ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๘

~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้
ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ใครหรือจะสามารถเข้าใจได้? ไม่มีทาง
เพราะฉะนั้นก็หนทางเดียว มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ฟังไตร่ตรอง
เพื่อเพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา
ไม่ได้ไปเร่งรีบไปทำอะไรที่ไหนเลย มีแต่ความเข้าใจจากการฟังค่อยๆ
เจริญขึ้น เป็นปกติไม่ต้องเดือดร้อน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1227)
~ ขณะใดที่เว้นจากความชั่ว บาป อกุศล ทุจริตทั้งปวง
แม้ว่าจะเล็กน้อย สักเพียงใด ขณะนั้นก็เป็นเพราะหิริและโอตตัปปะ
ซึ่งเป็นสภาพที่รังเกียจ ละอาย
กลัวเกรงโทษของบาป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1565)
~ การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน
ก็ยังไม่เป็นการเคารพอย่างสูงสุด
เพราะว่าพระผู้มีพระภาคมิได้ทรงหวังดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ
แต่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อหวังให้สาวกได้ดับกิเลสเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย
แต่ก่อนที่จะดับกิเลสได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด
เป็นผู้ที่ตรงและต้องเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
ถ้าในวันหนึ่งๆ รู้ว่าเห็นแล้วคิดนึกเป็นอกุศล
ได้ยินแล้วคิดนึกเป็นอกุศล ได้กลิ่นแล้วคิดนึกเป็นอกุศล
ลิ้มรสแล้วคิดนึกเป็นอกุศล กระทบสัมผัสแล้วคิดนึก เป็นอกุศล
หรืออยู่เฉยๆ โดยที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส
ก็ยังคิดนึกเป็นอกุศล
ก็จะเห็นได้ว่าเมื่อไรกิเลสจะหมด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1572)
~
เวลาที่ไม่ฟังพระธรรมคิดอย่างไร? บางคนคิดว่าไม่ต้องฟัง รู้แล้ว
ไม่เห็นประโยชน์เลย ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็รู้หมด เพราะฉะนั้น
ในขณะนั้นไม่มีหิริโอตตัปปะที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่าแท้จริงตนเองยังไม่ได้รู้ทั่วโดยตลอด
ยังต้องอาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทุกประการ เว้นไม่ได้
ถ้าต้องการเป็นผู้ที่เจริญกุศลจริงๆ
ย่อมเห็นคุณประโยชน์ของพระธรรมทุกประการ นอกจากนั้น
ขณะที่ฟังพระธรรมจะสังเกตได้ว่าหิริโอตตัปปะเกิดไหมในขณะนั้น คือ
ฟังด้วยความเคารพหรือฟังด้วยความไม่เคารพ?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1571)
~ พิจารณาถึงความรู้สึกในใจของแต่ละท่าน
ถ้าท่านไม่เคารพผู้แสดงธรรมท่านหนึ่งท่านใด ท่านย่อมไม่ฟังบุคคลนั้น
ใช่ไหม? แต่เพราะท่านรู้ว่าผู้นั้นสามารถให้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้
นี่เป็นเหตุให้เกิดความเคารพในบุคคลนั้นซึ่งจะทำให้การฟังเป็นไปด้วยความเคารพ
พิจารณาในเหตุผลและย่อมเป็นเหตุให้ได้ปัญญาหรือเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1575)
~ ผู้ที่มักโกรธและผูกโกรธ
พิจารณาหรือเปล่าว่าเพราะอะไรขณะนั้นจึงโกรธ โกรธใคร
โกรธความไม่ดีของคนอื่น ใช่ไหม ปักใจในความไม่ดีของคนอื่น
แต่ลืมพิจารณาว่าความไม่ดีของคนอื่นก็เกิดขึ้นและดับไปเพียงขณะหนึ่งๆ
แต่ความผูกโกรธของท่านเองซึ่งปักใจในบุคคลนั้น เกิดนานเท่าไร
มากกว่าอกุศลคือความไม่ดีของคนอื่นที่ทำให้ท่านยังคงปักใจโกรธอยู่หรือเปล่า
หรือยังไม่ลืมที่จะคิดถึงความไม่ดีนั้นและยังคงโกรธซึ่งในขณะนั้นหิริโอตตัปปะไม่เกิดเลย
ฉลาดที่จะรู้ความไม่ดีของคนอื่น
แต่ไม่ฉลาดที่จะรู้อกุศลของตนเองซึ่งกำลังโกรธในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1578)
~ ถ้าในชีวิตประจำวันไม่เคยสนใจว่าเป็นกุศลมากน้อยเท่าไร
เป็นอกุศลมากน้อยเท่าไร ย่อมไม่รู้จักตนเองตามความเป็นจริง
เมื่อไม่รู้จักตนเองตามความเป็นจริง ก็ไม่สามารถดับกิเลสได้
และเรื่องของธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมากจริงๆ
ถ้าไม่พิจารณาโดยละเอียดก็อาจจะคิดว่ารู้จักตัวเองพอสมควร
แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมจะทำให้เข้าใจขึ้นว่าที่เข้าใจว่ารู้จักตัวเองนั้น
รู้จักมากหรือรู้จักน้อยแค่ไหน?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1577)
~
ทำไมจึงไม่ตั้งมั่นในคุณความดี?
เพราะไม่รู้ว่าคุณความดีมีแต่ประโยชน์ ส่วนความไม่ดีนั้นมีแต่โทษ
เมื่อไม่รู้จริงๆ อย่างนี้ ก็เป็นอย่างนี้
แต่ถ้ารู้ความจริงเมื่อไหร่ ก็ตั้งมั่นในความดีมากขึ้น
จะไม่ได้รับโทษภัยใดๆ เลยทั้งสิ้นจากความดี
ความดีต้องนำมาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
921)
~
โลกที่แท้จริง คือ แต่ละขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้สภาพธรรมแต่ละอย่าง
แต่ละทาง ทางตาก็อย่างหนึ่ง ทางหูก็อย่างหนึ่ง ทางจมูกก็อย่างหนึ่ง
ทางลิ้นก็อย่างหนึ่ง ทางกายก็อย่างหนึ่ง ทางใจก็อย่างหนึ่ง
เป็นแต่ละอย่าง
ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาเพิ่มขึ้นให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้
ย่อมไม่สามารถละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคลได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
633)
~ ในชีวิตประจำวัน
ท่านเห็นใครเป็นผู้ตรง เป็นผู้ยุติธรรมจริงๆ
สรรเสริญไหมในความยุติธรรม ในความเป็นผู้มีธรรม
(คุณธรรม,ธรรมฝ่ายดี) ของบุคคลนั้น?
ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นญาติ จะเป็นศัตรู ธรรมย่อมเป็นธรรม
ความยุติธรรมก็เป็นความยุติธรรม
ไม่ว่าจะเป็นในการปกครองประเทศหรือแม้ในครอบครัว
ก็ย่อมเป็นที่สรรเสริญ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
645)
~ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุปัจจัยไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น จึงควรสะสมเหตุปัจจัยที่จะให้กุศลจิตเกิด
และควรจะเป็นกุศลจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นเรา
เป็นของเรา หรือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
647)
~ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้ใดก็ตาม ก็เป็นสภาพธรรมเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นบุตรธิดาหรือมารดาบิดาก็เป็นการสะสมของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งปรากฏเป็นการกระทำทางกายทางวาจาที่ควร
เป็นกุศล และที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็เป็นอกุศล
ถ้าใครมีกายวาจาที่ปรากฏเป็นอกุศล
ย่อมส่องถึงการสะสมอกุศลนั้นซึ่งมีกำลังทำให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่เป็นอกุศลทางกาย
ทางวาจา
แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศลธรรมไว้มากก็เป็นปัจจัยให้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
655)
*** ~ ส่วนมากทุกท่านมักจะนึกถึงแต่เฉพาะชาตินี้
ไม่ได้นึกไกลไปจนถึงชาติหน้า
วันนี้ทั้งหมดเป็นเรื่องของชาตินี้ทั้งนั้น และการคิด
การตระเตรียมต่างๆ ในวันพรุ่งนี้หรือว่าในวันต่อๆ ไป
ก็เป็นเรื่องของชาตินี้เป็นส่วนใหญ่ทีเดียว
น้อยนักที่จะคิดตระเตรียมถึงชาติหน้า
ถ้าคิดตระเตรียมถึงชาติหน้าจริงๆ ก็จะเว้นอกุศลกรรม
และก็จะตั้งอยู่ในกุศลกรรมยิ่งขึ้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
652)
~ บางคนรักบุตรธิดาของตนมาก
จนกระทั่งสามารถที่จะกล่าวร้ายบุตรธิดาของคนอื่นได้
เพื่อที่จะยกบุตรธิดาของตนแล้วข่มบุตรธิดาของคนอื่น นี่หรือเมตตา
อกุศลธรรมทั้งนั้นที่มีกำลังแรงขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะกระทำทุจริตทางกาย
ทางวาจาได้ ด้วยความรักซึ่งเป็นอกุศล เป็นโลภะที่มีต่อบุตรธิดา
ไม่ใช่ด้วยเมตตา ถ้าเป็นเมตตา
เสมอเหมือนกันหมด มีความหวังดี
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
656)
~ ปัญหามาจากกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส ไม่มีปัญหา
ถ้าเป็นกุศลก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่าจริงๆ แล้ว
ปัญหาก็คืออกุศลซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้
แล้วหมดไปไม่ได้เลยถ้ายังคงไม่รู้อยู่
ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
391)
~ เมื่อไม่รู้ความจริงก็ยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ทั้งๆ ที่เป็นแข็ง เป็นอ่อน เป็นเย็น เป็นร้อนเท่านั้นเอง
ก็ลองคิดดูว่าอันไหนจริง ถ้าไม่มีสภาพธรรมเหล่านี้เลย
จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกไหม? ก็ไม่มี แต่เมื่อมีแล้วไม่รู้ ใช่ไหม
ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่เกิดไม่ดับ
ยังมีอยู่ขณะนี้ ความจริงสิ่งใดเกิดแล้วดับ เกือบจะเรียกได้ว่าทันที
ไม่เหลือเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
399)
~
ชาตินี้จะมีความเข้าใจในเรื่องราวของธรรมหรือว่ามีการรู้ลักษณะของธรรมมากน้อยเท่าไรก็ตาม
เพื่อที่จะถึงความเป็นอนัตตา
เป็นแต่เพียงสภาพของธาตุแต่ละอย่างซึ่งขณะนี้มีปัจจัยกำลังเกิดขึ้นทั้งหมด
ไม่มีความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนเลย ถ้าไม่ลืมแล้วก็จดจำไว้
เพราะว่าได้มีโอกาสฟังบ่อยๆ ทุกชาติ
ก็ย่อมทำให้ความเข้าใจธรรมติดตามไปจนกว่าจะถึงกาลที่สามารถประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
400)
~ ทุกคนคงจะมีสิ่งที่เหลือใช้ เก็บไว้เรื่อยๆ
ยังไม่มีสติที่ระลึกเป็นไปในการให้สิ่งนั้น แม้ว่าเห็นอยู่บ่อยๆ
แต่ขณะใดก็ตามที่จะเกิดรู้ว่า ถ้าไม่ใช้หรือไม่มีใครใช้
สิ่งนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย
ไม่มีใครจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ใครคนใดคนหนึ่งที่มีเหลือใช้
แล้วคนอื่นมีน้อย ถ้าสามารถที่จะแบ่งปันให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น
ขณะนี้ก็เป็นสติแล้ว ธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้นขณะไหนก็เป็นสติ ไม่ใช่เรา
ขณะนั้นก็จะรู้ได้ว่าถ้าไม่มีการระลึกเป็นไปในการให้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น
ขณะนั้นเป็นอกุศล
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
400)
~ ทุกคนอยู่ในกรงของกิเลสนานแสนนานมาแล้ว จะออกจากกรง ทำอย่างไร
ออกด้วยความอยาก ไม่มีทางสำเร็จเลยเพราะไม่ใช่ปัญญา
กรงนี้คงจะทึบมากด้วยอวิชชาซึ่งมืดสนิทเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด
แล้วยังฉาบทาไว้ด้วยโลภะหนาแน่น แล้วที่จะให้พ้นไปจากกรง
ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ พ้นไม่ได้ ไม่มีช่อง
ไม่มีทางที่จะออกไปจากกรงนี้ได้เลย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
400)
~ ธรรมไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ขณะนี้เป็นธรรม
ฟังเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกทั้ง ๓ ปิฎก
และอรรถกถา พูดเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ มิฉะนั้น
จะไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามพูดเรื่องอื่น
ทฤษฏีอื่น จะทำให้เข้าใจธรรมขณะนี้ได้ไหม? ไม่ได้ เพราะฉะนั้น
ก็จะรู้ได้เลย ฟังธรรม คือ
ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงให้มีความเข้าใจในความเป็นธรรมของสิ่งนั้นๆ
ตามคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
410)
~ ไม่ประมาทก็คือสามารถที่จะเข้าใจเห็นถูกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ซึ่งอะไรจะเกิดขึ้นนอกจากจะบังคับบัญชาไม่ได้แล้วยังเป็นสิ่งที่เป็นเพียงธรรม
ไม่ใช่เรา นี่คือการที่จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้
เพราะรู้ความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดต้องมีปัจจัย
แต่ถ้ามีปัญญาเห็นถูกต้อง แม้ความเจ็บปวด ก็เป็นสิ่งที่มีจริง
มีลักษณะอย่างนั้นซึ่งเกิดแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย แต่ดับด้วย และก็ไม่ใช่เรา
แต่กว่าจะละคลายความติดข้องว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ก็จะต้องมีการฟังพระธรรมด้วยการที่เห็นประโยชน์สูงสุด
เพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว
แต่ว่าในชาติต่อๆ ไปด้วย
(ที่มา
: พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
418)
*** ~ ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปอีก จะเข้าใจขึ้นๆ
แล้วก็จะรู้ความจริงมากขึ้น และความดีก็มากขึ้น
รวมทั้งความรักตัวก็น้อยลง เพราะเหตุว่าถ้าเรารักตัวมาก
เราอาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำร้ายคนอื่นก็ได้เพราะความรักตัว
ไม่มีความเมตตา แต่ถ้าเรามีความเป็นมิตร มีความเมตตาจริงๆ
ก็คือว่าหวังดี ทำร้ายคนที่เราหวังดีได้ไหม? ไม่ได้ เพราะฉะนั้น
ขณะที่ทำร้ายใคร ขณะนั้นไม่เมตตา***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1230)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม -
ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๗


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ไพเราะทุกคำทุกประโยค เพราะเป็นคำจริง ทุกคำควรเรียกให้มาดูเพื่อจะได้เห็นกิเลสของตัวเองไม่ดูก็ไม่เห็น ดูแล้วเห็นแล้วจึงขัดเกลา
กราบขอบพระคุณ
อ.คำปั่น
และอนุโมทนาค่ะ