ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๘
โดย khampan.a  10 พ.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52348

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483841ed1f9f2f.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๘

pic00076259215810a47.jpg?1778416935


~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ใครหรือจะสามารถเข้าใจได้? ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นก็หนทางเดียว มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ฟังไตร่ตรอง เพื่อเพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่ได้ไปเร่งรีบไปทำอะไรที่ไหนเลย มีแต่ความเข้าใจจากการฟังค่อยๆ เจริญขึ้น เป็นปกติไม่ต้องเดือดร้อน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227)



~
ขณะใดที่เว้นจากความชั่ว บาป อกุศล ทุจริตทั้งปวง แม้ว่าจะเล็กน้อย สักเพียงใด ขณะนั้นก็เป็นเพราะหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นสภาพที่รังเกียจ ละอาย กลัวเกรงโทษของบาป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1565)



~ การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ก็ยังไม่เป็นการเคารพอย่างสูงสุด เพราะว่าพระผู้มีพระภาคมิได้ทรงหวังดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ แต่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อหวังให้สาวกได้ดับกิเลสเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย แต่ก่อนที่จะดับกิเลสได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เป็นผู้ที่ตรงและต้องเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ถ้าในวันหนึ่งๆ รู้ว่าเห็นแล้วคิดนึกเป็นอกุศล ได้ยินแล้วคิดนึกเป็นอกุศล ได้กลิ่นแล้วคิดนึกเป็นอกุศล ลิ้มรสแล้วคิดนึกเป็นอกุศล กระทบสัมผัสแล้วคิดนึก เป็นอกุศล หรืออยู่เฉยๆ โดยที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ก็ยังคิดนึกเป็นอกุศล ก็จะเห็นได้ว่าเมื่อไรกิเลสจะหมด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1572)



~ เวลาที่ไม่ฟังพระธรรมคิดอย่างไร? บางคนคิดว่าไม่ต้องฟัง รู้แล้ว ไม่เห็นประโยชน์เลย ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็รู้หมด เพราะฉะนั้น ในขณะนั้นไม่มีหิริโอตตัปปะที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่าแท้จริงตนเองยังไม่ได้รู้ทั่วโดยตลอด ยังต้องอาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทุกประการ เว้นไม่ได้ ถ้าต้องการเป็นผู้ที่เจริญกุศลจริงๆ ย่อมเห็นคุณประโยชน์ของพระธรรมทุกประการ นอกจากนั้น ขณะที่ฟังพระธรรมจะสังเกตได้ว่าหิริโอตตัปปะเกิดไหมในขณะนั้น คือ ฟังด้วยความเคารพหรือฟังด้วยความไม่เคารพ?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1571)



~ พิจารณาถึงความรู้สึกในใจของแต่ละท่าน ถ้าท่านไม่เคารพผู้แสดงธรรมท่านหนึ่งท่านใด ท่านย่อมไม่ฟังบุคคลนั้น ใช่ไหม? แต่เพราะท่านรู้ว่าผู้นั้นสามารถให้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้ นี่เป็นเหตุให้เกิดความเคารพในบุคคลนั้นซึ่งจะทำให้การฟังเป็นไปด้วยความเคารพ พิจารณาในเหตุผลและย่อมเป็นเหตุให้ได้ปัญญาหรือเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1575)



~ ผู้ที่มักโกรธและผูกโกรธ พิจารณาหรือเปล่าว่าเพราะอะไรขณะนั้นจึงโกรธ โกรธใคร โกรธความไม่ดีของคนอื่น ใช่ไหม ปักใจในความไม่ดีของคนอื่น แต่ลืมพิจารณาว่าความไม่ดีของคนอื่นก็เกิดขึ้นและดับไปเพียงขณะหนึ่งๆ แต่ความผูกโกรธของท่านเองซึ่งปักใจในบุคคลนั้น เกิดนานเท่าไร มากกว่าอกุศลคือความไม่ดีของคนอื่นที่ทำให้ท่านยังคงปักใจโกรธอยู่หรือเปล่า หรือยังไม่ลืมที่จะคิดถึงความไม่ดีนั้นและยังคงโกรธซึ่งในขณะนั้นหิริโอตตัปปะไม่เกิดเลย ฉลาดที่จะรู้ความไม่ดีของคนอื่น แต่ไม่ฉลาดที่จะรู้อกุศลของตนเองซึ่งกำลังโกรธในขณะนั้น

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1578)



~ ถ้าในชีวิตประจำวันไม่เคยสนใจว่าเป็นกุศลมากน้อยเท่าไร เป็นอกุศลมากน้อยเท่าไร ย่อมไม่รู้จักตนเองตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้จักตนเองตามความเป็นจริง ก็ไม่สามารถดับกิเลสได้ และเรื่องของธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมากจริงๆ ถ้าไม่พิจารณาโดยละเอียดก็อาจจะคิดว่ารู้จักตัวเองพอสมควร แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมจะทำให้เข้าใจขึ้นว่าที่เข้าใจว่ารู้จักตัวเองนั้น รู้จักมากหรือรู้จักน้อยแค่ไหน?

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1577)



~ ทำไมจึงไม่ตั้งมั่นในคุณความดี? เพราะไม่รู้ว่าคุณความดีมีแต่ประโยชน์ ส่วนความไม่ดีนั้นมีแต่โทษ เมื่อไม่รู้จริงๆ อย่างนี้ ก็เป็นอย่างนี้ แต่ถ้ารู้ความจริงเมื่อไหร่ ก็ตั้งมั่นในความดีมากขึ้น จะไม่ได้รับโทษภัยใดๆ เลยทั้งสิ้นจากความดี ความดีต้องนำมาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 921)



~ โลกที่แท้จริง คือ แต่ละขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้สภาพธรรมแต่ละอย่าง แต่ละทาง ทางตาก็อย่างหนึ่ง ทางหูก็อย่างหนึ่ง ทางจมูกก็อย่างหนึ่ง ทางลิ้นก็อย่างหนึ่ง ทางกายก็อย่างหนึ่ง ทางใจก็อย่างหนึ่ง เป็นแต่ละอย่าง ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาเพิ่มขึ้นให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ย่อมไม่สามารถละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 633)



~ ในชีวิตประจำวัน ท่านเห็นใครเป็นผู้ตรง เป็นผู้ยุติธรรมจริงๆ สรรเสริญไหมในความยุติธรรม ในความเป็นผู้มีธรรม (คุณธรรม,ธรรมฝ่ายดี) ของบุคคลนั้น? ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นญาติ จะเป็นศัตรู ธรรมย่อมเป็นธรรม ความยุติธรรมก็เป็นความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นในการปกครองประเทศหรือแม้ในครอบครัว ก็ย่อมเป็นที่สรรเสริญ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 645)



~ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุปัจจัยไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จึงควรสะสมเหตุปัจจัยที่จะให้กุศลจิตเกิด และควรจะเป็นกุศลจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 647)



~ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้ใดก็ตาม ก็เป็นสภาพธรรมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุตรธิดาหรือมารดาบิดาก็เป็นการสะสมของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งปรากฏเป็นการกระทำทางกายทางวาจาที่ควร เป็นกุศล และที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็เป็นอกุศล ถ้าใครมีกายวาจาที่ปรากฏเป็นอกุศล ย่อมส่องถึงการสะสมอกุศลนั้นซึ่งมีกำลังทำให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่เป็นอกุศลทางกาย ทางวาจา แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศลธรรมไว้มากก็เป็นปัจจัยให้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 655)



*** ~ ส่วนมากทุกท่านมักจะนึกถึงแต่เฉพาะชาตินี้ ไม่ได้นึกไกลไปจนถึงชาติหน้า วันนี้ทั้งหมดเป็นเรื่องของชาตินี้ทั้งนั้น และการคิด การตระเตรียมต่างๆ ในวันพรุ่งนี้หรือว่าในวันต่อๆ ไป ก็เป็นเรื่องของชาตินี้เป็นส่วนใหญ่ทีเดียว น้อยนักที่จะคิดตระเตรียมถึงชาติหน้า ถ้าคิดตระเตรียมถึงชาติหน้าจริงๆ ก็จะเว้นอกุศลกรรม และก็จะตั้งอยู่ในกุศลกรรมยิ่งขึ้น***

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 652)



~ บางคนรักบุตรธิดาของตนมาก จนกระทั่งสามารถที่จะกล่าวร้ายบุตรธิดาของคนอื่นได้ เพื่อที่จะยกบุตรธิดาของตนแล้วข่มบุตรธิดาของคนอื่น นี่หรือเมตตา อกุศลธรรมทั้งนั้นที่มีกำลังแรงขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะกระทำทุจริตทางกาย ทางวาจาได้ ด้วยความรักซึ่งเป็นอกุศล เป็นโลภะที่มีต่อบุตรธิดา ไม่ใช่ด้วยเมตตา ถ้าเป็นเมตตา เสมอเหมือนกันหมด มีความหวังดี

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 656)



~ ปัญหามาจากกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นกุศลก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่าจริงๆ แล้ว ปัญหาก็คืออกุศลซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้ แล้วหมดไปไม่ได้เลยถ้ายังคงไม่รู้อยู่ ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 391)



~ เมื่อไม่รู้ความจริงก็ยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งๆ ที่เป็นแข็ง เป็นอ่อน เป็นเย็น เป็นร้อนเท่านั้นเอง ก็ลองคิดดูว่าอันไหนจริง ถ้าไม่มีสภาพธรรมเหล่านี้เลย จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกไหม? ก็ไม่มี แต่เมื่อมีแล้วไม่รู้ ใช่ไหม ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่เกิดไม่ดับ ยังมีอยู่ขณะนี้ ความจริงสิ่งใดเกิดแล้วดับ เกือบจะเรียกได้ว่าทันที ไม่เหลือเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 399)



~ ชาตินี้จะมีความเข้าใจในเรื่องราวของธรรมหรือว่ามีการรู้ลักษณะของธรรมมากน้อยเท่าไรก็ตาม เพื่อที่จะถึงความเป็นอนัตตา เป็นแต่เพียงสภาพของธาตุแต่ละอย่างซึ่งขณะนี้มีปัจจัยกำลังเกิดขึ้นทั้งหมด ไม่มีความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนเลย ถ้าไม่ลืมแล้วก็จดจำไว้ เพราะว่าได้มีโอกาสฟังบ่อยๆ ทุกชาติ ก็ย่อมทำให้ความเข้าใจธรรมติดตามไปจนกว่าจะถึงกาลที่สามารถประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมได้

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 400)



~ ทุกคนคงจะมีสิ่งที่เหลือใช้ เก็บไว้เรื่อยๆ ยังไม่มีสติที่ระลึกเป็นไปในการให้สิ่งนั้น แม้ว่าเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ขณะใดก็ตามที่จะเกิดรู้ว่า ถ้าไม่ใช้หรือไม่มีใครใช้ สิ่งนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีใครจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ใครคนใดคนหนึ่งที่มีเหลือใช้ แล้วคนอื่นมีน้อย ถ้าสามารถที่จะแบ่งปันให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น ขณะนี้ก็เป็นสติแล้ว ธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้นขณะไหนก็เป็นสติ ไม่ใช่เรา ขณะนั้นก็จะรู้ได้ว่าถ้าไม่มีการระลึกเป็นไปในการให้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ขณะนั้นเป็นอกุศล

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 400)



~ ทุกคนอยู่ในกรงของกิเลสนานแสนนานมาแล้ว จะออกจากกรง ทำอย่างไร ออกด้วยความอยาก ไม่มีทางสำเร็จเลยเพราะไม่ใช่ปัญญา กรงนี้คงจะทึบมากด้วยอวิชชาซึ่งมืดสนิทเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด แล้วยังฉาบทาไว้ด้วยโลภะหนาแน่น แล้วที่จะให้พ้นไปจากกรง ถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ พ้นไม่ได้ ไม่มีช่อง ไม่มีทางที่จะออกไปจากกรงนี้ได้เลย

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 400)



~ ธรรมไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ขณะนี้เป็นธรรม ฟังเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกทั้ง ๓ ปิฎก และอรรถกถา พูดเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ มิฉะนั้น จะไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามพูดเรื่องอื่น ทฤษฏีอื่น จะทำให้เข้าใจธรรมขณะนี้ได้ไหม? ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็จะรู้ได้เลย ฟังธรรม คือ ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงให้มีความเข้าใจในความเป็นธรรมของสิ่งนั้นๆ ตามคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 410)



~ ไม่ประมาทก็คือสามารถที่จะเข้าใจเห็นถูกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งอะไรจะเกิดขึ้นนอกจากจะบังคับบัญชาไม่ได้แล้วยังเป็นสิ่งที่เป็นเพียงธรรม ไม่ใช่เรา นี่คือการที่จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะรู้ความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดต้องมีปัจจัย แต่ถ้ามีปัญญาเห็นถูกต้อง แม้ความเจ็บปวด ก็เป็นสิ่งที่มีจริง มีลักษณะอย่างนั้นซึ่งเกิดแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย แต่ดับด้วย และก็ไม่ใช่เรา แต่กว่าจะละคลายความติดข้องว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะต้องมีการฟังพระธรรมด้วยการที่เห็นประโยชน์สูงสุด เพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว แต่ว่าในชาติต่อๆ ไปด้วย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 418)



*** ~ ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปอีก จะเข้าใจขึ้นๆ แล้วก็จะรู้ความจริงมากขึ้น และความดีก็มากขึ้น รวมทั้งความรักตัวก็น้อยลง เพราะเหตุว่าถ้าเรารักตัวมาก เราอาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำร้ายคนอื่นก็ได้เพราะความรักตัว ไม่มีความเมตตา แต่ถ้าเรามีความเป็นมิตร มีความเมตตาจริงๆ ก็คือว่าหวังดี ทำร้ายคนที่เราหวังดีได้ไหม? ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำร้ายใคร ขณะนั้นไม่เมตตา***

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๗

pic0007625911b286246.jpg?1778416935pic00483853b893128d.jpg
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย jaturong  วันที่ 10 พ.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย chatchai.k  วันที่ 10 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 3    โดย swanjariya  วันที่ 10 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 4    โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 10 พ.ค. 2569

ไพเราะทุกคำทุกประโยค เพราะเป็นคำจริง ทุกคำควรเรียกให้มาดูเพื่อจะได้เห็นกิเลสของตัวเองไม่ดูก็ไม่เห็น ดูแล้วเห็นแล้วจึงขัดเกลา

กราบขอบพระคุณ

อ.คำปั่น

และอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 5    โดย shsso2551  วันที่ 11 พ.ค. 2569
กราบอนุโมทนาค่ะ