ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๙
โดย khampan.a  4 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53182

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048386544b3c078.jpg?v=1787909972

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๙

pic00076263549d079ae.jpg?v=1791079966


~ ขณะใดที่ได้ฟังธรรม ประโยชน์ที่สุด คือ เข้าใจในสิ่งที่กำลังได้ฟัง แต่ละขณะๆ จะสะสมสืบต่อไปเป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น มิฉะนั้นแล้วเวลาที่เราฟัง เราไปคิดเรื่องอื่น แล้วเราจะรู้ตรงนั้นหรือเปล่า หรือตรงนี้หมายความว่าอย่างไร ก็เลยไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังจริงๆ แต่ขณะที่ฟังให้ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วก็เข้าใจให้ชัดเจน ให้ถูกต้องขึ้นค่อยๆ เป็นไปทีละเล็กทีละน้อย ก็เป็นการอบรมเจริญปัญญา ความรู้ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอนในวันหนึ่ง ไม่มีใครที่จะสามารถไปทำลายความเข้าใจซึ่งสะสมสืบต่อไปเรื่อยๆ ได้ แล้ววันหนึ่งก็จะถึงระดับขั้นที่สามารถที่จะรู้ชัดเจนขึ้นได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 550)



~ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาของผู้ที่ตรัสรู้ เป็นศาสนาที่ทำให้คนฟังเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง แล้วเราก็พิจารณาได้ว่าเท่าที่ได้ฟังมา ความเห็นถูกเพิ่มขึ้นหรือเปล่า มีความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงในขณะนี้หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็หมายความว่าเราสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มอีกเมื่อเราสนใจ ศรัทธา เห็นประโยชน์ แล้วก็ฟังต่อไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 550)



~ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีที่จะยั่งยืนหรือว่าจะเป็นของเราอย่างแท้จริง ตั้งแต่เกิดจนตาย ความรู้สึกสุขทุกข์เมื่อวานนี้ หรือว่ารูป เสียงที่เราได้เมื่อวานนี้ ขณะนี้อยู่ที่ไหน สิ่งที่เห็นทางตา เสียงที่ได้ยินทางหู กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัสทั้งหมด เมื่อวานนี้ก็หมดไป เมื่อวานนี้ และขณะนี้ก็เป็นอย่างนี้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 301)



~ ธรรมทั้งหมดที่ศึกษาเพื่อที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฏ ซึ่งความจริงก็เป็นธรรมทั้งหมดอยู่แล้ว อย่างเช่นโทสะ ก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะลักษณะที่เป็นโทสะ ความขุ่นเคือง ความหยาบกระด้าง ไม่ใช่ลักษณะของโลภะซึ่งเป็นความติดข้อง ไม่ใช่ลักษณะของความตระหนี่ ไม่ใช่ลักษณะของเมตตา สภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นธรรมทั้งหมดในชีวิตประจำวันจริงๆ มีปัจจัยก็เกิดขึ้นปรากฏลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ แต่ความไม่รู้ ทำให้ยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่าเป็นเรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 315)



~ การศึกษาธรรมต้องมีจุดประสงค์ เพื่ออะไร ถ้าเพื่อที่จะได้เป็นผู้ที่รู้มาก เข้าใจมาก ขณะนั้นไม่ใช่เป็นการศึกษาที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าการศึกษาที่ถูกต้อง คือ ศึกษาเริ่มจากไม่รู้จึงศึกษา การศึกษาทั้งหมดก็จะละคลายความไม่รู้และละคลายอกุศลทั้งหลายซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะนอกจากละชั่ว บำเพ็ญความดี ยังชำระจิตให้บริสุทธิ์จากการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลด้วย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 314)



*** ~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ สามารถทำให้ผู้ที่พิจารณาขัดเกลากิเลสอกุศลธรรมได้อย่างละเอียด เพราะชี้ให้เห็นโทษของตนเองซึ่งยากที่จะเห็นได้ เป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็นดุจครูอาจารย์ผู้คอยชี้โทษ เป็นกัลยาณมิตร คือ มิตรแท้ คือผู้ที่ชี้ให้เห็นโทษของตนเอง

มีใครโกรธบุคคลที่ชี้โทษบ้างไหม หรือโทษของเราก็ต้องเราเห็น ไม่ใช่ให้คนอื่นบอก ความสำคัญตนนี่มีมากมายหลายลักษณะจริงๆ เพราะฉะนั้น ควรที่จะพิจารณาว่ามีจิตใคร่ที่จะเป็นผ้าเช็ดธุลีหรือยัง ถ้าระลึกถึงผ้าเช็ดธุลี คือ ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะได้รับคำชมหรือคำติ หรือการกระทำทางกายวาจาที่ควรหรือไม่ควรจากบุคคลใดก็ตาม ก็เป็นผู้ที่สามารถไม่หวั่นไหวได้ ก็จะถือผู้ที่ชี้โทษให้ว่าเป็นผู้ที่มีคุณ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1755)



*** ~ ตอนที่มาเกิดในโลกนี้กิเลสยังไม่มากเท่านี้ใช่ไหม ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก อยู่ไปๆ กิเลสก็เพิ่มขึ้นมากขึ้น และถ้าไม่มีปัญญา ชาติหน้าจะเป็นอย่างไร ก็รู้ได้ว่าจากชาติก่อน กิเลสของชาติก่อนก็มีมาก แต่ก็ยังมาเพิ่มเติมด้วยกิเลสของชาตินี้มากขึ้นอีก และชาติหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่ว่าผู้ที่มีศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้ว มีโอกาสที่จะได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ เพื่อที่จะละความไม่รู้ ละความติดข้อง แต่ต้องรู้ว่าไม่ใช่โดยรวดเร็ว***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 729)



~ เมื่อมีการฟังพระธรรมก็จะมีความเข้าใจความเป็นไปทั้งหมดซึ่งเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นใคร ที่ไหน อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดก็เป็นธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงของธรรมให้คนที่ได้ฟังเข้าใจถูกต้องว่าทุกอย่างที่มีจริง เกิดแล้วปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ ชั่วคราวแล้วก็ดับไป และก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิด สิ่งนั้นก็เกิดไม่ได้ สิ่งที่กำลังเป็นขณะนี้ต้องตามปัจจัยที่ให้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 734)



~ การฟังพระธรรม เริ่มรู้จักว่าฟังอะไร คือ ฟังเรื่องจริงๆ ที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วก็ฟังเพื่อให้รู้ความจริงในขณะนี้จนกระทั่งสามารถที่จะรู้จักคำว่า "ธรรม" ไม่ใช่เพียงชื่อว่าธรรม แต่รู้จักตัวธรรมจริงๆ ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละอย่างที่กำลังปรากฏ ฟังแค่นี้ก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะเป็นแต่เพียงการเริ่มต้นของผู้ที่ใคร่จะฟังพระธรรมก็ต้องรู้ว่าฟังเพื่ออะไร ฟังเพื่อเข้าใจความจริง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 734)



*** ~ โกรธคนอื่น โกรธอยู่ที่ไหน? อยู่ที่ตัวเอง จะให้พ้นไหม หรือว่าเอาไว้ก่อนหอบไปเยอะๆ? อันตรายมากเลย ไม่เห็นภัยที่ยิ่งกว่าภัยอื่น เพราะใกล้ตัวที่สุด เกิดเมื่อไหร่ก็ได้ นอนสบายๆ เป็นทุกข์ได้แล้วเพราะกิเลส ใครทำให้? ไม่มีใครเลย อกุศลที่สะสมมานั่นเอง***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 741)



~ การเป็นมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ มีโอกาสที่จะฟังธรรม เจริญกุศล ถ้าสิ้นชีวิตแล้ว ไม่ทราบว่าจะไปเกิดปฏิสนธิในภูมิใด ถ้าไปปฏิสนธิในอบายภูมิ ไม่มีโอกาสจะฟังธรรมพิจารณาธรรมไม่มีโอกาสจะอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้สภาพธรรมตามปกติตามความเป็นจริงได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 354)



~ ถ้าท่านสะสมกุศลเพิ่มขึ้น ความขยันในการที่จะศึกษาธรรม ฟังธรรมจะรู้สึกว่าจะเป็นไปได้โดยสะดวกง่ายกว่าที่จะไปขยันในการหาความสนุกเพลิดเพลินในทางอกุศลทั้งหลายเท่าที่เคยเป็นมา เพราะฉะนั้น สภาพธรรมซึ่งต่างกันก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม สำหรับอกุศลธรรมนั้นนอกจากจะครอบงำให้หลงไปจากความจริงของสภาพนามธรรมและรูปธรรมก็ยังเป็นสภาพธรรมที่ทำให้ตั้งจิตไว้ในทางที่ไม่ชอบแม้แต่การคิดหรือการกระทำก็จะเป็นไปในทางที่ไม่ถูกในทางที่ไม่ชอบ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 703)



~ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มีประโยชน์เกื้อกูลให้ระลึกพิจารณาให้ถ่องแท้เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นด้วย มิฉะนั้นแล้วถ้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าใจผิดและชักชวนบุคคลอื่นให้เข้าใจผิดปฏิบัติผิดตามๆ กันไป ผู้นั้นก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมโดยถูกต้อง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1757)



~ สิ่งใดเหมาะควรกับเพศบรรพชิต ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามสมควรนั่นก็เป็นส่วนของพระวินัย แต่คฤหัสถ์ก็สามารถศึกษาพระวินัย ส่วนใดซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามก็คงไม่จำกัดเฉพาะพระภิกษุเท่านั้นใครก็ตามก็สามารถเห็นว่าเป็นความประพฤติทางกาย ทางวาจาที่เหมาะสมแม้เป็นคฤหัสถ์ก็ควรจะประพฤติปฏิบัติตามด้วยโดยไม่จำกัด โดยไม่ต้องไปนับว่ากี่ข้อ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 306)



~ ถ้ารู้ว่าท่านเป็นผู้ที่ทำกุศลยาก เพราะเป็นผู้ที่ย่อหย่อน เกียจคร้านในการเจริญกุศลก็จะต้องเป็นผู้ที่ขยันเสียเดี๋ยวนี้ทันที เพราะชีวิตแต่ละขณะไม่ใช่ยืนยาวเลย ชั่วขณะจิตเดียวขณะจิตเดียวที่จะเป็นกุศลหรืออกุศลขึ้นอยู่แต่ละขณะจิต เพราะฉะนั้น ก็ไม่ควรที่จะทอดธุระ หรือว่า ยังเป็นผู้ที่ยังคงย่อหย่อนเกียจคร้านในการเจริญกุศล มิฉะนั้นแล้ว ก็จะขาดวิริยบารมีซึ่งจะไม่ทำให้อกุศลเบาบางเลย แต่ทางเดียวที่จะทำให้อกุศลเบาบางได้ คือ เป็นผู้ที่ขยันไม่เกียจคร้านในการเจริญกุศลทั้งปวงที่สามารถจะกระทำได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 715)



*** ~ ทุกคนย่อมกระทำสิ่งที่ไม่ควรและไม่เหมาะสมเพราะอวิชชาทั้งนั้น ถ้าเป็นวิชชาแล้วจะไม่ทำอย่างนั้นเลย แต่เมื่อเป็นอวิชชา ย่อมทำทุกอย่างที่ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ทางแก้ คือ ควรที่จะให้ทุกคนเกิดวิชชามีความเข้าใจถูกเพื่อที่ว่าจะได้มีกาย วาจาและใจที่ถูกต้อง***

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1407)



~ ในขณะที่ฟังพระธรรมจะคิดเรื่องธรรม จะพิจารณาจะเพิ่มความเข้าใจขึ้นและถ้าฟังบ่อยๆ ฟังเป็นประจำ วันหนึ่งๆ มีโอกาสจะคิดถึงเรื่องธรรมซึ่งปกติแล้วนอกจากเวลาฟังก็มักจะคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าวันหนึ่งๆ มีโอกาสจะฟังมากก็จะทำให้คิดถึงเรื่องของธรรมมากและถ้าฟังจนกระทั่งเป็นอุปนิสัยแล้วเวลาที่ไม่ได้ฟังพระธรรมก็ยังอาจจะคิดเรื่องธรรมแทนที่จะคิดเรื่องอื่นก็ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นถึงกำลังของการสะสมซึ่งควรที่จะไม่ประมาทเลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2075)



*** ~ จุติจิต คือ จิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ ที่ชื่อว่า "จุติ" เพราะเหตุว่าทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้หมายความถึงสิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง ก่อนที่จุติจิตจะเกิดไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าเลยเหมือนกับเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าขณะต่อไปอะไรจะเกิด***

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1717)



*** ~ สิ่งใดที่เป็นอกุศลที่เกิดแล้ว ก็ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตั้งต้นเสียใหม่ ถ้าคิดอย่างนี้ได้จะปลอดโปร่งใจมากทีเดียว จะละคลายความกังวลที่เป็นอกุศลที่สืบต่อมาอาจจะเป็นแรมวันแรมเดือนหรือบางคนอาจจะเป็นแรมปีถ้าคิดไม่ได้ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรมที่คิด ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศลและได้รับประโยชน์จากการฟังพระธรรม***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1821)



~ เขาไม่ดีนั้นเรื่องของเขา ถ้าจิตของเราไม่ดีด้วยในขณะที่คิดถึงเขา ขณะนั้น ก็ไม่ดีทั้งคู่ จิตไม่ดีเป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเรามีเมตตาต่อบุคคลนั้นได้ ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตของเราที่เห็นโทษว่าไม่เมตตาขณะใด ขณะนั้นเป็นอกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1821)



~ รู้ประโยชน์คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ว่าตราบใดที่ยังมีโอกาสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม แล้วเข้าใจพระธรรมเป็นการสะสมต่อไป
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 749)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๘

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic0007626345c8e9474.jpg?v=1791079966



ความคิดเห็น 1     โดย swanjariya  วันที่ 4 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 4 ต.ค. 2569

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 3     โดย shsso2551  วันที่ 4 ต.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4     โดย chatchai.k  วันที่ 4 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 5     โดย apichet  วันที่ 4 ต.ค. 2569

กราบอนุโมทนาสาธุครับ


ความคิดเห็น 6     โดย jaturong  วันที่ 4 ต.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ