวทนาที่ควรที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เช่นนั้นใช่ไหมครับ
**เป็นเวทนาที่เกิดร่วมกับธรรมฝ่ายดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วิปัสสนาซึ่งปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรมตามความเป็นจริง เวทนาที่เกิดร่วมด้วยก็เป็นชาติเดียวกัน จึงเป็นเวทนาที่ควรเสพ ครับ
... ยินดีในกุศลวิริยะของคุณวิทวัตอย่างยิ่งครับ ...


ความคิดเห็น 2    โดย chatchai.k  วันที่ 1 ก.พ. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ